"รำวงชาวบ้าน"

จังหวะดนตรีแห่งความผูกพัน
สถานีศูนย์วัฒนธรรม
ช่างภาพ: 

"ผมขออนุญาตใช้คำของท่านนายกฯ เลยว่า 'รำวงชาวบ้าน' เป็นการคืนความสุขให้ประชาชน เพราะเขาไม่ได้มานั่งดูคนอื่นรำ แต่เขามาร่วมรำด้วยตัวเอง คนที่เต้นไม่ได้ รำไม่เป็นก็นั่งดูเป็นกำลังใจอยู่ข้างล่าง ส่วนคนที่รำเป็นก็ขึ้นมาสนุกกัน มีความสุข มีอารมณ์ร่วมไปด้วยกัน"

นี่คือคำกล่าวของ จรินทร์ เกตุแดง หรือที่รู้จักกันในชื่อ อ๊อด โฟร์เอส เจ้าพ่อเพลงรำวงชาวบ้าน ผู้พลิกฟื้นศิลปะการแสดงของไทยอย่าง "รำวง" ที่กำลังจะเลือนหายไปจากความทรงจำ ให้กลับมาสดใสและเกิดกระแสความนิยมขึ้นอีกครั้ง

สาเหตุที่ทำให้ชายผู้นี้หลงใหลในเสียงดนตรีและการร้องรำทำเพลง ส่วนหนึ่งมาจากสายเลือดศิลปินที่ไหลเวียนอยู่ในตัวของเขา เนื่องจากมีคุณพ่อเป็นนักเชียร์รำวง ส่วนคุณแม่เป็นนางรำ อ๊อด โฟร์เอส ในวัยเด็กจึงคลุกคลีอยู่ในบรรยากาศของการแสดง ร้องเล่นเต้นระบำมาโดยตลอด จนอายุล่วงเข้าสู่วัยรุ่น เขาถึงได้ก้าวเข้าสู่ถนนสายดนตรีอย่างเต็มตัว โดยบันไดขั้นแรกของเขาคือ การเป็นหนึ่งในสมาชิกของคณะแตรวง

"ตอนอายุ ๑๗ - ๑๘ ผมเริ่มมาเล่นแตรวง เล่นกันตามงานแห่นาค แต่ใจรักการร้องเพลงเลยร้องเพลงไปด้วยควบคู่กัน ถือเป็นนักร้องแตรวงคนแรกของจังหวัดกาญจนบุรี เพราะปกติคนเล่นแตรวงจะบรรเลงดนตรีอย่างเดียว ไม่มีหน้าที่ต้องร้อง ต่อมาเพื่อนในวงก็ให้ผมร้องเพลงอย่างเดียว ตอนนั้นคนเริ่มให้ความสนใจ จ้างให้ไปเล่นรำวง เชียร์รำวง ตอนกลางวันจะเล่นแตรวง ตกกลางคืนเจ้าภาพจะให้เล่นรำวง หน้าที่ของเราคือ เชียร์ให้หนุ่มๆสาวๆเขาออกมารำกัน จากนั้นไม่นานผมได้รับการชักชวนให้ไปเป็นนักร้องในร้านอาหารในจังหวัดกาญจนบุรี ซึ่งเป็นบ้านเกิดของผม"

การเข้าสู่เส้นทางนักร้องตามห้องอาหาร ถือเป็นบันไดขั้นที่ ๒ ของ อ๊อด โฟร์เอส ทว่าชะตาชีวิตได้นำพาให้เขาและภรรยา ซึ่งเป็นหางเครื่องอยู่ในวงของพุ่มพวง ดวงจันทร์ ได้เข้ามาหากินในเมืองหลวง ด้วยความสามารถในการเลียนเสียงนักร้องดัง นำผู้ชายคนนี้เข้าสู่แวดวงตลกคาเฟ่ ถือเป็นช่วงเวลาเกือบ ๑๐ ปีที่รุ่งเรืองของเขา แต่ไม่มีอะไรจะคงอยู่ได้นิรันดร์ การเปลี่ยนแปลงก็เข้ามา เมื่อความรุ่งโรจน์ของวงการตลกคาเฟ่เริ่มเสื่อมถอย อ๊อด โฟร์เอส จึงได้หวนกลับมาสู่เส้นทางดนตรีที่รักอีกครั้ง

"พอคาเฟ่เริ่มเล่นดึกไม่ได้ หลายแห่งปิดตัว งานเล่นตลกเริ่มไม่มี ผมจึงนำเพลงที่แต่งเก็บไว้เยอะเลยไปเสนอขายบริษัทโฟร์เอสไทยแลนด์ นายห้างก็รับซื้อ เพลงที่โด่งดังนำชื่อเสียงมาให้ ได้แก่ เพลงหนูชอบชอบ เพลงคุณนายขาแมลงสาบ แต่งให้ ยุ้ย ญาติเยอะ แต่ถึงแม้จะได้เป็นครูเพลง แต่เรายังคงฝันอยากเป็นนักร้อง ซึ่งก็เกือบจะได้เป็นอยู่แล้ว แต่ล่มซะก่อน นายห้างบอกเราไม่มีจุดขาย หน้าตาไม่ดี อายุก็มาก ตอนนั้น ไชยา มิตรชัย ก็อต-จักรพันธ์ กุ้ง-สุธิราช กำลังมาแรง เวลานั้นยอมรับเลยว่าผิดหวังและเสียใจมาก แต่ก็ยอมรับ หันกลับมาตั้งหน้าตั้งตาแต่งเพลงต่อ จนวันหนึ่งขับรถพาภรรยาที่เป็นหางเครื่องไปตระเวนเล่น ได้มาเจอกับรำวงย้อนยุค เขานำกลุ่มสตรีแม่บ้านมารำ เล่นเพลงหลากหลาย ผมไปยืนดู ด้วยความที่เราอยู่กับรำวงแต่เด็ก พอดูก็รู้สึกว่ามันขัดๆนะ เพลงสมัยใหม่ แต่ให้แม่บ้านมารำ เราคิดว่าน่าจะมีหนทางทำได้น่าสนใจมากกว่านี้ จนเกิดเป็นความคิดทำรำวงชาวบ้านขึ้นมานับแต่นั้น"

"รำวง" มาจากคำว่า "รำโทน" เนื่องมาจากใช้โทน ซึ่งมีลักษณะเป็นกลองหน้าเดียวเป็นเครื่องดนตรีหลักในการให้จังหวะ บางครั้งก็เรียกกันว่า "รำวง" มาจากลักษณะการก้าวเท้าเคลื่อนย้ายตามกันเป็นวงของผู้รำ ชายหญิงจะรำกันเป็นคู่ๆ เมื่อชาวกรุงไปพบเข้าจึงเรียกการรำชนิดนี้ว่า รำวงพื้นเมือง รำวงพื้นบ้าน หรือ รำวงชาวบ้าน เป็นต้น

"รำวงชาวบ้านต้องมีกองเชียร์ มีนักดนตรี นักร้อง นางรำ และท่วงทำนองจังหวะ จังหวะที่เราเล่นมีหลากหลาย ไม่ว่าจะเป็น รำวง สโลว์รำวง รุมบ้า ตะลุง แซมบ้า ซานตาน่า บีกิน ม้าย่อง ที่เล่นกันบ่อย ชอบๆกันจะเป็นจังหวะรุมบ้า ตะลุง รำวง สามช่า พวกนี้แต่ละครั้งจะเล่นคละจังหวะกัน แต่ถ้าแฟนเพลงขออยากให้เล่นจังหวะไหนอีกเป็นพิเศษ เราก็จัดให้ตามความเหมาะสม โชว์ของเราไม่เหมือนคอนเสิร์ตทั่วไปที่เล่นเพลงตามที่จัดไว้แล้วตายตัว คนดูก็มาดูแล้วกลับ ของเราแฟนเพลงสามารถขอได้บอกได้

นางรำเป็นจุดเด่นที่ขาดไม่ได้ของรำวงชาวบ้าน จะนั่งอยู่ที่เก้าอี้ด้านหน้าเวที แฟนเพลงจะมาโค้งเชิญไปเต้นด้วย เราจะคอยบอกว่ารอบนี้จังหวะอะไร ต้องเต้นแบบไหน เช่น สามช่า หันหน้าเข้าหากันแล้วเดินหน้าถอยหลังนะ จะเต้นเป็นรอบๆ สี่เพลงต่อหนึ่งรอบ จบแล้วนางรำจะกลับมานั่งเก้าอี้ รอการโค้งไปเต้นในรอบต่อไป

เพลงที่เล่นจะมีทั้งที่ผมแต่งเอง และที่เป็นเพลงลูกทุ่งเก่าๆ เช่น ไวพจน์ เพชรสุพรรณ ชาย เมืองสิงห์ วงอื่นเขาอาจจะเล่นเพลงหลากหลายใหม่เก่า แต่ของเราจะเน้นลูกทุ่ง โดยจะยกจังหวะให้เร็วขึ้นเพื่อให้รู้สึกแตกต่าง แปลกใหม่ไม่เหมือนกับที่เคยฟังมา ส่วนใหญ่จะเล่นตามงานวัด งานบวช งานแต่ง ตามต่างจังหวัด ส่วนใหญ่เป็นพื้นที่ภาคกลาง แถวกาญจนบุรี เพชรบุรี นครสวรรค์ ภูมิภาคอื่นก็มีบ้าง เมื่อก่อนไม่ค่อยมีโชว์รำวงแบบที่ผมทำ แต่คนเขาคงเห็นว่ากระแสตอบรับดี ปัจจุบันเลยมีคู่แข่งเพิ่มมากขึ้น แต่เราก็มองว่าเป็นสิ่งที่ดีที่ศิลปะการแสดงนี้จะได้รับการสืบทอด และยังสร้างอาชีพด้วย"

เวทีการแสดงของรำวงชาวบ้าน อ๊อด โฟร์เอส มีความพิเศษตรงมีขนาดกว้างใหญ่เป็นอย่างมาก สามารถรองรับแฟนเพลงได้ถึง ๓๐๐ - ๗๐๐ คน ทั้งนี้ก็เพื่อให้ผู้ชมที่ชอบรำขึ้นไปร่วมสนุกบนเวทีได้ ส่วนคนที่รำไม่เป็นก็นั่งดูเป็นกำลังใจอยู่ข้างล่างเวที

"คนที่รำไม่เป็นก็นั่งดูเป็นกำลังใจอยู่ข้างล่างเวที มีความสุข มีอารมณ์ร่วมไปกับคนที่ขึ้นไปรำข้างบน แต่ละคนเต้นไม่เหมือนกัน เป็นฟรีสไตล์อยากจะเต้นจะรำแบบไหนได้หมด นอกจากได้ความสุขกลับไปยังได้สุขภาพที่ดีด้วย มีแฟนเพลงมาเล่าให้ผมฟังว่าตั้งแต่ติดตามผมก็ไม่ต้องไปโรงพยาบาลอีกแล้ว ได้มาเต้นมารำกันเป็นการออกกำลังกายไปในตัว"

การที่เจ้าพ่อรำวงชาวบ้านคนนี้กล้าที่จะหยิบการแสดงแขนงนี้กลับมาฟื้นฟู นำขึ้นสู่หน้าจอโทรทัศน์ และทำให้เป็นที่รู้จักในวงกว้าง สิ่งที่เป็นแรงผลักดันเบื้องหลัง คือ ความผูกพันและความสุขที่รำวงชาวบ้านได้เคยสร้างไว้ให้กับเขาในอดีต รวมถึงในทุกๆครั้งที่หวนกลับไปนึกถึง

"ผมเชื่อว่าถ้าภาพของรำวงชาวบ้านออกสู่จอทีวีให้คนทั้งประเทศได้ดู คนรุ่น ๔๐ - ๕๐ ขึ้นไป ต้อง ร้องเอ๊ย...อันนี้ฉันเคยรำ สิ่งนี้ฉันเคยเต้น เกิดความสุขที่ได้เห็นสิ่งที่เราเคยสัมผัส เคยผูกพัน ซึ่งทุกวันนี้มันหาไม่ได้แล้ว ต้องย้อนกลับไปนึกถึงความทรงจำในอดีตแทน เหมือนกับเวลาเราดูรูปถ่าย มันมีความสุขที่ได้ดู จะยากจนหรือลำบากแสนเข็ญ ถ้าได้กลับไปนั่งดูรูปถ่ายเก่าๆ ได้นึกถึงความทรงจำเก่าๆ ก็เกิดความสุขขึ้นในใจ ผมเชื่อมั่นเลยว่าสิ่งที่ผมทำ รำวงชาวบ้าน มันต้องประสบความสำเร็จ ต้องทำได้ และก็ได้จริงๆ ณ ตอนนี้ผมทำรำวงเป็นปีที่ ๙ และกำลังจะย่างเข้าสู่ปีที่ ๑๐ แล้ว ต้องขอขอบพระคุณนายห้างที่เป็นเสมือนผู้ให้กำเนิด และแฟนคลับที่ให้กำลังใจเสมอมา พวกเขาเปรียบเสมือนไม้ค้ำยันที่ประคับประคองรำวงชาวบ้านจนทุกวันนี้

เป้าหมายที่ผมทำรำวงไม่ได้ต้องการชื่อเสียงเพียงอย่างเดียว ในฐานะคนกาญจนบุรี ผมต้องการสื่อให้คนทั่วประเทศได้รู้จัก นี่คือศิลปะการแสดงของภาคกลาง ต้องขอขอบพระคุณครูบาอาจารย์ รุ่นพ่อรุ่นพี่ที่สืบทอดกันมาตลอด จนทำให้รำวงชาวบ้านยังคงอยู่ และทำให้เราได้สืบทอดต่อจนมีวันนี้ เวลาขึ้นเวทีผมจะพูดเสมอว่า ช่วยผมนิดนึงนะ เอกลักษณ์ของรำวงคือ รำให้สวย เต้นให้ถูกจังหวะ สิ่งไม่ดีไม่ต้องนำมา เหล้าบุหรี่อย่านำเข้ามา เราต้องการแสดงแบบอย่างที่ดีให้ลูกหลานได้เห็น เพื่อพวกเขาจะได้สืบทอดต่อ ถ้าเราไม่รักษาไว้วันข้างหน้าจะไม่เหลือการแสดงแบบที่เราเคยรักและเคยผูกพันอีกต่อไป"