ข้าว "เย็น"

สายลม แสงแดด

เพิ่งจะกินข้าวเย็นไป กับข้าวประกอบไปด้วยไข่เจียวสีเหลือง ใส่ผักสีเขียว กับแครอทหั่นฝอย และทอดมันรสกลมกล่อม อัดรวมกับข้าวสวยสีขาวเม็ดเรียวที่ไม่เหนียวจับเป็นก้อน แม้จะอยู่ในปิ่นโตกลมๆเล็กๆมาทั้งวัน อากาศเย็นของห้องแอร์ก็อาจจะมีส่วนช่วยให้ข้าวยังดูน่ากินด้วยนั่นแหละ

โดยส่วนตัวเป็นคนชอบข้าวสีขาว มากกว่าข้าวกล้องสีเหลืองหรือข้าวซ้อมมือสีแดง แม้จะมีผู้รู้คอยพร่ำบอกว่าข้าวที่ขัดสียังไม่หมดนี่แหละดีนัก อาจจะเพราะว่าตอนเด็กๆ ช่วงหนึ่งโดนบังคับให้กินข้าวกล้องมาตลอดก็ได้ พอมีโอกาสเลือก จึงเมินหนีจากสิ่งที่รู้สึกว่าโดนขืนใจในทันที ไม่แน่ว่าแก่ๆเข้าอาจจะหันไปโปรดปรานก็เป็นไปได้

ทั้งนี้ไม่ได้บอกว่า ข้าวขาวดีกว่า ที่จริงแล้วหากเป็นคนรักสุขภาพ ก็น่าที่จะเลือกกินสิ่งที่มีสารอาหารมากกว่าข้าวขาวที่ขัดสีจนหมดคุณค่าทางโภชนาการนั่นแหละ แต่ความพอใจของคนไม่เหมือนกัน และสิ่งที่ดีที่สุดของแต่ละคนก็ไม่เหมือนกันเช่นกัน

นอกจากข้าวมื้อนี้จะมีสีขาวอย่างที่นักกินวิตามินทั้งหลายต้องส่ายหน้าแล้ว ยังเป็นข้าวที่หุงสุกจนเย็นแล้วอีกด้วย การกินข้าวเย็นๆ โดยไม่ทำให้อุ่นเสียก่อน ก็เป็นอีกอย่างที่โดนขัดขวางเป็นประจำ โดยผู้ใหญ่ท่านว่าจะทำให้ปวดท้องเอาได้

แต่วันนี้เป็นครั้งแรกในรอบหลายปีที่ได้กินข้าวเย็นๆ โดยไม่อุ่น (นอกเหนือไปจากข้าวปั้นจำพวกซูชิ)

ฮืมม์...อร่อยจัง

มากกว่าบ่อยครั้งทีเดียวที่ความสุขของมนุษย์คือสิ่งที่ทำร้ายตัวเอง

แต่...การไม่ยอมมีความสุข เพราะกลัวจะทำร้ายตัวเอง ใช่เป็นการทำร้ายตัวเองรูปแบบหนึ่งไหมนะ?

คนเป็นลูกคนหนึ่งเคยบอกว่า ถ้ารู้ว่าคืนนั้นพ่อจะตาย คงยอมดื้อกับหมอ ให้พ่อดื่มน้ำตามที่อยากเสียก่อนแล้ว

นวนิยายวิทยาศาสตร์เรื่องหนึ่ง พูดถึงหุ่นยนต์ที่ลุกขึ้นปฏิบัติยึดอำนาจมนุษย์ บังคับให้ตกอยู่ใต้ปกครองของหุ่นยนต์ ใครขัดขืนก็จะถูกผ่าตัดสมองเสียใหม่ เพื่อให้มีความสุขกับโลกที่มีหุ่นยนต์คอย "รับใช้" โดยเหตุผลที่หุ่นยนต์ซึ่งเป็นสิ่งที่มนุษย์สร้างขึ้นให้ปกป้องดูแลตัวเองแท้ๆ ทำเช่นนี้ก็เพราะ หุ่นยนต์มองว่า มนุษย์นั้นเป็นสิ่งมีชีวิตที่ไม่อาจไว้วางใจให้ดูแลตัวของตัวเองได้ คือมักจะทำร้ายตัวเองอยู่ร่ำไปในทุกโอกาส

ด้วยอะไรน่ะหรือ? ก็ด้วยการเล่นกีฬาผาดโผน ทำงานหักโหม เขียนหนังสือในที่มืด หรือแม้แต่อ่านหนังสือที่ทำให้เครียดหรือสะเทือนใจ เช่น นวนิยายรักโศกนาฏกรรม เป็นต้น (ในกรณีนี้ "คู่กรรม" หรือหนังสืออื่นๆ ของ ทมยันตี ก็คงจะเข้าข่าย)

ด้วยเหตุนี้ หุ่นยนต์จึงต้องเข้ายึดอำนาจและควบคุมมนุษย์ ไม่ให้อยู่ใกล้แม้แต่เข็มถักนิตติ้ง ซึ่งมนุษย์อาจจะใช้ "ทำลาย" ตัวเองได้

แนวคิดที่คล้ายๆกัน ถูกนำไปสร้างเป็นภาพยนตร์เรื่อง ไอ โรบอท ยังไงล่ะ

เป็นไปได้ไหม ที่การพยายามปกป้องมากจนเกินไป กลายเป็นการทำร้ายมนุษย์เสียเองเลย?

นี่ไม่ใช่แนวคิดใหม่อะไรเลย

ฝรั่งมีศัพท์คำว่า โอเว่อร์ โพรเทคทีฟ หมายถึง การปกป้องใครหรือสิ่งใดมากจนเกินไป ซึ่งการทำเช่นนั้นบางครั้งนำมาซึ่งการทำให้ผู้ถูกปกป้องรู้สึกอึดอัด หรือกลายเป็นคนอ่อนแอ ไร้สมรรถภาพ ไม่อาจปกป้องตัวเองได้ก็มี

แน่นอนว่าการปกป้องเป็นสิ่งที่ดี ใครๆก็อยากได้รับการปกป้อง ไม่เช่นนั้นสังคมจะกำหนดกฎหมายมากมายขึ้นมาคุ้มครองคนกลุ่มนั้นกลุ่มนี้หรือ? ไม่ว่าจะเป็นคุ้มครองเด็ก สตรี คนพิการ หรือกระทั่งกฎหมายคุ้มครองผู้บริโภค และตอนนี้ในที่สุดก็เผื่อแผ่มาถึงคุ้มครองสัตว์แล้ว

แต่การปกป้องที่มากจนเกินไป ก็เช่นเดียวกับทุกสิ่งทุกอย่างที่มากเกินพอดี คือ "ไม่ค่อยดี"

จะขาดหรือจะเกิน ก็ไม่ดีทั้งนั้น เพราะ...แขนขาดไปข้างหนึ่งจะดีไหม? หรือนิ้วเกินมานิ้วหนึ่งจะโอ.เค.หรือเปล่า?

อาจจะโอ.เค. เพราะในหนังเรื่อง กัตตาก้า ฝ่ากฎโลกพันธุกรรม (นี่ก็หนังไซไฟประเภทโลกอนาคตอีกเรื่อง) มีนักดนตรีพิการที่สองมือรวมแล้วมีสิบสองนิ้ว เล่นเปียโนที่ออกแบบมาเป็นพิเศษ สำหรับคนมีสิบสองนิ้วเท่านั้นที่เล่นได้ กลายเป็นโด่งดังระดับโลกไป

วกกลับมาที่เรื่อง ข้าว (ซึ่งหมดไปนานแล้วระหว่างที่กำลังเขียนบทความนี้อยู่)

การกินข้าวเย็นๆ ทุกวัน ทุกมื้อ อาจจะไม่ดีต่อกระเพาะคนทั่วไปเท่าไร แต่นานๆ ครั้งก็ไม่เลวนะ

เปลี่ยนเสียบ้าง...

ขาดความใส่ใจในสุขภาพ (เพียงเล็กน้อย) เสียบ้าง

กินอะไรตามใจชอบ หรือทำอะไรเสี่ยงๆ ชนิดที่ไม่ทำให้ใครเดือดร้อนเสียบ้าง

เพราะความไม่สมบูรณ์แบบเหล่านั้นแหละ ที่ทำให้เราเป็นมนุษย์ เป็นเพื่อนร่วมพิภพของสัตว์โลกอื่นๆ อันเป็นสิ่งมีชีวิตที่ธรรมชาติ หรือบ้างก็ว่าพระเจ้าสรรค์สร้าง มิใช่ของเทียมเลียนแบบ ซึ่งเผ่าพันธุ์ของเราเป็นผู้ประดิษฐ์ขึ้น

อย่าลืมว่า สิ่งที่เราสร้างขึ้นมานั้น ก็ได้รับอิทธิพลมาจากตัวของเรานั่นเอง

ออลโมสท์ ฮิวแมน ซีรี่ส์เมื่อไม่นานมานี้ มีตัวละครเอกตัวหนึ่งเป็นหุ่นยนต์ที่มีชีวิตจิตใจเหมือนคนมาก คนสร้างบอกว่าตอนที่สร้างหุ่นยนต์รุ่นนี้ขึ้นมานั้น เขากำลัง "เปี่ยมไปด้วยความรักและความหวัง"

ดังนั้น จงรักและหวังเถิด อย่าใช้ความกลัวเป็นเข็มทิศชี้บงการชีวิตของเราเลย

อาจารย์ที่นับถือท่านหนึ่งเคยกล่าวไว้ว่า "เราใช้ชีวิตอยู่ด้วยความกลัวไม่ได้หรอก"

เพราะถึงแม้ว่าโลกหน้ามีจริง

เราก็ใช้ได้แค่ทีละชีวิตเดียวเท่านั้นแหละ จริงไหม?