แม้เป็นเพียงชาวบ้านธรรมดา แต่พรสวรรค์บวกกับความช่างคิดและใจที่ใฝ่ศึกษาอยู่เสมอของหญิงช่างทอผ้าตัวเล็กๆคนหนึ่งได้ทำให้เกิดผ้าทอรูปแบบใหม่ขึ้นมา

"ผ้าที่ทอกันอยู่เป็นผ้าจก เรียกว่า ผ้าจกเมืองลอง มีทั้งแบบโบราณดั้งเดิม และแบบประยุกต์ แต่หลักๆที่เป็นเอกลักษณ์เลยคือ ผ้าจกย้อมคราม อันนี้มาทีหลังจากคำขวัญของจังหวัดแพร่ที่ว่า 'หม้อห้อมไม้สัก ถิ่นรักพระลอ ช่อแฮศรีเมือง ออเลื่องแพะเมืองผี คนแพร่นี้ใจงาม' คำว่า 'หม้อห้อม' เดี๋ยวนี้เขาใช้เป็นหม้อห้อมโรงงาน แต่การย้อมคราม หรือที่ทางเมืองแพร่เรียก ย้อมหม้อห้อมแบบโบราณ มันหายไปจากเมืองแพร่แล้ว เราก็เลยรื้อฟื้นเรื่องนี้แล้วเอามาพลิกแพลงทำเป็นผ้าจกย้อมคราม เพื่อให้เกิดความแตกต่างหลากหลายออกไปอีก และยังได้อนุรักษ์ทั้งการทอผ้าจก และการย้อมหม้อห้อมไปพร้อมกัน"

ตั้งแต่วัยสาวจนถึงปัจจุบันในวัย ๖๑ ปี ประนอม ทาแปง ซึ่งได้รับการยกย่องเชิดชูเกียรติเป็นศิลปินแห่งชาติ สาขาทัศนศิลป์ (ประณีตศิลป์-ศิลปะผ้าทอ) พุทธศักราช ๒๕๕๓ ชาวอำเภอลอง จังหวัดแพร่ ยังคงอุทิศตนให้กับการทำหน้าที่เผยแพร่ อนุรักษ์ และสืบทอดมรดกภูมิปัญญาท้องถิ่นด้านการทอผ้าอย่างต่อเนื่อง ด้วยการเปิดบ้านเป็น "ศูนย์การเรียนรู้ผ้าจกเมืองลองและการย้อมสีธรรมชาติ" รวมทั้งจัดทำ "พิพิธภัณฑ์ผ้าทอตีนจก" เพื่อถ่ายทอดความรู้เรื่องการปลูกฝ้าย ปลูกคราม ทำเส้นฝ้าย การทอผ้าพื้นเมือง และผ้าตีนจกเมืองลองตามภูมิปัญญาดั้งเดิมให้แก่นักเรียน นักศึกษา เยาวชน ตลอดจนกลุ่มสตรีแม่บ้านต่างๆ นำไปพัฒนาเป็นอาชีพต่อไป

"สกุลไทย" ได้โอกาสดีเมื่อครั้ง "ครูประนอม" เดินทางมาที่กรุงเทพฯ เพื่อร่วมสาธิตการแสดงผลงานเชิงนิทรรศการในงานภูมิปัญญาผ้าไทยและเทศกาลของขวัญของฝาก OTOP City 2014 ที่เมืองทองธานี ในการเข้าไปขอความรู้เกี่ยวกับผ้าจกย้อมครามที่เธอเป็นผู้คิดปรับประยุกต์ขึ้นมา

"เมื่อตอนเด็กๆ คนแถวบ้านส่วนมากจะทอผ้าใช้กันเองในครอบครัว เขาจะปลูกฝ้ายไว้ตามหัวไร่ปลายนา มีการสอนวิธีการทอผ้าให้ลูกหลาน สืบทอดกันมารุ่นต่อรุ่น ทีนี้พอมาถึงตัวเราเป็นคนชอบทอผ้าอยู่แล้ว เวลาเห็นป้านั่งทอผ้าจกอยู่จะชอบไปนั่งเฝ้าสังเกตว่าเขาใส่สียังไง จกขึ้นลงกี่เส้น คือใช้วิธีครูพักลักจำเอา พอป้าหยุดพักขึ้นบ้านไปกินข้าวกลางวันก็ไปขโมยขึ้นกี่ แอบทอผ้าจกต่อจากที่ป้าทอไว้ พอป้ากลับมาจะถามว่าที่เราทำถูกไหม ป้าดูแล้วบอกว่าทำถูกแล้ว ทำได้ดีแล้วก็เลยหัดทอผ้ามาจนได้ขึ้นกี่ทำลวดลายเอง"

ตอนนั้นครูประนอมทอผ้าขายเป็นอาชีพเสริม จนวันหนึ่งจึงเกิดเหตุการณ์ที่กล่าวได้ว่าเปลี่ยนชีวิตของเธอไปเลย นั่นคือ..."วันที่ ๒ มกราคม พ.ศ. ๒๕๒๒ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ เสด็จฯมาพระราชทานธงประจำรุ่นให้ลูกเสือชาวบ้านจังหวัดแพร่ ใจคิดยังไงไม่รู้ อยากเอาผ้าที่ทอไปถวายท่านเลยเอาใส่ถุงห่อข้าวไปด้วยแล้วฝากแม่ไว้ ตัวเราไปเข้าแถวซ้อมรับธง โชคดีแม่ไปนั่งใกล้จุดถวายของเลยถามเจ้าหน้าที่ว่า ลูกสาวมีผ้ามาจะถวายได้ไหม เขาก็จดชื่อเราไว้ พอกลับมากินข้าว แม่บอกว่าไม่ต้องไปเข้าแถวรับธงแล้ว ให้รอถวายของที่นี่ พอเห็นผ้า พระองค์ท่านมีรับสั่งว่า สวยมาก เป็นผ้าของเมืองแพร่เองหรือ ใครเป็นคนสอน ชอบทำไหม จะส่งลายสวยๆมาให้ เราก็เป็นปีติ ปลื้มมาก ไม่ได้ตอบอะไรเลย ได้แต่ยิ้มอย่างเดียว"

ต่อมาคณะผู้แทนในพระองค์ได้เดินทางมาขอพบครูประนอมที่บ้านเพื่อแจ้งให้ทราบว่า สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ทรงสนพระทัยและมีความประสงค์จะส่งเสริมให้ชาวบ้านทอผ้าตีนจกให้มากขึ้น จากนั้นก็ได้มอบทุนดำเนินการให้ ต่อมาพัฒนากรจากสำนักงานพัฒนาชุมชนอำเภอลองและคณะกรรมการหมู่บ้านได้จัดตั้งกลุ่มสตรีทอผ้าซิ่นตีนจกขึ้นชื่อ "กลุ่มสตรีทอผ้าบ้านนามน" โดยมีครูประนอมเป็นประธานกลุ่ม และต่อมายังได้รวมตัวจัดตั้งกลุ่มทอผ้า กลุ่มอนุรักษ์ฟื้นฟูศิลปะผ้าทอตีนจก กลุ่มสตรีสหกรณ์ทอผ้าย้อมสีธรรมชาติ และมีเครือข่ายช่วยเหลือซึ่งกันและกัน ๑๗ จังหวัดทั่วทั้งภาคเหนือ โดยครูประนอมได้รับคัดเลือกเป็นประธานศูนย์เครือข่ายของจังหวัดแพร่ มีหน้าที่ให้ความช่วยเหลือ แนะนำให้ความรู้แก่สมาชิกในเครือข่ายตลอดมา กระทั่งปี ๒๕๕๑ จึงได้เปิดศูนย์การเรียนรู้ผ้าจกเมืองลองและการย้อมสีครามธรรมชาติขึ้น

กล่าวถึงผ้าจกย้อมคราม ครูประนอมอธิบายวิธีการทำว่า ต้องนำเส้นด้ายมาย้อมครามก่อนแล้วจึงนำไปจกเป็นลวดลายต่างๆ ทั้งนี้ในการย้อมคราม แม้จะมีวิธีการเขียนได้หลายแบบ เช่น ม่อห้อม หม้อฮ่อม หม้อห้อม หรือหม้อฮ้อม แต่ทุกคำล้วนมีความหมายเดียวกันคือ การใช้ผ้าฝ้ายที่ได้จากการทอมาย้อมด้วยสีครามที่ได้จากต้นฮ้อมหรือต้นครามจนได้ผ้าที่มีสีเดียวกันตลอดทั้งผืน ทว่าถ้าเป็นการย้อมครามแบบดั้งเดิมนั้นค่อนข้างจะมีขั้นตอนยุ่งยากซับซ้อนถึงขั้นที่ครูประนอมออกปากเลยว่า "ถ้าใจไม่รักจะทำไม่ได้"

เริ่มต้นที่ต้องปลูกต้นครามไว้ประมาณ ๔-๖ เดือนจึงเก็บส่วนของลำต้นและใบมามัดเป็นกำแช่น้ำเปล่าพอท่วม ๒ คืน จากนั้นเอามัดครามออกให้เหลือแต่ขี้คราม ใส่ปูนขาวหรือปูนแดงใช้ไม้ตีให้ขึ้นฟอง ยิ่งฟองเยอะเท่าไหร่ก็ยิ่งได้เนื้อครามเยอะเท่านั้น ทิ้งไว้ ๑ คืนแล้วถึงตักน้ำใสๆทิ้ง เหลือแต่ขี้คราม เอามาใส่ผ้าขาวกรองน้ำให้หมด ขั้นตอนนี้เรียกว่า "การทำเนื้อคราม" จากนั้นจึง "ก่อหม้อคราม" หรือก็คือการปรุงน้ำครามให้ได้รสพอดีๆ เพื่อให้ได้ผิวครามที่ดี ด้วยส่วนผสมต่างๆ ยกตัวอย่าง รสเค็มได้จากน้ำด่างที่ได้จากการเกรอะขี้เถ้าของใบขี้เหล็ก รสเปรี้ยวจากใบหรือเปลือกมะขามนำมาต้มกับน้ำ รสฝาดจากปูนกินหมาก และรสหวานจากสับปะรดหรือกล้วย เป็นต้น การก่อหม้อใช้เวลาประมาณหนึ่งสัปดาห์ ซึ่งหากคนทำมีความชำนาญสูงอาศัยแค่ตาดูก็จะรู้ว่าในน้ำครามนั้นขาดรสอะไรไป ขั้นตอนนี้คนโบราณมีคำเรียกว่า "ครามมา" กับ "ครามหนี" ถ้าครามมาก็หมายถึง ย้อมติด ย้อมสวย นอกจากนี้ยังมีคำว่า ครามสลบ ครามฟื้น และครามตาย ซึ่งครูประนอมอธิบายความหมายของแต่ละคำว่า ถ้าครามตายจะมีกลิ่นเหม็นเน่า ส่วนครามสลบแปลว่าจะย้อมไม่ติด วิธีการทำให้ครามฟื้นก็คือการเติมตัวช่วยต่างๆ ตามที่ได้ยกตัวอย่างไป ขั้นต่อไปนำฝ้ายที่จะย้อมมาซักในน้ำสะอาด แล้วใส่ลงในหม้อคราม นวดขยำให้ทั่ว บิดฝ้ายที่ย้อมครามในที่แห้งแล้วนำไปตากในที่ร่ม

เมื่อได้เส้นด้ายที่ย้อมครามเรียบร้อยแล้วจึงนำมาทอด้วยวิธีการจก เว็บไซต์ของสำนักอนุรักษ์และตรวจสอบมาตรฐานหม่อนไหม กรมหม่อนไหม กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้ให้ข้อมูลเกี่ยวกับการจกว่า

"จก หมายถึง การควัก ขุด คุ้ย ลักษณะการทอผ้าจกจึงเป็นลักษณะของการทอที่ผู้ทอต้องใช้วิธีล้วงดึงเส้นด้ายพุ่งพิเศษขึ้นลงเพื่อสร้างลวดลาย จกเป็นเทคนิคการทำลวดลายบนผืนผ้าคล้ายการปักด้วยวิธีการเพิ่มด้ายพุ่งพิเศษเข้าไปเป็นช่วงๆ ไม่ติดต่อกันตลอดหน้ากว้างของผ้า โดยใช้ไม้หรือขนเม่น หรือนิ้วมือจกเส้นด้ายเส้นยืนยกหรือจกเส้นด้ายเส้นยืนขึ้น แล้วสอดใส่ด้ายพุ่งพิเศษเข้าไปเป็นช่วงๆ สลับสีตามต้องการคล้ายกับการปักไปในขณะทอ ซึ่งสามารถออกแบบลวดลายและสีสันของผ้าได้ซับซ้อนและหลากสีสัน ซึ่งแตกต่างจากผ้าขิดที่มีการใช้เส้นพุ่งพิเศษสีเดียวตลอดหน้ากว้างของผืนผ้า

ผ้าจกเมืองลองเส้นยืนทำด้วยไหมควบหก ซึ่งมีความเหนียวและแข็งแรง เส้นพุ่งใช้เส้นไหมน้อยซึ่งมีเส้นที่เล็กและละเอียดเป็นเส้นพุ่ง ใช้เทคนิคการจกเพื่อให้เกิดสีและลวดลาย ด้วยลักษณะไหมมีเส้นเล็กและฟืมที่มีความถี่ทำให้เกิดลวดลายที่ละเอียดและประณีต ปัจจุบันได้มีการพัฒนาวิธีการทอโดยการยกเขาเพื่อให้เกิดลวดลาย"

"วิธีการทอโดยการยกเขา" ก็ครูประนอมนี่เองที่เป็นผู้คิดค้นขึ้นเพื่อช่วยย่นระยะเวลาในการจกผ้าได้เร็วกว่าการจกด้วยมือถึง ๔-๕ เท่า โดยใช้อุปกรณ์ที่เรียกว่า "เขาฟืม" ในการเก็บลวดลายของผ้าตีนจกที่ต้องการ โดยทอเขาฟืมแต่ละเครือจะมีลวดลายสำเร็จอยู่บนชุดฟืมช่วยให้การทอลวดลายประสมกันทำได้ง่ายขึ้น โดยเฉพาะลวดลายโบราณที่ตกทอดมาถึงปัจจุบัน ครูบอกว่ามีมากมายนับร้อย อาทิ ลายผักแว่น ลายขอไล่ ลายงวงน้ำดุ ลายนกกินน้ำร่วมต้น ลายสำเภาลอยน้ำ ลายบ่ขนัด ลายขากำปุ้ง ลายโก้งเก้งช้อนนก ลายต่อมเครือ เป็นต้น ส่วนลายที่คิดประยุกต์ขึ้นใหม่ก็มีไม่น้อย เช่น ลายหัวใจ ลายสับปะรด ฯลฯ

ที่ผ่านมา นอกจากถ่ายทอดความรู้เรื่องการทอผ้าแบบครบวงจรให้แก่ผู้ที่สนใจ ครูประนอมและกลุ่มทอผ้ายังได้รับโอกาสให้นำเสนอเผยแพร่ผลงานต่อสาธารณชนทั้งในและต่างประเทศอยู่เสมอ ทั้งในรูปแบบของการออกร้าน และการสาธิตการแสดงผลงานเชิงนิทรรศการ ครูบอกเหตุผลที่ตั้งใจทำหน้าที่นี้อย่างไม่มีคำว่าเหน็ดเหนื่อยเลยว่าเป็นเพราะ...

"บุญบารมีของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ อันนี้เป็นแรงบันดาลใจที่ยิ่งใหญ่ ตอนที่ได้รับพระมหากรุณาธิคุณรับเป็นนักเรียนศิลปาชีพในพระบรมราชินูปถัมภ์ ที่พระตำหนักภูพิงคราชนิเวศน์ จังหวัดเชียงใหม่ พระองค์ท่านมีรับสั่งว่า กลับไปแล้วต้องไปสอนชาวบ้านนะก็เลยตั้งปณิธานว่าจะต้องถ่ายทอดความรู้ที่มีอยู่ให้กับผู้ที่สนใจ โดยไม่หวังอะไร ขอแค่เขาทำเป็น ทำได้ มีรายได้ มีอาชีพเสริม เราก็ภูมิใจแล้ว หรือเวลาเห็นคนใส่ผ้าที่เราเป็นคนทอก็มีความสุข ดีใจเหมือนกัน ทุกวันนี้ยังนึกถึงบารมีของพระองค์ท่านที่ทรงส่งเสริม และขุดเรามาจากตม เอามาเจียระไนจนสดใส ทำให้จากที่ว่าเราเริ่มทอผ้าเพราะใจรักอย่างเดียวก็ก้าวหน้ามาจนถึงขั้นนี้ได้"

ความงามของผ้าทอหนึ่งผืนมิใช่อยู่แค่ที่ลวดลายเท่านั้น หากแต่ยังอยู่ที่การสัมผัสได้ถึงจิตวิญญาณของศิลปินช่างทอซึ่งได้ถ่ายทอดถักทอแทรกลงไปตลอดทั้งผืนผ้าด้วย