พระมหาชนก

ปรัชญาแห่งคุณธรรม ความเพียร ปัญญา และเมตตา
ที่นี่...รายการเพื่อคุณภาพชีวิต

ความยิ่งใหญ่ตระการตาของ "พระมหาชนก เดอะ ฟีโนมินอน ไลฟ์ โชว์" (MAHAJANAKA THE PHENOMENON LIVE SHOW) การแสดงเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในโอกาสมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 87 พรรษา ที่น้อมนำบทพระราชนิพนธ์อันทรงคุณค่า "พระมหาชนก" มาจัดแสดงบนเวทีกลางน้ำสุดอลังการ ผ่านการแสดง แสง สี เสียง และสื่อผสมด้วยเทคโนโลยีอันทันสมัยระดับโลก เปิดให้ประชาชนได้เข้าชมฟรี ณ สวนเบญจกิติ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ ที่ผ่านมา

หม่อมหลวงปนัดดา ดิศกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรีและปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า "พระมหาชนก" เป็นบทพระราชนิพนธ์อันทรงคุณค่าใน พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ที่แฝงไว้ด้วยปรัชญาแห่งคุณธรรม ความเพียร ความวิริยะอุตสาหะ การเห็นแก่ประโยชน์ส่วนรวมมากกว่าส่วนตน รังสรรค์ขึ้นอย่างยิ่งใหญ่ ภายใต้ชื่อโครงการ "พระมหาชนก เดอะ ฟีโนมีนอน ไลฟ์ โชว์" โดยมีวัตถุประสงค์เฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในวโรกาสเฉลิมพระเกียรติพระชนมพรรษา 87 พรรษา ในปี 2557

และเพื่อให้ประชาชนชาวไทยและชาวต่างชาติได้น้อมนำหลักธรรมคำสอน ที่แฝงอยู่ในบทพระราชนิพนธ์พระมหาชนก ไปเป็นหลักในการดำเนินชีวิต ถ่ายทอดบทพระราชนิพนธ์สู่การศึกษา และเรียนรู้อย่างกว้างขวางแพร่หลาย เพื่อเชื่อมโยงกิจกรรมสู่การท่องเที่ยวเชิงศิลปะวิทยาการ ให้กับชาวไทย นักท่องเที่ยว และชาวต่างชาติ รวมถึงการถ่ายทอดจากกิจกรรมสู่การเรียนรู้อย่างยั่งยืน

ปรากฏการณ์ครั้งยิ่งใหญ่ของประเทศไทยในครั้งนี้ เกิดขึ้นจากความร่วมมือครั้งสำคัญของหลายหน่วยงาน ทั้งภาครัฐและเอกชน ประกอบด้วยสำนักนายกรัฐมนตรี กระทรวงวัฒนธรรม กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา กรุงเทพมหานคร ร่วมด้วย ไทยเบฟเวอเรจ ปตท. อาคเนย์ประกันภัย เบอร์ลี่ยุคเกอร์ เสริมสุข ยูโรเปี้ยนฟู้ด โออิชิกรุ๊ป พรรณธิอร เอสเอฟซีนีม่า ทีซีซีแลนด์ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ และ เฟรชแอร์ เฟสติวัล

คณะผู้จัดงานฯ ได้อัญเชิญบทพระราชนิพนธ์พระมหาชนก มาถ่ายทอดในรูปแบบของละครเพลง เพื่อให้ผู้ชมได้รับอรรถรถที่งดงาม ทั้งในส่วนที่เป็นเนื้อหา และความไพเราะของบทเพลงที่เรียงร้อยขึ้นใหม่ ผสานการแสดง แสง สี เสียงและสื่อผสมเทคโนโลยีอันทันสมัยระดับโลก

พร้อมกันนี้ได้จัดสร้าง เรือไฮดรอลิค ที่มีขนาดใหญ่กว่า 30 เมตร ให้มาโลดแล่นบนเวทีกลางน้ำ พร้อม ฉากม่านน้ำ (Water Screen) ใหญ่ที่สุดในประเทศไทย ผู้ชมจะได้ร่วมผจญภัยไปกับพระมหาชนก ที่มีความเพียรพยายามในการว่ายน้ำตลอด 7 วัน 7 คืน โดยมิทรงย่อท้อ ขณะเดียวกันก็ต้องพบเจอกับอสูรกายที่คอยจะทำร้ายกัดกิน ปูยักษ์ที่มาช่วยพระองค์ในยามที่เหนื่อยล้ากลางมหาสมุทร

นอกจากผู้ชมจะได้รับความสนุกสนานแล้ว เด็ก เยาวชน ประชาชนคนไทยจะได้รับการถ่ายทอดหลักธรรมคำสอนจากบทพระราชนิพนธ์ในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เพื่อให้เกิดความเจริญงอกงามด้านสติปัญญา ตระหนักถึงความเพียรพยายามในการดำเนินชีวิตในปัจจุบันและอนาคตได้อย่างดีอีกด้วย

การจัดแสดง พระมหาชนก เดอะ ฟีโนมีนอน ไลฟ์ โชว์ ได้รับเกียรติจากนักแสดงชั้นนำ อาทิ ทฤษฎี สหวงศ์ (ปอ) รับบทเป็น พระมหาชนก แคทรียา อิงลิช (แคท) รับบท มณีเมขลา กุลมาศ ลิมปวุฒิรานนท์ (ขนมจีน) รับบท พระนางสีวลีเทวี ญาณี ตราโมท (โย) รับบท อำมาตย์ นักแสดงสมทบ และทีมงานรวมกว่า 1,000 คน ที่จะมาร่วมกันถ่ายทอดเรื่องราวของ พระมหาชนก

แนวคิดในการแสดงผู้จัดตั้งใจจะนำบทพระราชนิพนธ์มานำเสนอในรูปแบบของละครเพลง โดยใช้เพลงในการดำเนินเรื่องทั้งหมด ผู้ชมจะได้รับอรรถรสที่งดงาม ทั้งส่วนที่เป็นเนื้อหาของบทพระราชนิพนธ์ ความไพเราะของบทเพลงที่เรียงร้อยขึ้นใหม่ทั้งหมด ความตระการตาของการแสดง ความยิ่งใหญ่ของฉาก แสง สี เสียง และเทคนิคพิเศษ เพื่อให้สมบูรณ์แบบที่สุด

ในส่วนของบทละคร เน้นถึงแก่นของบทประพันธ์อันเป็นหัวใจของเรื่องคือ วิริยะบารมี หรือความเพียรของพระมหาชนก ในการไม่ย่อท้อที่จะว่ายน้ำต่อไปแม้ไม่เห็นฝั่ง ปัญญาบารมี คือ สติปัญญาอันเฉลียวฉลาดลึกซึ้งของพระมหาชนก ในการทายปริศนาทั้งสิบหกประการ อันมีปรากฏอยู่ในชาดก รวมไปถึงปัญญาในการปกครองและแก้ปัญหาที่เกิดขึ้นด้วย "ความไม่รู้" ของประชาชน และท้ายที่สุด เมตตาบารมี คือความเมตตาอันไพศาลที่มีต่อประชาชนเมืองมิถิลา ให้การศึกษาเพื่อความเจริญทางสติปัญญาของประชาชนเอง

เมืองมิถิลา ของพระมหาชนก ตามหลักฐานทางประวัติศาสตร์และภูมิศาสตร์ คือ เมืองโบราณ อยู่ในแคว้นวิเทหะในชมพูทวีป บริเวณที่เป็นเนปาลและอินเดียตอนเหนือในปัจจุบัน ชื่อเมืองมิถิลามีปรากฏอยู่ในรามเกียรติ์ นิทานปรัมปรา และชาดกอีกหลายเรื่อง การออกแบบองค์ประกอบศิลป์ จึงผสมผสานศิลปะไทยกับศิลปะในดินแดนแถบนั้น เพื่อให้ผู้ชมได้จินตนาการภาพความงดงามยิ่งใหญ่ของศิลปะและอารยะธรรมโบราณ อันมีอิทธิพลแผ่ไปทั้งทวีปเอเชียในยุคนั้น

พระมหาชนก พระราชโอรสในพระเจ้าอริฎฐชนกแห่งกรุงมิถิลา เมื่อพระราชบิดาสิ้นพระชนม์ในการทำสงครามกับพระโปลชนก ซึ่งเป็นพระอนุชา พระมารดาซึ่งทรงครรภ์พระมหาชนกอยู่ ได้หนีออกจากเมืองมิถิลา มุ่งสู่นครจัมปากะ และได้พบกับอุทิจจาพราหมณ์ที่ได้ให้การช่วยเหลือ เมื่อพระมหาชนกเจริญวัยถึง 16 พรรษา ทรงทราบเหตุทั้งหมดจึงได้ทรงดำริจะทรงคืนราชบัลลังก์ของมิถิลา และออกเดินทางไปสุวรรณภูมิด้วยเรือ เพื่อไปหาทุนทรัพย์มาชิงบัลลังก์คืน

นางมณีเมขลา เทพธิดาแห่งห้วงมหาสมุทร พิทักษ์ปกป้องห้วงน้ำในสมุทรอันกว้างใหญ่ไพศาล และคอยช่วยชีวิตผู้มีบุญที่ประสบเภทภัยในอาณาเขตที่นางดูแลอยู่

พระนางสีวลีเทวี พระราชธิดาในพระโปลชนกผู้ครองกรุงมิถิลา ก่อนพระราชบิดาจะสวรรคต ได้ตรัสมอบราชบัลลังก์ให้แก่ผู้ที่ทำให้นางพอพระทัย ผู้ที่รู้หัวนอนแห่งบัลลังก์ ผู้ที่ยกสหัสสถามธนูขึ้น และผู้ที่สามารถนำปริศนาสมบัติทั้ง 16 แห่งออกมาได้

มหาอำมาตย์ ขุนนางเก่าแก่ของราชบัลลังก์มิถิลา ผู้ที่พระโปลชนกไว้พระทัย มีหน้าที่สนองพระบรมราชโองการ เมื่อพระโปลชนกสิ้นพระชนม์ มหาอำมาตย์ก็เป็นผู้นำในการตามหาบุรุษที่มีคุณสมบัติครบที่จะได้ครองบัลลังก์มิถิลาสืบไป

เรื่องย่อ ปฐมบทบรรยายเล่าเรื่อง สาเหตุแห่งสงคราม ระหว่างพระเจ้ากรุงมิถิลาและพระอนุชา ความเข้าใจผิดอันตามมาด้วยสงครามการช่วงชิงราชบัลลังก์ ที่ทำให้พระเจ้ากรุงมิถิลาผู้เป็นพระบิดาของพระมหาชนกสิ้นพระชนม์ พระมารดาต้องหนีไปยังเมืองอื่น โดยมีพระมหาชนกเติบพระครรภ์ไปด้วย เวลาผ่านไปจนพระมหาชนกติดใหญ่ได้รู้ความจริง จึงตั้งใจหาทุนทรัพย์ไปช่วงชิงบัลลังก์มิถิลาคืน ด้วยการเดินทางโดยเรือพาณิชย์ไปค้าขายยังดินแดนสุวรรณภูมิ

  • องก์ที่ 1 นาวาล่มระหว่างกลางสมุทร พระมหาชนกเดินทางกับเรือพาณิชย์เพื่อข้ามมหาสมุทรเพื่อไปทำการค้าขายยังเมืองสุวรรณภูมิ เมื่อออกเดินทางมาเป็นเวลาเจ็ดวันเจ็ดคืน เป็นระยะทางไกลถึงเจ็ดร้อยโยชน์ ก็เกิดพายุร้ายขึ้น คลื่นลมกระหน่ำทำให้เรือแตก ผู้โดยสารและชาวเรือต่างกลัวตายร้องเรียกให้เทวดาช่วยโดยไม่คิดจะช่วยตนเอง ยกเว้นแต่พระมหาชนกผู้มีสติปัญญา ซึ่งเตรียมพร้อมสำหรับการที่จะต้องว่ายน้ำข้ามหาสมุทรที่มีสัตว์ร้ายใต้น้ำคอยทำร้ายกัดกิน
  • องก์ที่ 2 เจ็ดทิวาเจ็ดราตรี พระมหาชนก ว่ายน้ำอยู่กลางมหาสมุทรอยู่เป็นเวลาถึงเจ็ดวันเจ็ดคืน โดยมิได้ย่อท้อ ในคราที่พระองค์ทรงเหนื่อยล้านั้น พระมหาชนกรู้สึกว่าในบางครั้งเหมือนเท้าแตะทรายใต้น้ำให้พักขาได้ แท้จริงสิ่งนั้นคือปูทะเลยักษ์ที่ชาวสุวรรณภูมิในเรือเคยเล่าให้ฟังว่า ผู้มีบุญเท่านั้นจึงจะสัมผัสได้
  • องก์ที่ 3 บารมีแห่งความเพียร นางมณีเมขลาเทพธิดาแห่งมหาสมุทร เห็นพระมหาชนกว่ายน้ำอยู่ผู้เดียวในท้องน้ำที่กว้างใหญ่ แม้ว่าจะแลไม่เห็นฝั่งแต่ก็ยังเพียรว่ายไป นางจึงปรากฏกายขึ้นและตั้งปุจฉาถามพระมหาชนก ว่าเพราะเหตุใดจึงเพียรพยายามว่ายอยู่ พระมหาชนกตอบว่าหากเพียรต่อไปไม่ย่อท้อ ก็อาจไปถึงที่หมายสักวันหนึ่ง แต่หากไม่เพียรพยายามก็คงต้องตกเป็นเหยื่อสัตว์ร้ายเหมือนคนในเรือ
  • นางมณีเมขลาได้เห็นแจ้งแห่งความเพียรของพระมหาชนก จึงช่วยพาไปยังเมืองมิถิลา อุ้มพระมหาชนกขึ้นจากมหาสมุทร ก่อนที่จะหลับลงด้วยความเหนื่อยอ่อนล้า ได้ยินนางเมขลาขอให้พระองค์ถ่ายทอดสติปัญญาของพระองค์แก่ประชาชน โดยตั้งสถานศึกษาและให้ชื่อว่า โพธิยามหาวิทยาลัย หมายถึงสถานที่แห่งการรู้แจ้ง แต่พระมหาชนกอยู่ในสภาวะครึ่งหลับครึ่งตื่น จึงคิดว่าเป็น ปูทะเลย์มหาวิชชาลัย
  • องก์ที่ 4 จะอยู่ได้อย่างไรไร้ราชา ที่เมืองมิถิลาขณะนั้น พระโปลชนกผู้เป็นอาของพระมหาชนกสวรรคตลง พระองค์มีแต่พระราชธิดาชื่อสีวลี ซึ่งตามจารีตประเพณีไม่สามารถให้สตรีครองเมืองได้ ชาวเมืองมิถิลาระส่ำระสาย ไม่รู้ว่าจะเป็นอย่างไรต่อไปเมื่อไร้พระราชา
  • องก์ที่ 5 ราชรถเสี่ยงทาย พระโปลชนกได้รับสั่งไว้ก่อนสวรรคตว่า ผู้ที่มีคุณสมบัติจะได้ครองเมืองมิถิลานั้น จะต้องไขปริศนาเพื่อหาขุมทรัพย์ของแผ่นดินสิบห้าแห่งที่ซ่อนอยู่ในที่ต่างๆได้ ต้องเป็นผู้ที่มีกำลังยกคันธนูใหญ่ และต้องเป็นผู้ที่ทำให้พระราชธิดาทรงพอพระทัย ในที่สุดเมื่อไม่มีผู้ใดที่มีคุณสมบัติเหล่านี้ครบ เสนาอำมาตย์จึงต้องทำพิธีปล่อยราชรถเสี่ยงทาย ขบวนราชรถออกเดินทางไปทั่วแผ่นดิน และมาหยุดลงที่ตรงหน้าพระมหาชนที่นอนหลับอยู่ใต้ต้นไม้ พระมหาชนกสามารถตอบปริศนาได้ทุกประการ ทั้งยกคันธนูใหญ่ได้ และทำให้พระราชธิดาพอพระทัย ทุกคนจึงพร้อมใจกันถวายบัลลังก์ฯให้แก่พระองค์
  • องก์ที่ 6 ฉลองราชย์ราชันย์ พระมหาชนกครองราชย์ ทรงปกครองประชาชนด้วยทศพิธราชธรรม ประชาชนใต้พระบารมีร่มเย็นเป็นสุข พุทธศาสนาเรืองรอง ประชาชนจึงร่วมแซ่ซ้องสรรเสริญ
  • องก์ที่ 7 ราชสมบัติประหนึ่งคล้ายกับผลไม้ วันหนึ่งพระมหาชนกเสด็จพระราชดำเนินไปชมพระราชอุทยาน ที่ทางเข้าประตูอุทยานได้ทรงเห็นต้นมะม่วงสองต้น ต้นหนึ่งมีผลเต็มต้น แต่อีกต้นหามีผลไม่ จึงทรงเด็ดผลมะม่วงเสวย จากนั้นก็เสด็จพระราชดำเนินเข้าไปในอุทยาน เมื่อคนทั้งหลายเห็นดังนั้น ก็ตรงเข้ายื้อแย่งปีนป่าย เพื่อจะเอาผลมะม่วง จนในที่สุดต้นมะม่วงถูกทำลายโค่นลง เมื่อพระมหาชนกเสด็จกลับออกมาจากในอุทยาน ทอดพระเนตรเห็นจึงเกิดสังเวชใจ
  • ได้ทรงพิจารณาเปรียบเทียบว่า ราชสมบัติก็คล้ายกับต้นมะม่วงที่มีผล มีแต่คนจะแก่งแย่งชิงกัน ทรงปรารถนาจะใช้ชีวิตที่เหลืออย่างต้นที่มีแต่ใบและไร้ผล คือ ออกผนวช เพื่ออยู่อย่างสงบ ไม่ต้องเผชิญกับการแก่งแย่งชิงกันอีกต่อไป
  • องก์ที่ 8 ต้นไม้แห่งปัญญา เหล่าเสนาบดีทูลถามพระองค์ว่า จะให้ทำอย่างไรกับต้นมะม่วงที่ถูกทึ้งทำลายไปแล้ว พระองค์จึงทรงใช้ปัญญาบารมีในการฟื้นฟู และขยายพันธุ์ต้นมะม่วงขึ้นมาใหม่ เพื่อให้เกิดประโยชน์แก่ประชาชนต่อไปได้ หลังจากนั้นได้ทรงคิดถึงสิ่งที่นางมณีเมขลาบอกกับพระองค์ ในคราวที่ช่วยจากมหาสมุทรมาส่งที่เมืองมิถิลา เรื่องให้ตั้งสถาบันการศึกษา จึงได้ตั้งปูทะเลย์มหาวิชชาลัย เพื่อให้ความรู้แก่ประชาชน
  • องก์ที่ 9 มหาราชันย์มหาราชา ด้วยบุญญาบารมีและความเมตตาที่มีต่อประชาชน ชาวมิถิลาจึงร่วมกันระลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณ กล่าวสรรเสริญพระมหาชนก ทรงเป็นมหาราชันย์ผู้ยิ่งใหญ่ของปวงชน

เวทีกลางน้ำที่มีความยาวกว่า 100 เมตร เป็นเสมือนโรงละครขนาดใหญ่ ที่มีความงดงามตระการตา พร้อมฉากม่านน้ำ (Water Screen) ขนาดใหญ่รวมความยาว 100 เมตร โดยนำเทคนิค Effect Multi Media มาประกอบการแสดงสุดอลังการกับเทคโนโลยี Projector Mapping ด้วยการถ่ายทอดเรื่องราวบนอาคารขนาดใหญ่ที่มีความสูงกว่า 100 เมตร เทียบเท่าตึกสูงกว่า 30 ชั้น ตื่นตาตื่นใจกับไฮโดรลิคขนาดใหญ่กว่า 30 เมตรที่จะมาโลดแล่นบนผิวน้ำร่วมกับปูยักษ์ และเหล่าอสูรกาย ซึ่งจะทำให้ผู้ชมรู้สึกเหมือนว่าได้ร่วมเดินทาง และผจญภัยกลางมหาสมุทรไปกับพระมหาชนก

"ดูละครแล้วย้อนดูตัว" สะท้อนให้เรามี "อุดมการณ์ในสิ่งที่ดีงาม" เพื่อส่วนรวมเป็นความรักที่มีสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ สร้างสรรค์ มีประโยชน์ต่อสังคม มอบความสุข ความรัก ความสามัคคีให้แก่ชาวไทย กระตุ้นเศรษฐกิจในชาติ และสร้างความเชื่อมั่นต่อเวทีประชาคมโลกจากปัจจุบันสู่อนาคต