อ่านจิตให้กระจ่างใจใน "จิตตนคร"

หนังสือแห่งธรรม

​ตอนที่ 10 : ลักษณะของเพื่อนคู่หูของเจ้าเมืองจิตตนคร

"พรรคพวกของสมุทัยมีอยู่มากคนด้วยกัน คนที่เป็นหัวโจก สักหน่อยก็ได้แก่ โลโภคนหนึ่ง โทโสคนหนึ่ง โมโหคนหนึ่ง 'โลโภ' นั้นเป็นคนโลภ อยากได้อะไรต่ออะไรต่างๆอยู่ตลอดเวลา สิ่งอะไรที่เห็นว่าเป็นของมีค่าดังที่เรียกกันว่า 'ทรัพย์' หรือ 'เงิน' เป็นต้น ต้องอยากได้ทั้งนั้น 'โทโส' นั้นเป็นคนเจ้าโทสะ เมื่อมีใครมาขัดคอ ขัดใจแม้นิดหนึ่งก็ต้องบันดาลโทสะเสมอ 'โมโห' นั้นดูยาก เพราะมักแสดงตนเป็นคนเฉยๆ หงิมๆ ชอบนั่งโงกง่วง หรือไม่เช่นนั้นก็ชอบนั่งคิดฟุ้งซ่าน บางทีก็เป็นคนลังเล ไม่แน่นอนว่าจะตกลงอย่างไร บางทีก็วางท่าเป็นคนฉลาด แต่ความจริงไม่รู้อะไรจริง แบบที่เรียกว่า โง่อวดฉลาด และโมโหยังชอบติดพันหรือพัวพันอยู่กับสิ่งต่างๆ ชักชวนโลโภ โทโส ให้ไปเที่ยวด้วยกันอยู่เสมอ"

เจ้าพระคุณสมเด็จพระญาณสังวรฯ ทรงแนะนำให้รู้จักกิเลสตัวหลักๆที่เป็นต้นตอบ่อเกิดของทุกข์ทั้งหลาย ซึ่งก็ไม่ใช่อื่นใดที่ไหนนอกจากเจ้ายักษ์ 3 ตัวที่ทุกคนรู้จักมักคุ้นเป็นอย่างดี ตัวแรกคือ โลโภ เรียกอีกอย่างว่า ความโลภ หรือความอยาก ไม่ว่าอยากได้ อยากมี หรืออยากเป็น ปุถุชนทุกคนย่อมมีความอยากเกิดขึ้นในใจเสมอเป็นเรื่องธรรมดา

ยกตัวอย่างง่ายๆ เช่น มื้อกลางวันหรือมื้อเย็นนี้อยากกินไอ้นู่นไอ้นี่ จะไปกินที่ร้านไหนกันดี อยากได้ร้านที่อาหารอร่อยๆ บรรยากาศดีๆ ราคาสมเหตุสมผล คนไม่แน่น พนักงานเสิร์ฟหน้าไม่งอ ยิ้มแย้มแจ่มใสรอต้อนรับลูกค้าอยู่เสมอ แค่อยากหาอะไรกินให้อิ่มท้อง ความอยากก็ยืดยาวออกมาอีกตั้งเยอะ หรืออย่างวันหยุดยาวที่กำลังจะมาถึง อยากหาที่เที่ยว จะไปที่ไหนกันดี ทะเลหรือภูเขา อยากไปพักที่โน่นที่นั่น แล้วจะเลือกห้องพักแบบไหนดี จะค้างกันกี่คืน จะไปที่ไหนก่อนแล้วไปต่อที่ไหน จะใช้เส้นทางไหน แล้วแวะพักจิบกาแฟที่ไหนดี บ้างก็มีญาติผู้ใหญ่นั่งรถเข็นไปด้วย หรือมีลูกเล็กที่ยังต้องอุ้มต้องจูงกันไป บ้างมีน้องหมาน้องแมวตามขบวนไปด้วย อย่างนี้ก็ต้องนั่งวางแผนกันอุตลุด

ขณะที่บางคนอยากได้โทรศัพท์มือถือเครื่องใหม่ ขอเป็นไอโฟนรุ่นล่าสุดเท่านั้น แล้วเครื่องเก่าเล่า จะยกให้ใครดี หรือจะลงขายทางเน็ตกับเจ้าไหนดี บางคนอยากได้รถยนต์คันใหม่ ก็ต้องเช็คราคาค้นหาข้อมูล ไปลองนั่งลองขับ เปรียบเทียบมันทุกอย่าง ตั้งแต่รูปลักษณ์ คุณสมบัติ ราคา โปรโมชั่น บริการทั้งก่อนและหลังการขาย กว่าจะเลือกได้ลงตัว ก็ต้องปวดหัววุ่นวายสารพัด เหล่านี้ล้วนเป็นภารกิจที่กิเลสบงการทั้งนั้น

หรือบางคน ไปรักเขา ถ้าเขารักเราตอบ ก็เป็นสุข ถ้าเขาไม่รักตอบก็เป็นทุกข์ ส่วนกรณีที่เขารักตอบแล้ว บางครั้งนึกอยากออกไปเที่ยวดูหนังฟังเพลงกันบ้าง แต่งเนื้อแต่งตัวเตรียมไว้อย่างดี ถ้าเกิดคนที่นัดไว้เขาเกิดผิดนัด ไม่มาตามนัด ก็ผิดหวังนั่งซึม เกิดเป็นทุกข์อีก นี่แหละทุกข์ไม่จบไม่สิ้น

ส่วนคนที่อยากได้ตำแหน่ง ก็หมายมั่นปั้นมือว่า ถ้าตำแหน่งงานว่างลงเมื่อไหร่ เราต้องได้ตำแหน่งนั้นตำแหน่งนี้แน่ๆ ถึงเวลาตำแหน่งว่างลง พอเขายกให้คนอื่น เราไม่ได้ ก็เป็นทุกข์ อย่างนี้เป็นต้น

เมื่อมีความอยากเกิดขึ้น เราก็พยายามหาทางตอบสนองความอยากเพื่อให้ได้สมกับที่ใจอยาก พอปรนเปรอตนเองได้ตามอยากตามชอบใจแล้ว ก็ต้องวิ่งไปทำในสิ่งอื่นๆ คอยตามใจเจ้าความอยากที่ใฝ่หาอย่างอื่นสิ่งอื่นๆ ต่อไปไม่สิ้นสุด ซึ่งในทางโลกนั้นเห็นว่า การวิ่งทำทุกอย่างเพื่อตอบสนองกิเลสให้ได้ นี้แหละคือความสุข ขณะที่ในทางธรรมนั้นมองว่า การที่ต้องวิ่งทำทุกอย่างเพื่อตามใจกิเลส กลายเป็นวงจรต่อเนื่องกันไม่จบสิ้นเช่นนี้ เป็นความเหน็ดเหนื่อย เป็นความทุกข์ แต่ปุถุชนทุกคนก็มีกิเลสตัณหาในใจเป็นตัวผลักดันให้ทำตามใจอยากอยู่เสมอ สิ่งสำคัญคือให้รู้เท่าทันกิเลสตัณหานั้น แล้วหาวิธีระงับดับตัณหา หรือถ่ายถอนออกไปให้เหมาะสม

เพราะความอยากที่เกิดในใจถ้ามันเกินขอบเขต เช่น อยากได้ของของคนอื่นมาเป็นของตัว หรือเห็นคนอื่นเขามีอะไรก็อยากมีอยากได้อย่างเขาบ้าง โดยที่ไม่ได้ดูว่าสิ่งนั้นมันใช่มันเหมาะกับตนไหม หรือเป็นสิ่งที่เราสมควรได้รับหรือไม่ แต่ก็อยากได้เป็นของเรา อยากเป็นเจ้าข้าวเจ้าของ จนต้องทำผิดศีลผิดธรรม ต้องวิวาทแย่งชิงกัน บ้างก็ต้องกลายเป็นคู่กัด คู่ขัดแย้งเพราะแบ่งผลประโยชน์ไม่ลงตัว ล้วนแต่ทุกข์ทั้งนั้น แต่บางคนก็มักหาเหตุผลเข้าข้างตนเองว่าเป็นเพราะอย่างนั้นอย่างนี้ เพื่อที่จะได้ทำตามที่กิเลสในใจเรียกร้องให้ทำ แต่คนเราถ้าตั้งหน้าตั้งตาทำตามใจกิเลสอย่างเดียว ไม่คำนึงผิดชอบชั่วดี เราเองย่อมรู้แก่ใจดีว่า สุดท้ายแล้วผลแห่งกรรมย่อมตามมาตอบสนองไม่วันใดก็วันหนึ่ง

กิเลสตัวถัดมาคือ โทโส หรือโทสะ เจ้าตัวนี้เองที่ทำให้กลายเป็นคนขี้โกรธ ขี้โมโห พอใครขัดใจเข้าหน่อย หรือพูดไม่ถูกหู ไม่ถูกจริต ก็นึกโกรธ ไม่พอใจ ทำให้อึดอัดคับข้องใจ เป็นคนหงุดหงิดฉุนเฉียวง่าย ส่วนบางคนก็แสดงออกว่าเป็นคนขี้น้อยอกน้อยใจ หรือน้อยเนื้อต่ำใจง่าย

เจ้าตัวโทโสนี้ถ้ามีกำลังแรงมากๆ อาจพลอยทำให้เจ้าเมืองตาฝ้าฟาง "เห็นช้างเท่าหมู" ก็เป็นได้ ยิ่งบางคนโกรธมากๆ จนถึงขั้นหน้ามืดตามัว ลืมตัวลืมตาย อย่างที่เรียกว่า "บันดาลโทสะ" สุดท้ายต้องมุดเข้าไปนอนเอ้เต้ในมุ้งสายบัวก็มีตัวอย่างให้เห็นแล้วไม่น้อย

กิเลสตัวใหญ่อีกตัวหนึ่งก็คือ โมโห หรือโมหะ กิเลสตัวนี้ หลายคนอาจไพล่คิดไปว่าคงคล้ายๆ กันกับโทโส อย่างเช่นที่ว่ากันว่า "ถ้าใครพูดไม่เข้าหูประเดี๋ยวก็เกิดน้ำโห" แต่ที่จริงแล้วไม่ใช่อย่างนั้น เพราะ "โมโห" นั้นเป็นคนละตัวและแตกต่างจาก "โทโส" โดย "โทโส" นั้นคือโกรธ ไม่พอใจ แต่โมโหหรือโมหะ คือความหลง ไม่รู้เรื่อง แยกแยะไม่ออกว่าถูกผิดดีเลวอย่างไร เป็นความมืดบอดในจิตใจ จึงทำให้โง่งมงาย รวมถึงความฟุ้งซ่านคิดวนเวียนไปมาหาทางออกไม่ได้ ความลังเลสงสัย ความโงกง่วง ความซึมเซาหรือเซื่องซึมของจิต เป็นต้น

"สมุทัยชอบใช้หัวโจกทั้ง 3 คนนี้ให้เที่ยวไปในที่ต่างๆ เป็นสมุนที่ใช้ได้ดังใจ โลโภจะรู้ใจสมุทัย โดยจะพยายามรวบรวมสิ่งที่สมุทัยชอบ หรือใคร่จะได้ไว้ให้เสมอ โลโภจะต้องอยากได้ในสิ่งที่สมุทัยใคร่จะได้เพื่อสนองความต้องการของสมุทัย หรือกล่าวอีกอย่างหนึ่ง โลโภอยากได้เพื่อสนองความต้องการของสมุทัยเท่านั้น สมุทัยจึงไว้วางใจในโลโภให้ออกไปกว้านหาสิ่งต่างๆ เป็นคนที่ 1ครั้นพบบุคคลหรือสิ่งขัดขวาง ก็ใช้โทโสออกไปแสดงอำนาจข่มขู่ จนถึงทำร้ายต่างๆ เมื่อยังไม่พบอะไรที่ต้องการหรือขัดขวาง ก็เป็นหน้าที่ของโมโหออกไปทำหน้าตาเฉยๆ ดังที่ได้กล่าวแล้วว่าโมโหนั้นเป็นคนที่ดูยาก คนทั้งปวงจึงพากันเข้าใจโมโหในลักษณะต่างๆ เช่น บางคนเข้าใจว่าโมโหนั้นเป็นคนขี้โกรธ เมื่อใครโกรธขึ้นมาก็มักจะพูดกันว่าคนนั้นคนนี้เกิดโมโหขึ้นมา บางคนเข้าใจว่าโมโหเป็นคนมีอุเบกขาคือความวางเฉย เฉพาะคนที่รู้ถึงธาตุแท้ของโมโหเท่านั้น จึงจะเข้าใจว่าโมโหเป็นคนที่เรียกว่า หลง เพราะไม่รู้อะไรจริง"

3 หัวโจกประจำแก๊งกิเลสนี้ ถ้าเปรียบเทียบแล้วก็ต้องว่าทำงานกันเป็นทีม รับส่งลูกกันแบบมืออาชีพ คอยชักศึกเข้าบ้าน นำเอาความชั่วร้ายมาสิงสู่อยู่ในบ้านในเมืองอย่างชนิดที่เจ้าของบ้านไม่ทันรู้เนื้อรู้ตัวกันเลย ความโลภความโกรธความหลงที่เกิดอยู่ในใจ แล้วเราไม่รู้เท่าทันตัวเองนี้ เปรียบได้คล้ายกับสุภาษิตโบราณที่ว่า "เห็นกงจักรเป็นดอกบัว" กันเลยทีเดียว เพราะถ้าเราไม่รู้เท่าทันตัวเองว่าเรากำลังโลภแล้ว โกรธแล้ว หลงแล้ว เราก็จะมุ่งต่อไปข้างหน้า ทำตามแต่สิ่งที่กิเลสชักจูง ปล่อยให้กิเลสเติบโตขึ้นเรื่อยๆ ส่วนเราก็พอใจทำตามที่กิเลสสั่ง ทำทุกอย่างตอบสนองกิเลส โดยหารู้ไม่ว่านั่นแหละเป็นความทุกข์ทรมาน

คำว่า "เห็นกงจักรเป็นดอกบัว" นี้ พูดง่ายๆก็หมายถึง การเห็นผิดเป็นชอบ นิทานธรรมเรื่องนี้ปรากฏอยู่ในหนังสือ หนังสือพระมาลัยที่นักปราชญ์โบราณผูกไว้เป็นคำกาพย์ โดยคัดข้อความมาจากคัมภีร์มหาวิบากซึ่งเป็นคัมภีร์ธรรมทางเมืองเหนือ กล่าวถึงผลบาปที่ได้รับจากความทุกข์และผลบุญที่ได้รับจากความสุข เช่น คนที่ตีด่าพ่อ แม่ และพระภิกษุสามเณร ตายไปตกนรกมีกงจักรพัดอยู่บนศีรษะ ฯลฯ เรื่องราวเกี่ยวกับสัตว์นรกที่ได้รับความทุกข์ทรมานต่างๆ เป็นต้น โดยมากมักทำเป็นภาพเขียนที่เห็นได้ตามวัดทั่วไป เพื่อเตือนใจแก่มนุษย์ทั้งหลายไม่ให้ทำชั่วหรือเบียดเบียนกัน

นอกจากนี้ในคัมภีร์ยังเล่าเรื่องราวของ "มิตตวินทุกะ" บุตรชายผู้เกกมะเหรกเกเรของอุบาสิกาม่ายผู้หนึ่ง ชายหนุ่มต้องการเดินทางท่องทะเลไปค้าขายกับพ่อค้าสำเภา แต่มารดาไม่เห็นด้วยเพราะเป็นห่วงบุตรชายหัวแก้วหัวแหวนเกรงว่าจะได้รับอันตราย ฝ่ายลูกชายไม่พอใจจึงถีบมารดาล้มคว่ำลง แล้วรีบลงเรือสำเภาไปกับพ่อค้าจนได้

แต่ด้วยผลกรรมที่กระทำไว้กับมารดาตน เผอิญมีเหตุให้เป็นไป คือ เรืออับปางลงกลางทะเล มิตตวินทุกะ ได้ว่ายน้ำไปถึงเกาะๆหนึ่ง เมื่อขึ้นไปก็พบเปรตตนหนึ่ง เปรตตนนี้ตอนมีชีวิตเคยทุบตีพ่อแม่ พอตายไปจึงตกนรก เมื่อพ้นจากนรกก็มาเป็นเปรตอาศัยอยู่ที่เกาะนี้ อยู่ในสภาพที่บนศีรษะมีกงจักรหมุนคว้างผ่าศีรษะ มีเลือดไหลกระเซ็นอยู่ตลอด ต้องร้องครวญครางพร้อมยกมืออันสั่นระริกขึ้นกวัดแกว่งด้วยเจ็บปวดแสนสาหัส

แต่มิตตวินทุกะเมื่อขึ้นสู่เกาะ ก็แลเห็นกงจักรที่พัดอยู่บนศีรษะของเปรตตนนั้นเป็นดอกบัว มองเห็นเป็นเครื่องประดับสวมใส่ศีรษะอันงดงาม พอได้ยินเสียงร้องครวญคราง พร้อมกับมือที่สั่นกวัดแกว่งอยู่ไปมาก็แลเห็นเป็นเสียงขับร้องฟ้อนรำที่รื่นเริงยิ่งนัก เขาจึงรี่เข้าไปขอกงจักรที่แลเห็นเป็นดอกบัวจากเปรตนั้น

ฝ่ายเปรตตนนั้นก็นึกรู้ทันทีว่ามิตตวินทุกะคงต้องทำกรรมอันชั่วเช่นเดียวกันมาเป็นแน่ อย่างนี้คงถึงเวลาพ้นกรรมนี้แล้ว เปรตตนนั้นจึงยื่นกงจักรให้แก่ มิตตวินทุกะ แล้วก็อันตรธานหายไป นี่จึงเป็นที่มาของสุภาษิต "เห็นกงจักรเป็นดอกบัว"

"หัวโจกทั้ง 3 คนนี้มีลูกมือที่เป็นตัวผู้ลงมือทำตามคำสั่งอีก 3 คน ชื่อ "กายทุจริต" คนหนึ่ง "วจีทุจริต" คนหนึ่ง "มโนทุจริต" คนหนึ่ง 3 คนนี้เป็นนักเลงหัวมีดหัวไม้ร้ายกาจนัก ใช้ให้ไปลักของใคร ให้ไปทำร้ายใคร ให้ไปพูดหลอกลวงใคร หรือให้คิดวางแผนทุจริตต่างๆ เป็นได้การเสมอ ชาวจิตตนครจึงอยู่กันไม่ผาสุกนัก มีเหตุการณ์ต่างๆเกิดขึ้นอยู่เนืองๆ เช่น มีการทำร้ายร่างกายกัน มีการลักขโมยปล้นสะดมภ์กันเกิดขึ้นที่นั่นที่นี่ เชื่อถือคำพูดของกันไม่ค่อยจะได้ จะไว้วางใจกันก็ยากนัก ขืนไว้วางใจกันง่าย ก็จะต้องถูกต้มถูกตุ๋นเปื่อยไปจนเป็นที่หวาดระแวงกันทั่วไป โดยไม่รู้ว่าใครเป็นคนดี คนร้าย ไม่ใช่แต่ในวงบ้านเท่านั้น ในวงเมืองก็มีทุจริตเกิดขึ้นในส่วนต่างๆ เพิ่มความทุกข์ร้อนให้เกิดขึ้นแก่เจ้าเมืองจิตตนคร ความทุกข์อันใดบังเกิดขึ้นในจิตตนคร เจ้าเมืองจะต้องรับทุกข์อันนั้นแทน หรือร่วมด้วยชาวจิตตนครทั้งสิ้น ในทางตรงกันข้าม ความสุขที่เกิดขึ้นในจิตตนคร เจ้าเมืองก็ได้รับร่วมกันไปกับชาวจิตตนครทั้งสิ้นเช่นเดียวกัน"

ลูกทีม หรือลูกสมุนที่เป็นมือเป็นไม้ให้กับ 3 หัวโจกจอมกิเลส ก็คือ กายทุจริต วจีทุจริต และมโนทุจริต ขึ้นชื่อว่าทุจริตแล้ว ไม่ว่า กาย วาจา หรือใจ ล้วนนำความเดือดร้อนมาให้เจ้าตัวทั้งสิ้น คนเราถ้าไม่สำนึกว่าความชั่วร้ายเป็นความชั่วร้ายแล้วละก็ ยากที่จะกลับเนื้อกลับตัวเป็นคนดีได้ กลายเป็นยินยอมพร้อมใจจมแช่อยู่อย่างนั้น เพราะไม่รู้แม้แต่ว่าตัวเองกำลังทำความชั่ว เรียกว่าเห็นกงจักรเป็นดอกบัวแท้ๆ

ท่านพุทธทาสภิกขุแห่งสวนโมกขพลาราม ยังเคยเทศนาเตือนสติถึงเรื่องการเห็นผิดเป็นชอบเอาไว้ช่วงตอนหนึ่งว่า "คนเดี๋ยวนี้มันโง่ เอาดีเป็นชั่ว เอาชั่วเป็นดี เอาสุขเป็นทุกข์ เอาทุกข์เป็นสุข กลับกันหมด มันเหมือนกับคนโง่เห็นกงจักรเป็นดอกบัว ที่เราไปชอบอะไรอบายมุขทั้งหลายที่หนาแน่นขึ้นทั่วบ้านทั่วเมือง อบายมุขนั้นเป็นกงจักรทั้งนั้น แต่ว่าเห็นเป็นดอกบัว"

"ดังกล่าวนี้จะเห็นได้ว่า เจ้าเมืองแห่งจิตตนครหรือจิตนั่นเองเป็นที่รับทั้งความสุข ทั้งความทุกข์ ทั้งความดี ทั้งความชั่ว ไม่มีอะไรที่เกิดขึ้นแล้วในจิตตนครหรือในมนุษย์เราที่จะไม่เข้าถึงจิต ต้องเข้าถึงจิตทั้งนั้น ไม่ว่าสิ่งสะอาด ไม่ว่าสิ่งสกปรก และเมื่อเข้าไปแล้ว ก็จะกลับออกเองไม่ได้ด้วย เหมือนมีแต่ทางเข้าที่ใช้สำหรับเป็นทางเข้าแท้ๆ แต่ไม่มีทางออกสำหรับให้ออกเองได้เลย นอกเสียจากว่าเจ้าเมืองจะมีปัญญา มีความเพียรพยายามสร้างทางออกขึ้น และนำเอาสิ่งที่ไม่ต้องการออกเท่านั้น จึงจะเอาออกได้ นั่นก็คือ เมื่ออารมณ์ใดเข้าถึงจิตแล้ว ก็จะจมฝังลงในจิตทั้งสิ้น จะไม่มีการกลับออกจากจิตโดยลำพังตัวเองเลย ดังนั้น การสั่งสมอารมณ์ของจิตจึงเป็นเรื่องธรรมดาที่สุด พูดง่ายๆ ก็คือ จิตเป็นสิ่งที่สั่งสมอารมณ์ทั้งปวง ทั้งดี ทั้งชั่ว สั่งสมอารมณ์ที่ดีมากก็เป็นจิตที่ดี สั่งสมอารมณ์ชั่วมากก็เป็นจิตที่ชั่ว"

กิเลสนั้นเปรียบเหมือนน้ำตาลที่หวานอร่อย เมื่อได้ลิ้มชิมรสแล้วเราก็ติดใจกินแล้วก็ยิ่งอยากกินอีก แต่ที่แท้แล้วเป็นยาพิษ ตราบใดที่เราเองแยกไม่ออกระหว่างสุขทุกข์บุญบาป เมื่อกิเลสคอยชักจูงให้เราทำความชั่ว ผลที่ออกมาก็ย่อมเป็นบาปเป็นกรรมอยู่ตลอดเวลา แต่เรากลับไม่ฟังอย่างอื่นนอกจากฟังเสียงของกิเลสเพียงอย่างเดียว แล้วกิเลสนั้นก็ยิ่งพอกพูนสั่งสม ยิ่งฉุดดึงให้กายวาจาใจเกลือกกลั้วอยู่กับความชั่ว ทำให้จมลึกลงสู่อบายภูมิ

ในทางตรงข้าม ถ้าพยายามถอนกายถอนใจ ซักฟอกชำระล้างจิตใจออกจากกิเลส จิตใจที่เบาบางจากกิเลส ย่อมทำให้ใจผ่องแผ้วเป็นสุข เบิกบานด้วยความตื่นรู้อยู่เสมอ ดังที่เจ้าพระคุณสมเด็จท่านกล่าวสรุปความในช่วงท้ายไว้ว่า

"คนดีหรือคนชั่วก็เกิดจากการสั่งสมอารมณ์นี้เอง ไม่ได้เกิดจากสิ่งอื่น จึงควรจะได้ระวังการสั่งสมอารมณ์เป็นอย่างยิ่ง แม้ไม่ปรารถนาจะเป็นคนไม่ดี ขณะเดียวกันควรมีความเพียรใช้สติใช้ปัญญาสร้างทางออกสำหรับสิ่งไม่ดีขึ้นในจิต เพื่อนำเอาสิ่งไม่ดีที่เข้าไปครองจิตอยู่ออกเสียให้ได้ แม้จะทีละเล็กทีละน้อยก็ย่อมดีกว่าไม่มีการหาทางนำออกเสียเลย เพราะความไม่ดีนั้น ถ้าปล่อยให้เพิ่มพูนขึ้นโดยไม่พยายามทำให้ลดน้อยลง สักวันหนึ่งก็จะท่วมท้นจนไม่มีที่สำหรับความดีเหลืออยู่เลย แม้เป็นเช่นนั้นเมื่อไร เมื่อนั้นเจ้าเมืองจิตตนครก็จะกลายเป็นคนชั่วที่ไม่เป็นที่ปรารถนาในที่ใดเลย เพราะมีแต่จะนำความร้อนนำทุกข์โทษภัยไปสู่ทุกหนทุกแห่งที่เหยียบย่างเข้าไป คนชั่วเป็นเหตุแห่งความทุกข์แห่งความร้อนของตนเองด้วย ดังนั้น ทุกคนจึงควรกลัวอย่างยิ่งที่จะต้องเป็นคนชั่ว จึงควรพยายามอย่างยิ่งที่จะทำทางนำความไม่ดีออกจากจิตให้สม่ำเสมอ"


(ขอขอบคุณภาพประกอบจากหนังสือ วจนธรรม # instanyana ในสมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก)

โปรดอ่านต่อฉบับหน้า