บังอร ฤทธิภักดี ผู้ที่ไม่เคยหมดแรงต่อการทำสงครามกับบุหรี่

นัดพบ

...บุหรี่ทำลายสิ่งแวดล้อม

...ในโลกมีคนสูบบุหรี่ 1,300 ล้านคน
...ควันบุหรี่มีสารพิษมากกว่า 250 ชนิด และเป็นสารก่อมะเร็งมากกว่า 50 ชนิด
...การสูบบุหรี่ทั่วโลกก่อให้เกิดก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ 2.6 ล้านตันต่อปี และก๊าซมีเทน 5.2 ล้านตันต่อปี
...ครึ่งหนึ่งของคนทั่วโลก หรือเท่ากับ 700 ล้านคน ได้รับควันบุหรี่มือสองในบ้าน และในที่สาธารณะ
...คนไทย 16 ล้านคนได้รับควันบุหรี่มือสองในบ้าน

เหล่านื้คือพิษภัยของบุหรี่ที่ส่งผลต่อมนุษย์และกลายเป็นเหตุผลหลักที่ทำให้ บังอร ฤทธิภักดี ผู้อำนวยการเครือข่ายควบคุมการบริโภคยาสูบแห่งอาเซียน ทำงานอย่างหนักเพื่อลดจำนวนผู้สูบบุหรี่ 25 ปีแห่งความพยายามรับมือกับบริษัทผู้ผลิตบุหรี่ แม้จะรู้ว่าการรณรงค์เพื่อการไม่สูบบุหรี่จะเป็นปัญหาปลายเปิดและยากที่จะขจัดให้หมดไป เนื่องจากตัวเลขลดลงอย่างช้าๆ แต่ผู้หญิงเก่งที่เป็นไม้เบื่อไม้เมากับบุหรี่คนนี้ ก็ไม่เคยหมดแรงที่จะทำสงครามกับบุหรี่เลยแม้แต่วินาทีเดียว

งานหลักๆตอนนี้คุณบังอรทำอะไรบ้างเกี่ยวกับการรณรงค์เพื่อการไม่สูบบุหรี่

เวลาโดยส่วนใหญ่ตอนนี้เน้นการทำงานเชิงนโยบายกับประเทศต่างๆในกลุ่มอาเซียน ไม่ได้ลงรายละเอียดในส่วนของการรณรงค์ นโยบายหรือกฏหมายสำคัญมากเพราะเป็นเหมือนโครงสร้างพื้นฐานที่จะทำให้เรื่องของการควบคุมยาสูบเดินต่อไปได้ นโยบายในที่นี้หมายถึงเรื่องของภาษีบุหรี่ การพิมพ์คำเตือนบนซองบุหรี่ การห้ามโฆษณา หรือการกำหนดพื้นที่ปลอดบุหรี่ รวมถึงการตั้งกองทุน เหล่านี้เป็น 5 เรื่องหลัก ที่เราช่วยกันทำใน 10 ประเทศของกลุ่มอาเซียน มี 4 ประเทศที่ไปไกล คือ ไทย สิงคโปร์ บรูไน และมาเลเซีย อย่างบ้านเราดีขึ้นมากเพราะมีการออกกฏหมาย มีการตั้งกองทุน โดยเฉพาะ สิงคโปร์ บรูไน มาเลเซีย รัฐบาลมีเงินลงทุนให้เลย มีคนทำงานประจำ แต่ถ้าไปดูในอีก 6 ประเทศที่เหลือต่างกันค่อนข้างมาก บางประเทศยังไม่มีกฏหมายออกมาเลย ยกตัวอย่างเช่น เขมรเขาเพิ่งห้ามโฆษณาบุหรี่สำเร็จเมื่อปลายปีที่แล้ว ซึ่งเหมือนกับเราเริ่มแรกก็เลือกใช้วิธีการรณรงค์ให้ความรู้กับคนกลุ่มนั้นกลุ่มนี้ แต่เมื่อทำงานไปสักระยะหนึ่งจึงรู้ว่าคำตอบอยู่ที่เรื่องของกฏหมายและนโยบาย

คุณบังอรทำงานเรื่องบุหรี่มาทั้งหมดกี่ปีแล้วคะ

25 ปีแล้วค่ะ ซึ่งก็ไม่รู้ว่าเมื่อไหร่คนสูบบุหรี่จะหมดไปจากโลก ( หัวเราะ) ถามว่าไปไกลมั้ย? ตอบว่าไปไกลพอสมควร แต่เส้นทางอาจจะยังไม่เห็นฝั่ง เพราะอัตราการเลิกสูบบุหรี่ยังไม่เป็นที่น่าพอใจ ทั่วโลกตอนนี้เขาตั้งเป้าไว้ที่ วัน ดิจิก หมายถึง 9 เปอร์เซ็นต์ลงมา ของบ้านเราตอนนี้อยู่ที่ 30 เปอร์เซ็นต์ แต่ถ้าเฉลี่ยทั้งผู้ชายผู้หญิงรวมกันอยู่ที่ 25 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งยังไม่เป็นที่น่าพอใจ ตอนนี้เป้าหมายของทั่วโลกเป็นอย่างไร ยกตัวอย่างออสเตรเลียเขาตั้งเป้าไว้ที่ 5 เปอร์เซ็นต์ให้ได้

เป็นไปได้มั้ยคะว่าอัตราผู้สูบบุหรี่จะลดลงเหลือศูนย์

ยอมรับว่ายากมากค่ะ แต่เรามองกันว่าเป้าหมายที่น่าจะเป็นไปได้ที่สุดคืออยู่ที่ 5 เปอร์เซ็นต์ แล้วอีกกี่ปี่ล่ะ? ก็คงขึ้นอยู่กับแต่ละประเทศ ในอาเซียนผู้ชายจะอยู่ที่ประมาณ 30-40 เปอร์เซ็นต์ โชคดีหน่อยที่ตัวเลขของผู้หญิงจะต่ำกว่า 10 เปอร์เซ็นต์

พี่จึงบอกว่ายังไม่ถึงฝั่งเพราะบริษัทผู้ผลิตเองเขาก็ไม่ได้หยุดอยู่กับที่ หลายๆประเทศรวมทั้งประเทศไทยห้ามโฆษณาบุหรี่ แต่ตอนนี้เขาเลี่ยงไปใช้ผ่าน Social Media Facebook Blog Twitter ซึ่งเป็นช่องทางอากาศที่ควบคุมไม่ได้ เพราะฉะนั้นเวลาเขาประชุมสัมมนาประจำปีกัน เขาก็จะคุยกันถึงช่องทางการใช้ประโยชน์จาก Social Media เพื่อเพิ่มยอดขายทางการตลาด ถึงได้บอกว่าทำงานมา 25 ปี เราก็เห็นพัฒนาการของบริษัทผู้ผลิตอยู่เรื่อยๆ

แต่สิ่งที่น่าดีใจคือการสูบบุหรี่เป็นเรื่องที่ถูกทำให้ล้าสมัยมากยิ่งขึ้น เรามีการพูดกันเล่นๆว่า ต่อไปการสูบบุหรี่จะกลายเป็นประวัติศาสตร์ รุ่นลูกเราอาจจะไม่ทัน แต่รุ่นหลานต้องเกิดความเปลี่ยนแปลงขึ้นอย่างแน่นอน อีก 50 ปีข้างหน้าบุหรี่น่าจะกลายเป็นของหายาก เด็กๆเห็นอาจจะถามว่า "นี่เรียกว่าอะไร" แต่จากนี้ไปเราก็ต้องทำงานหนักเพื่อผลักให้บุหรี่กลายเป็นสินค้าควบคุมพิเศษ ถ้าเราอายุยืนก็อาจจะได้เห็น (หัวเราะ) แต่จะเกิดสิ่งนี้ขึ้นได้เราต้องทำบัญญัติ 5 ประการข้างต้นแล้วนะคะ

เท่ากับว่าเราต้องพยายามจัดระเบียบของบุหรี่ให้อยู่ในที่ในทาง

ใช่ค่ะเราควรให้เขาอยู่ในที่ที่ควรจะเป็น ในเมื่อทุกคนยอมรับว่าเป็นสินค้าอันตรายก็ไม่สมควรวางขายคู่อยู่กับช็อกโกแลต บางประเทศเขาวางขายคู่กันจริงๆ

บุหรี่ไม่ควรอยู่ในร้านสะดวกซื้อใช่มั้ยคะ

ไม่สมควรอย่างยิ่งค่ะ ประเทศไทยเป็นหนึ่งในสิบเอ็ดประเทศที่ห้ามโชว์บุหรี่ในร้านสะดวกซื้อ แต่อีก 100 กว่าประเทศในโลกยังไม่มีมาตรการนี้ ถามว่าได้ผลมั้ย? ต้องบอกว่าได้ผลเชิงกลยุทธ์ทางด้านการตลาด การถูกแทนที่ด้วยสินค้าชนิดอื่นความรู้สึกมันจะต่างกันโดยสิ้นเชิง สิงคโปร์เป็นประเทศล่าสุดที่กำลังจะประกาศเหมือนบ้านเรา

ทั้งๆที่ก็รู้ว่าบุหรี่เป็นอันตรายกับสุขภาพ มีคำเตือนอย่างชัดเจนอยู่ที่ซองแล้วทำไมคนยังกล้าสูบบุหรี่

จริงๆแล้วมีหลายเหตุผล คนที่สูบมวนแรกมักจะเริ่มตอนก่อนอายุ 20 ปี เพราะกำลังอยู่ในวัยคะนอง เป็นเรื่องของความท้าทาย อยากกบฏต่อสังคม อยากลอง ถามว่าทำไมจึงอยากลอง ส่วนหนึ่งต้องบอกว่ามาจากซอง จริงอยู่ที่ซองของเราไม่น่ามอง แต่ก็มีบุหรี่นอกบางยี่ห้อที่ซองสวยมาก

ตอนนี้บุหรี่มีหลายราคามาก พี่เพิ่งกลับมาจากพิษณุโลก ที่นั่นเราพบบุหรี่ซองละ 20 บาท เป็นยี่ห้อที่เราไม่เคยรู้จักมาก่อน กลยุทธ์ของบริษัทผู้ผลิตบุหรี่ตอนนี้ คือผลิตบุหรี่ราคาถูกออกสู่ตลาด ต่างประเทศก็ส่งเข้ามาขายด้วยเช่นกัน เมื่อบุหรี่ซองละ 20 บาท ซื้อข้าวยังไม่ได้เลยเขาก็กล้าที่จะซื้อมาสูบ ในสิงคโปร์บุหรี่ 1 ซอง ราคาประมาณ 7 เหรียญ คิดเป็นเงินไทยราว 200 บาท ของเราสูงสุดประมาณ 80 บาท ถ้าเทียบในเอเชียด้วยกัน ราคาบุหรี่ยังค่อนข้างต่ำ ไม่ว่าบุหรี่จะราคาถูกหรือราคาแพงคนที่ได้กำไรจริงๆ คือผู้ผลิต ผู้สูบอาจจะได้ความสุขแบบชั่วครั้งชั่วคราว เพราะเวลาที่สารนิโคตินมันเข้าไปในสมองทำให้รู้สึกปลอดโปร่งโล่งสบาย สุดแล้วแต่จะจินตนาการ แต่พอท้ายที่สุดแล้วเราก็ต้องควักเงินจากการเก็บหอมรอมริบมาทั้งชีวิตเพื่อรักษามะเร็งปอดซึ่งมันไม่คุ้มกันเลย หรือในรายที่โชคร้ายอาจจะตายก่อนวัยอันควร

แต่ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับความเข้มแข็งของรัฐบาลด้วย ถ้ารัฐบาลประเทศไหนเข้มแข็งบุหรี่ก็จะราคาแพง ข้อกฏหมายเกี่ยวกับบุหรี่จะเข้มข้น เพื่อนบ้านเราก็จะมีสิงคโปร์ที่เขาเอาจริงเรื่องนี้ บรูไนก็เอาจริงค่อนข้างมาก ฮ่องกงตอนนี้อัตราการสูบบุหรี่เขาเหลือแค่ 19 เปอร์เซ็นต์ บ้านเราอาจจะมีคำเตือน แต่พอพูดถึงราคาบุหรี่ถูกมาก ยิ่งถ้าเป็นยาเส้นไม่ต้องพูดถึงเลยถูกแสนถูก 10 บาทเท่านั้นเองเพราะรัฐบาลไม่กล้าขึ้นภาษี

ทำไมรัฐบาลจึงไม่กล้าขึ้นภาษีคะ

ถ้าจะให้วิเคราะห์ตรงๆ ก็คือกลัวจะเสียคะแนน เพราะคนที่สูบยาเส้นส่วนใหญ่จะเป็นคนระดับรากหญ้าในชนบท องค์การอนามัยโลกเองต่างก็มีความเห็นพ้องต้องกันในการเก็บภาษียาเส้นเพิ่ม เพราะไม่ว่าบุหรี่เส้นหรือยาเส้นก็อันตรายไม่แพ้กัน

คุณบังอรคิดว่ากลยุทธ์ที่ใช้ได้ผลที่สุดในเรื่องการรณรงค์ไม่สูบบุหรี่คือวิธีใด

จริงๆแล้วการขึ้นราคาบุหรี่เป็นมาตรการที่ได้ผลที่สุด ต่อให้คุณใช้วิธีใดก็ตามเพื่อรณรงค์ต่อต้าน ท้ายที่สุดแล้วถ้าบุหรี่ราคาถูก สารพัดวิธีที่ทำแทบเป็นแทบตายก็เปล่าประโยชน์ ปริมาณการสูบก็จะไม่ลดลง แต่ถ้าราคาบุหรี่เพิ่มขึ้นปริมาณการสูบบุหรี่จะลดลงอย่างได้ผล 60 เปอร์เซ็นต์ของชายไทยที่สูบบุหรี่น้อยลงเป็นผลมาจากการเพิ่มราคาบุหรี่ ที่เหลือก็เป็นผลมาจากการห้ามสูบบุหรี่ในที่สาธารณะหรือในที่ทำงาน เรื่องคำเตือน เรื่องรณรงค์ก็เป็นเรื่องรองๆลงมา ธนาคารโลกก็เห็นด้วยกับเรื่องนี้ แต่ที่รัฐบาลไม่กล้าก็ด้วยเหตุผลคือเกรงจะเสียคะแนนเสียง แล้วบริษัทผู้ผลิตบุหรี่ก็ไม่อยากให้ขึ้น เขาก็จะพยายามล็อบบี้ต่างๆนานา อ้างเรื่องการทะลักเข้ามาของบุหรี่นอก ทำให้รัฐบาลหลายประเทศไม่กล้าขึ้น

จริงๆแล้วมันเป็นข้อเท็จจริงพื้นฐานว่าสินค้าที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพ คนสูบเข้าไปแล้วทำให้เกิดโรค พอเกิดโรคขึ้นภาระต่างๆก็จะตกแก่รัฐบาล เช่น เรื่องค่ารักษาพยาบาล

ก่อนหน้านี้คุณบังอรก็เคยใช้การรณรงค์แบบทั่วๆไป เช่นกัน

คือความจริงแล้วเราทำทั้ง 2 วิธีควบคู่กันไป เรื่องนโยบายเราพยายามผลักเรื่องกฏหมายที่ครอบคลุมทุกเรื่อง ขณะเดียวกันเราก็รณรงค์ไปยังกลุ่มเป้าหมายที่มีเสียงดังในสังคม กลุ่มแรกคือแพทย์ เพราะว่าเรื่องนี้เกี่ยวข้องกับสุขภาพ ต้องให้หมอลุกขึ้นมาช่วยพูด

กลุ่มที่สองคือผู้มีชื่อเสียงในสังคม เช่น ดารา คนเหล่านี้ช่วยได้เยอะทีเดียว กลุ่มที่สามหนีไม่พ้นต้องเป็นสื่อมวลชน ถ้าสื่อมวลชนเข้าใจเรื่องนี้อย่างกว้างขวางย่อมส่งผลให้ข้อมูลเรื่องนี้เข้าถึงกลุ่มเป้าหมาย ซึ่งกลยุทธ์นี้ก็ค่อนข้างได้ผล ภายหลังจึงเริ่มมีกลุ่มของครู กลุ่มของพระ ฯลฯ ทั้งนี้ไม่รวมกลุ่มของนักการเมืองซึ่งเราต้องประสานเรื่องนโยบาย แต่ 3 กลุ่มแรกเราถือว่าเป็นภาคีที่สำคัญในการช่วยเคลื่อนขบวนการรณรงค์ไม่สูบบุหรี่ต่อไป

สัดส่วนของผู้สูบบุหรี่จริงๆแล้วอยู่ที่คนกลุ่มไหน

อยู่ในชนบทมากกว่าอยู่ในเมือง

พอจะทราบสาเหตุที่แท้จริงมั้ยคะ

น่าจะเป็นเรื่องของความตื่นตัวของข้อมูลข่าวสาร เพราะเราพบว่าคนที่สูบบุหรี่ส่วนใหญ่มีการศึกษาอยู่ในระดับประถม คนที่เรียนจบมหาวิทยาลัยก็จะสูบบุหรี่น้อยลง เรียกว่าการศึกษามีส่วน

ส่วนเรื่องที่สองเป็นเรื่องของสภาพแวดล้อม ถ้าคุณทำไร่ทำนาอยู่ในต่างจังหวัดมันไม่มีข้อห้าม แต่ถ้าเป็นมนุษย์สำนักงาน พี่เชื่อว่าตอนนี้คงไม่มีสำนักงานไหนที่อนุญาตให้คนสูบบุหรี่ นอกจากนี้ก็ยังเป็นเรื่องกึ่งๆความเคยชินด้วย ตอนนี้เราก็มีกลุ่มคนต้นแบบกระจายตัวลงไปในพื้นที่แต่ยังไม่พอ

เราต้องทำงานภายใต้ความกดดันบ้างมั้ยคะ

จริงอยู่ที่ฝ่ายตรงข้ามของเราคือบริษัทยักษ์ใหญ่ แต่การทำงานของเราไม่ได้ปะทะกันโดยตรง แต่เราสู้กันในเชิงของข้อมูลมากกว่า ในบางประเทศก็จะยกเรื่องการลงทุนมาต่อรอง เช่น เรื่องการว่างงานของคนปลูกยาสูบ หรือคนงานในโรงงานยาสูบจะถูกเลิกจ้าง เขาจะนำข้อมูลในเชิงเศรษฐศาสตร์มาโต้แย้งกับรัฐบาล ทั้งหมดทั้งมวลจึงเป็นเรื่องของสงครามข้อมูล แต่ถ้าวิเคราะห์กันแล้วเราจะมีข้อมูลที่แน่นกว่า เพียงแต่ว่าถ้าเป็นข้อมูลทางเศรษฐศาสตร์ เศรษฐกิจ เรารู้เลยว่ามันเป็นข้ออ้างที่จะเกิดขึ้นในอีก 20 ปีข้างหน้า เพราะเอาเข้าจริงแล้วตัวเลขที่ลดลงนั้นช้ามาก เนื่องจากอำนาจเสพติดมันสูงมาก แต่เจนเนอเรชั่นที่ 2 ที่ 3 เขาก็ไม่อยากทำไร่ยาสูบแล้ว เพราะเกรงอันตรายเรื่องสารเคมี หรือเมื่อความเจริญที่รุกคืบเข้าไปมันจะทำให้สังคมแปรเปลี่ยนจากเกษตรกรรมเป็นอุตสาหกรรม บริบทมันกว้างมากแต่ประเด็นที่บริษัทผู้ผลิตยกมาอ้างเรื่องการว่างงาน มันจึงกลายเป็นว่าคุณยกเอาหนึ่งในสิบเหตุผลมากลายเป็นเหตุผลเดียว ตรงนี้จึงเป็นเรื่องของมายาคติที่เกิดขึ้น

ในบ้านเราโรงงานยาสูบเป็นของรัฐบาล แล้วรัฐเองไม่สามารถเข้าไปมีบทบาทใดๆได้เลย

ส่วนหนึ่งอาจจะเรียกว่ามันมีความซับซ้อนเรื่องส่วนแบ่งการตลาด เพราะถ้าประกาศขึ้นภาษีบุหรี่ราคาแพง คนก็อาจจะหันไปสูบบุหรี่ราคาถูก หรือสูบยาเส้นมากยิ่งขึ้น ก็อาจจะทำให้โรงงานยาสูบเสียส่วนแบ่งการตลาดไป ข้อนี้จึงเป็นอุปสรรคอย่างหนึ่งในการตัดสินใจของรัฐ หรือกรณีคำเตือนทำให้ตัวโตขึ้นได้หรือไม่ แต่ตอนนี้เท่ากับ 50 เปอร์เซ็นต์ของซองบุหรี่ แต่มากที่สุดตอนนี้คือ 75 เปอร์เซ็นต์เพื่อยืนยันว่าสินค้านี้อันตราย

กับนโยบายการนำภาษีบุหรี่-สุรามาเป็นกองทุนสนับสนุนช่องทีวีหรือสื่ออื่นๆเกิดประโยชน์ในแง่ใดบ้าง

ตรงนี้มันเป็นคอนเซ็ปต์ที่คนก่อปัญหาต้องเป็นคนที่ชดเชยหรือชดใช้ เช่นเดียวกับกรณีเรื่องสิ่งแวดล้อมถ้าบริษัทไหนปล่อยสารพิษออกมาเยอะ คุณก็ต้องเสียภาษีในอัตราที่สูงกว่าโรงงานทั่วไป เพราะฉะนั้นเงิน 2 เปอร์เซ็นต์ ของภาษีที่นำไปจัดตั้งทีวี หรือ 1.5 เปอร์เซ็นต์ ที่นำมาจัดตั้ง สสส. ทำให้มีทุนเพียงพอในการนำไปรณรงค์มากยิ่งขึ้น เพื่อที่เป้าหมายในระยะยาวสินค้าตัวนี้จะมีการบริโภคน้อยที่สุด คนจำนวนมากจะได้มีสุขภาพดีขึ้น โมเดลนี้หลายประเทศอยากจะตั้ง แต่ยังไม่สามารถดำเนินการได้ มีเพียงไม่กี่ประเทศที่ทำสำเร็จ ตอนนี้ สสส. ได้เงินทุน 3 พันล้านบาทต่อปี ถ้าในอีก 10 ปี เราสามารถจำนวนผู้สูบบุหรี่ได้1 ล้านคน นั่นเท่ากับว่าเราป้องกันคนจำนวน 1 ล้านคนให้พ้นจากโรคการดื่ม-การสูบ คุ้มทั้งในเชิงเศรษฐกิจและคุณภาพชีวิต

ในกลุ่มผู้ที่สามารถเลิกสูบบุหรี่ได้เคยได้มีการเก็บข้อมูลไว้บ้างมั้ยคะ

มีทั้งเรื่องราคา สังคมแวดล้อม มีงานวิจัยหลายชิ้นบอกว่าถ้าที่ทำงานห้ามสูบบุหรี่ มันจะบังคับให้พนักงานเลิกสูบบุหรี่ไปโดยปริยาย ซึ่งยืนยันผลงานวิจัยโดยบริษัทผู้ผลิตเอง

การทำงานที่ต้องเกี่ยวข้องกับพฤติกรรมของคนกลุ่มใหญ่มีอุปสรรคอย่างไรบ้าง

งานประเภทนี้ต้องอาศัยเครือข่าย เพราะมันเป็นเรื่องใหญ่ที่ซับซ้อนพอสมควร จึงต้องใช้พลังหลายพลังรวมทั้งรัฐบาลด้วย โดยเฉพาะอย่างยิ่งกระทรวงสาธารณสุข ต้องจับมือกันระหว่างเอ็นจีโอ รัฐบาล เครือข่ายที่มีกลุ่มเป้าหมายของตัวเอง เช่น ครู วัด หมอ สื่อมวลชน โรงเรียนมีทั้งหมดหมื่นกว่าโรง นักรณรงค์ต้องใช้เวลานานเท่าไหร่จึงจะทั่วถึง กลับกันถ้าเราใช้วิธีเทรนครูแทน เพราะฉะนั้นเราแผ่วไม่ได้ บริษัทผู้ผลิตเขาจะรุกทันที เช่น ตอนนี้เรารู้ว่าเขาใช้โลกออนไลน์เราก็ต้องกลับมาดูว่าคนของเราตามทันแค่ไหน ซึ่งเป็นความท้าทายมากสำหรับคนทำงาน เราไม่จำเป็นต้องรู้ทุกเรื่องแต่เราต้องมีเครือข่าย

ระหว่างการใช้เอกสารกับใช้คนเพื่อรณรงค์ ผลที่ได้แตกต่างกันอย่างไร

เอกสารเป้าหมายของเราคือการให้ข้อมูลกับแกนนำหรือภาคีเครือข่ายต่าง พอเขามีความรู้ที่แน่นและมากพอ เขาก็จะลงไปสู่เป้าหมายได้ หลังจากนั้นก็จะเกิดโครงข่ายแบบใยแมงมุมขึ้นทั่วประเทศ เราเคยมีครู หมอ พยาบาลที่เรื่องการรณรงค์เพื่อการไม่สูบบุหรี่คือชีวิตจิตใจของเขาเลยก็มี

ในเมื่อเป็นการทำงานที่มองไม่เห็นฝั่งคุณมีวิธีให้กำลังใจทีมงานอย่างไร

บางครั้งถ้าเจอกับเรื่องหนักๆก็มีท้อ มีแผ่วเหมือนกัน อย่างที่เจออยู่ตอนนี้คือบางประเทศเราออกกฏหมายไปแล้วบริษัทบุหรี่ก็อาศัยช่องโหว่ที่เรานึกไม่ถึง มาสร้างเป็นกลยุทธ์ใหม่ หรือกำลังผลักกฏหมายอยู่บริษัทบุหรี่ก็มาเสนออีกมาตราหนึ่งที่มันอ่อน

แต่สิ่งที่เราพยายามแชร์กันตลอดคือบริษัทบุหรี่ไม่ได้ทำเช่นนี้กับเราคนเดียว แต่มันเป็นสิ่งที่เขาทำกับคนอื่นๆทั่วโลก เพราะฉะนั้นไม่ต้องไปกลัว เข้มแข็ง เชื่อมั่น ยืนยันในข้อมูลที่แน่นของเรา และที่สำคัญสิ่งที่เราทำไม่ได้เพื่อตัวเอง แต่เราสู้เพื่อสุขภาพคนส่วนใหญ่ ต้องอย่าท้อและพร้อมที่จะยืนหยัดต่อ บริษัทบุหรี่เขาก็ไม่ได้ยิ่งใหญ่มาจากไหน มีพี่คนหนึ่งเขาพูดดีมากว่าภาษิตของพวกเราคือ "เราต้องสร้างชุมชนของการไม่สูบบุหรี่ขึ้นมาให้กลายเป็นกระแสหลักแทนการต่อต้าน" เราต้องชี้ให้เห็นว่าการไม่สูบบุหรี่มันดีต่อเศรษฐกิจ สังคม ครอบครัว และประเทศชาติอย่างไร

กำลังใจที่แท้จริงของคนทำงานทางด้านนี้คือ เวลามีนโยบายต่างๆออกมาแล้วมีผลที่ขยายวงกว้าง คนที่เลิกสูบบุหรี่ได้เขาขอบคุณเราที่ช่วยเขา วันนี้เข้าปีที่ 25 แต่ภาคีทั่วโลกเมื่อ 10 ปีที่แล้วเราพบกัน เวลานี้เขาก็ยังทำงานอยู่ ทุกคนก็ยังสนุกที่จะทำงานเพราะรู้ว่ามันมีอะไรที่ท้าทายคอยเราอยู่อีกมาก

สิ่งท้าทายที่ว่าประกอบด้วยเรื่องใดบ้างคะ

สิ่งที่ท้าทายจริงๆ คือเรื่องของนโยบาย เพราะทุกเรื่องต้องใช้เวลากว่าจะคลอดออกมาได้ กับติดตามผลของนโยบายอันมีส่วนเกี่ยวพันกับกระแสสังคม เกี่ยวพันกับกิจกรรมต่างๆที่เราทำขึ้นมา ซึ่งมันไปเกี่ยวโยงกับประเด็นที่ว่าทำไมเราจึงต้องมีการจัดตั้งกองทุนที่เพียงพอสำหรับการทำงาน พอมีนโยบายออกมาเราต้องมีหน่วยงานที่เป็นระดับทหารราบช่วยเราทำงาน ไม่เช่นนั้นนโยบายมันก็เป็นแค่กระดาษ นโยบายบางเรื่องมันต้องลงระดับพื้นที่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเรื่องเขตปลอดบุหรี่ เพื่อติดตามผลว่านโยบายเขียนได้ครอบคลุมทั่วถึงหรือไม่

ตอนนี้การทำงานเราทำงานเชิงรุกหรือเชิงรับคะ

ตอนนี่เราทำทั้งสองทางนะคะ เชิงรุกก็คือเรามีองค์ความรู้ว่าเราต้องทำอย่างไร เราแชร์กันทั่วโลก ส่วนในเชิงรับบางครั้งมันเป็นสิ่งที่คาดไม่ถึง เช่น เรื่องของเฟสบุคส์ เพราะฉะนั้นเราก็ต้องวิ่งไล่ตามในลักษณะที่ว่า มีช่องทางไหนบ้างที่เราจะแบนหรือสกัดกั้นได้ แต่ก็ยังยากเพราะว่าเป็นเทคโนโลยีใหม่ บริษัทบุหรี่เองเขาก็มีนักกฏหมาย มีนักสื่อสาร เช่นเดียวกับที่เรามีเพื่อทำหน้าที่หลบเลี่ยงกฏหมายและหาช่องทางในการประชาสัมพันธ์ ต้องยอมรับว่าในบางเรื่องเขานำหน้าเราไปอยู่หลายก้าวเหมือนกัน แต่ในหลายๆเรื่องเราก็พยายามรุกในเชิงสร้างเกราะป้องกัน

อาวุธที่สำคัญในการทำงานของเราคืออะไรคะ

การสร้างทีมงานให้เข้มแข็ง มีความรู้ มีทักษะ มีกลยุทธ์ มียุทธศาสตร์ที่แน่น การสร้างทีมควบคุมยาสูบที่เข้มแข็งต้องมีทุกระดับที่ค่อนข้างสมบูรณ์ คือมีทั้งผู้อาวุโส นักวิจัย สือมวลชน นักกฏหมาย หน่วยทหารราบ ฯลฯ เมื่อเทียบกับต่างชาติแล้วพี่คิดว่าทีมของเราค่อนข้างดี เราสามารถมองหาคนที่ทำงานในบทบาทที่อาจารย์ประกิต วาทีสาธกกิจ ทำในเมืองไทย แต่ยังหาไม่พบในอีกหลายๆประเทศ บางประเทศมีเพียงหน่วยทหารราบ แต่ขาดคนที่จะนั่งคุยในระดับนโยบาย การจะผลักกฏหมายสักเรื่องหนึ่งระยะทางเขาจะไกลกว่าเรา

ถ้ามองย้อนกลับไป ณ จุดเริ่มต้นบอกได้มั้ยคะว่ากระโดดเข้ามาทำงานเรื่องบุหรี่ได้อย่างไร ทั้งๆที่จบอักษรศาสตร์จุฬาฯ

ตอนที่จบมาก็ไม่ได้คิดว่าจะต้องทำเรื่องบุหรี่ เรื่องเหล้า แต่เป็นความบังเอิญที่เรามาทำงานเอ็นจีโอ ทางด้านสาธารณสุข ซึ่งมีหลายเรื่องที่เกี่ยวข้องและมีผลกระทบต่อผู้บริโภค จับประเด็นที่มีผลกระทบต่อสุขภาพและคุณภาพชีวิตของประชาชน เช่น เรื่องอาหารฉายรังสี ยาชุด เรื่องบุหรี่

จนกระทั่งบุหรี่มาลากตัวเราลงไปร้อยเปอร์เซ็นต์เพราะว่ากรณีที่อเมริกามาบีบให้เราเปิดตลาดเมื่อปี 2531 แต่เราเริ่มมือปี 2529 อุปมาเหมือนกับเราเป็นเรือลำน้อยที่ลอยอยู่ท่ามกลางคลื่นลมที่สงบ ปัญหากับทางออกยังตรงไปตรงมา คือพยายามผลักดันกฏหมาย เผยแพร่พิษภัยของบุหรี่ผ่านสื่อมวลชน หาพรีเซนเตอร์มาช่วยรณรงค์

แต่พออเมริกามาบีบให้เราเปิดตลาดตอนปี 2531 เอาละซิคราวนี้โดนคลื่นยักษ์แล้ว จากเดิมที่โรงงานยาสูบผลิตและขายแต่เพียงผู้เดียว กลายเป็นว่าเกิดบุหรี่นำเข้า มีการแข่งขันทางด้านการตลาดอย่างรุนแรง มีการโฆษณา ตอนนั้นขนาดเขายังไม่ได้รับอนุญาตให้เปิดตลาด ปี 2530 มาโบโรทุ่มซื้อโฆษณาลงหนังสือพิมพ์ไทยรัฐเต็มหน้าแล้ว เราตกใจมาก ตรงนี้คือจุดเปลี่ยนว่าทำไมเราถึงกระโจนมาทำเรื่องบุหรี่อย่างเต็มตัว มีเรื่องของการใช้มาตรา 301 เรื่องกฏหมายการค้า ต้องมีการมานั่งเจรจาต่อรองกันระหว่างรัฐบาลไทยกับรัฐบาลอเมริกา เพราะมันเชื่อมโยงไปถึงว่าประเทศไทยมีข้อกฏหมายใดที่สามารถใช้คุ้มครองประชาชนได้

พอโดดเข้ามาทำเรื่องนี้ร้อยเปอร์เซ็นต์เราจึงรู้ว่า 1) มันเป็นเรื่องใหญ่ 2) ต้องกัดไม่ปล่อย 3) ความรู้ที่เรามีอยู่มันน้อยมากเมื่อเปรียบเทียบกับปัญหา ยังมีเรื่องที่เรายังไม่รู้อีกมาก กลายเป็นว่าเป็น 25 ปีที่ต้องเรียนรู้ตลอดเวลาที่สนุก มีองค์ความรู้ใหม่ๆเข้ามาตลอด แม้ว่าปัญหาจะซับซ้อนมากขึ้น แต่เราก็มีชุมชนคนที่ทำเรื่องควบคุมยาสูบทั่วโลกคอยประคองซึ่งกันและกันอยู่ ทำให้เรารู้สึกว่าเราไม่ได้สู้เพียงลำพัง คุณมีเพื่อนอยู่ทั่วโลก

คุณบังอรไม่เคยท้อที่จะทำสงครามกับบุหรี่

ใช้คำว่าหยุดไม่ได้จะดีกว่า เพราะถ้าเราช้าไปก้าวเดียว มันมีผลมาก เราจึงต้องตื่นตัวอยู่ตลอดเวลา เพราะบางช่วงมันมีช่วงเข้าด้ายเข้าเข็ม ซึ่งเราต้องผลักข้อมูลออกไป

จริงๆแล้วอยากพักบ้างมั้ย

ถ้าแบบชั่วคราวก็มีบ้างเพราะอยากทำสวนครัวอยู่กับบ้าน แต่ปลายปีที่แล้วก็ได้พักยาวเพราะบ้านถูกน้ำท่วม ไม่สามารถออกมาทำงานได้ (หัวเราะ)

รางวัลต่างๆที่เคยได้รับช่วยเติมกำลังใจให้เราอย่างไรบ้าง

เวลาที่เขาคัดเลือกผู้ที่จะได้รับรางวัล เขาจะให้มีการเสนอชื่อเข้าไป ยอมรับว่ารางวัลทูลเลอร์ เทอรี่ มอบสำหรับนักต่อต้านยาสูบระดับโลก ของสมาคมต้านมะเร็งแห่งอเมริกา เป็นกำลังใจอย่างมาก เราเป็น 1 ในหลายร้อยคนทั่วโลก แสดงว่าเขาเห็นความสำคัญและมอบรางวัลอันทรงเกียรตินี้ให้ ที่ผ่านมาเขาจะไม่ให้ซ้ำประเทศ หมอประกิตเคยได้รับรางวัลนี้ก่อนในปีแรก พี่เองได้ในปีที่ 3 ส่วนของรีดเดอร์สไดเจสท์ พี่เป็นหนึ่งในสี่ที่ได้รับคัดเลือกให้เป็นบุคคลแห่งเอเชียในปี 2554 แต่คนที่ได้เป็นแม่ค้าขายผักชาวไต้หวัน

เมื่อเทียบปริมาณคนที่ทำงานด้านนี้กับเรื่องสิ่งแวดล้อม เรื่องคุ้มครองผู้บริโภคถือว่าน้อยมาก แต่สัดส่วนผู้หญิงกลับมากกว่าผู้ชาย อาจจะเพราะผลกระทบมันเกิดขึ้นโดยตรงกับผู้หญิง ใช่เป็นเรื่องที่น่าคิดเหมือนกันว่าทำไมผู้หญิงจึงเยอะกว่าผู้ชาย น่าจะเป็นเรื่องของความอดทน ต้องกัดไม่ปล่อย ต้องลงรายละเอียดค่อนข้างลึก ทีมงานของเราจึงค่อนข้างจะเป็นสหวิชาชีพอย่างมาก

สุดท้ายแล้วคุณบังอรคิดว่าการทำงานรณรงค์เพื่อการไม่สูบบุหรี่ให้อะไรแก่ชีวิตบ้าง

ตามที่บอกว่าเป็นงานที่ท้าทาย การที่ต้องเรียนรู้อยู่ตลอดเวลาทำให้เราไม่เบื่อ ได้อะไรหรือไม่ตอบยาก แต่เราทำจนเหมือนกลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตไปแล้ว สำคัญคือมันไม่ใช่งานประจำ และมีเพื่อนที่คอยประคองกันอยู่ทั่วโลก เราอี-เมลถึงกันตลอดเวลาเกิดปัญหา เป็นครอบครัวที่สื่อสารกันได้แม้ว่าจะอยู่คนละที่ สิ่งนี้มันคือพลังที่ทำให้รู้สึกว่าเราไม่ได้โดดเดี่ยว และไม่มีบรรยากาศของการแข่งขันในเชิงธุรกิจกับองค์กรอื่นใด นอกจากมายาคติของรัฐ ของสังคม สรุปคือเราปลอดจากความเครียดในเชิงพาณิชย์

คุณบังอรประเมินไว้เบื้องต้นว่า 50 ปีเป็นอย่างน้อยที่บุหรี่จะกลายเป็นสินค้าควบคุมพิเศษ เป็นของหากที่เด็กเห็นแล้วไม่รู้จัก เป็นประวัติศาสตร์ของมวลมนุษย์ที่ไม่ควรจดจำ เมื่อวันนั้นมาถึงบุหรี่คงเป็นสิ่งน่ารังเกียจสำหรับสุภาพชน และหากจะต้องรอนานถึง 50 ปี คนกว่าค่อนโลกก็พร้อมที่จะรอค่ะ