เฉลิมฉลอง 150 ปี วัดประจำรัชกาลที่ 4 :

วัดราชประดิษฐสถิตมหาสีมารามราชวรวิหาร
วัดวาอาราม

ลุล่วงในช่วงสู่ฟ้าใหม่ พ.ศ.2558 พสกนิกรชาวไทยต่างแซ่ซ้องสดุดีในโอกาสวันสำคัญๆของพระมหากษัตริย์-พระราชินีตลอดจนพระบรมวงศานุวงศ์ที่จะบังเกิดขึ้นในหลายวาระหลายโอกาสด้วยกัน ด้วยเป็นปีที่ 69 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช (รัชกาลที่ 9) ทรงครองราชย์ครบ 69 ปี ในวันที่ 9 มิถุนายน 2489 ขณะเดียวกัน พระองค์จะทรงมีพระชนมายุ 88 พรรษา ในวันที่ 5 ธันวาคม 2558 สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ จะทรงมีพระชนมายุ 83 พรรษา ในวันที่ 12 สิงหาคม 2558 สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี จะทรงมีพระชนมายุ 60 พรรษา ในวันที่ 2 เมษายน 2498

ด้วยเหตุนี้ วัดราชประดิษฐสถิตมหาสีมารามราชวรวิหาร ซ่อมแซมบูรณะแล้วเสร็จ เพื่อตระเตรียมจัดงานเฉลิมฉลองครั้งยิ่งใหญ่ ทั้งนี้วัดเล็กๆที่ พระเจ้าอยู่หัวพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 4) ทรงสร้างให้เป็นวัดประจำรัชกาลของพระองค์ วัดนี้มีธรรมเนียมของการกราบไหว้สิ่งศักดิ์สิทธิ์ของแผ่นดินครบทั้งพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ พระเจ้าอยู่หัวที่วัดประจำรัชกาลที่ 4 แห่งนี้เพียงแห่งเดียวในเมืองไทย

"พระอุโบสถวัดราชประดิษฐสถิตมหาสีมารามราชวรวิหาร กำลังซ่อมแซมครั้งใหญ่เพื่อเตรียมเฉลิมฉลอง ในวันที่ 8 มิถุนายน 2558 เป็นต้นไป (ก่อสร้างแล้วเสร็จ 8 มิถุนายน 2408) ครบรอบ 150 ปีแห่งการก่อสร้างแล้วเสร็จ ด้วยเป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ รวมสิ่งสวยงามวิจิตรแห่งโลกตะวันตกพบกับโลกตะวันออก กลายเป็นสิ่งมหัศจรรย์เสมือนหนึ่งเป็นวัดเล็กๆของเจ้านายที่มีความเป็นสหประชาชาติ ควรค่าแก่การทัศนาอย่างยิ่ง นับตั้งแต่จีนแผ่นดินใหญ่ กัมพูชา ญี่ปุ่น สหราชอาณาจักร สวิตเซอร์แลนด์ไทย พระองค์โปรดงานอะไรก็ทรงให้นายช่างช่วยกันสร้างมาไว้ที่วัดแห่งนี้ ดาวเพดานวัดสุวรรณาราม อยุธยา บานประตูหน้าต่าง วัดสุทัศน์ฯ บานประตูประดับมุกจากญี่ปุ่น วัดนางชี ก็ทรงนำมาสร้างรวมไว้ที่วัดเล็กๆแห่งนี้ ใครอยากเห็นสิ่งมหัศจรรย์ความสวยงามก็ต้องมาที่วัดเก่าแห่งนี้" พระครูวินัยธรอารยพงศ์ อารยธมฺโม วัย 35 ปีเลขานุการเจ้าอาวาสวัดราชประดิษฐสถิตมหาสีมาราม หัวหน้าสำนักงานโครงการบูรณปฏิสังขรณ์วัดราชประดิษฐสถิตมหาสีมาราม ในพระบรมราชูปถัมภ์ กล่าวถึงความสวยงามของวัดเก่าที่มีอายุ 150 ปีแห่งนี้

ในหนังสือประชุมประกาศรัชกาลที่ 4 (พ.ศ.2394-2404) ที่คณะสงฆ์วัดอนงคารามในความอุปถัมภ์ของ ชำนาญ-คุณหญิงวลี ยุวบูรณ์ พิมพ์ถวายในงานพระราชทานเพลิงศพ พระมหาโพธิวงศาจารย์ อินทโชตเถระ ณ เมรุหน้าพลับพลาอิศริยาภรณ์ วัดเทพศิรินทราวาส วันที่ 9 พฤศจิกายน 2511 อธิบายความว่าด้วยประกาศรัชกาลที่ 4 ถึงเรื่องประเพณีประกาศพระราชกฤษฎีกาแต่โบราณ เมื่อสมเด็จพระเจ้าแผ่นดินดำรัสสั่งให้ประกาศกิจการอันใด มักดำรัสสั่งให้อาลักษณ์เป็นพนักงานเรียบเรียงข้อความที่จะประกาศลงเป็นหนังสือ บางทีดำรัสให้ผู้อื่นรับพระราชโองการมาสั่งอาลักษณ์ให้เรียบเรียงประกาศ ลักษณะที่อาลักษณ์เรียบเรียงประกาศนั้น ตั้งข้อความเป็นหลัก 5 อย่าง 1. วัน เดือน ปี ที่สั่ง 2.นามผู้สั่ง 3. มูลเหตุแห่งประกาศนั้น 4. พระราชวินิจฉัย 5. ข้อบัญญัติพระราชนิยมที่ให้ประกาศ ลักษณะที่ประกาศนั้นแต่โบราณเป็นหน้าที่กรมพระสุรัสวดี โดยเป็นผู้ถือบาญชีกระทรวงทบวงการทั้งปวงที่จะคัดสำเนาประกาศแจกจ่ายไปยังกรมต่างๆทุกกรม ส่วนหัวเมืองทั้งปวงนั้นเมื่อมหาดไทย กลาโหม กรมท่า อันเป็นเจ้ากระทรวงบังคับบัญชาหัวเมือง ได้รับประกาศจากกรมพระสุรัสวดีก็คัดสำเนาส่งไปยังหัวเมืองอันขึ้นอยู่ในกรมนั้นๆ เมื่อพนักงานอ่านประกาศที่ตำบลไหนให้ตีฆ้องเป็นสัญญาเรียกราษฎรมาประชุมกัน แล้วอ่านประกาศให้ฟัง ณ ที่นั่นคือ การตีฆ้องร้องป่าวให้ทราบโดยทั่วหน้ากัน(ข้อความเป็นภาษาโบราณ)

พระครูวินัยธร อารยพงศ์ อารยธมฺโม กล่าวว่า วัดนี้เป็นวัดเล็กมาก มีเนื้อที่เพียง2ไร่ 2งาน98ตารางวา ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นโบราณสถานของกรมศิลปากร พ.ศ.2492 ตั้งอยู่เลขที่ 2ถนนสราญรมย์ แขวงพระบรมหาราชวัง เขตพระนคร ตั้งอยู่ใกล้ชิดติดกับทำเนียบองคมนตรี กระทรวงการต่างประเทศ พระราชอุทยานสราญรมย์ จึงไม่เป็นที่สังเกตของผู้คนโดยทั่วไป ทั้งๆที่วัดนี้มีความสำคัญในด้านประวัติศาสตร์ของชาติและพระพุทธศาสนา มีพระภิกษุจำพรรษาเพียง30รูป "วัดนี้ไม่มีแม่ชี เพราะพระภิกษุก็แทบจะไม่มีที่จะอยู่แล้ว เวลาวัดจัดงานครั้งใหญ่ต้องเคลื่อนย้ายจากตรงนี้ไปโปะตรงโน้น เพราะวัดเล็กเหลือเกิน จะขยับขยายอย่างไรก็ไม่ได้"

ที่ดินแปลงนี้ในสมัยรัชกาลที่ 3 ทรงใช้เป็นสวนกาแฟ ต่อมาในสมัยรัชกาลที่ 4 ทรงพระกรุณาพระราชทานพระราชทรัพย์ส่วนพระองค์ซื้อที่ดินสวนกาแฟจากกรมพระนครบาล เป็นจำนวนเงิน 1,098 บาท นับเป็นเรื่องมหัศจรรย์ใจที่ใช้เวลาก่อสร้างเพียง 7 เดือนเท่านั้น ในเดือนพฤศจิกายน พ.ศ.2407 เริ่มก่อสร้างแล้วเสร็จในวันที่ 8 มิถุนายน 2408 แต่ทรงมีการตระเตรียมพระราชดำริเป็นการล่วงหน้าถึง 3-4 ปี ในการสั่งซื้ออุปกรณ์จากประเทศต่างๆในซีกโลกตะวันตกและซีกโลกตะวันออก ตุ๊กตาหินเครื่องอับเฉานำมาจากจีนแผ่นดินใหญ่ พระองค์ทรงสั่งซื้อระฆังใหญ่จากบริษัทในประเทศอังกฤษเป็นเจ้าเดียวกับผู้ที่ทำหอนาฬิกา Big Ben ซึ่งบริษัทยังเก็บใบออเดอร์นี้อยู่ สั่งซื้อมุกประดับจากประเทศญี่ปุ่น ฯลฯ เพื่อที่จะนำมาใช้ตกแต่งภายในวัดเป็นการเฉลิมฉลองพระชนมายุครบ60พรรษา ซึ่งเป็นครั้งแรกของงานฉลองวันแซยิดในเมืองไทยให้ทำบุญเพื่อแสดงความกตัญญูต่อสังขาร

พระครูวินัยธร อารยพงศ์ อารยธมฺโม ให้ข้อมูลสำคัญว่า "รัชกาลที่ 4 ทรงสร้างสิ่งมหัศจรรย์ทรงวางแผนว่าเมื่อทรงพระชนมายุ 60 พรรษา จะสร้างวัดเล็กๆไม่ใหญ่โตมากนัก เผื่อในอนาคตลูกหลานมีสตางค์น้อยก็ยังสามารถมาช่วยบำรุงวัดท่านได้ พระองค์ทรงมีพระอัจฉริยภาพวางแผนล่วงหน้า 3-4 ปี แต่ทรงใช้เวลาก่อสร้างวัดเพียง 7 เดือน งานทุกอย่างล้วนสวยงามวิจิตร คนมีบุญ มีเงิน มีปัญญา มีอำนาจทำอย่างนี้ไม่ได้ เพราะจะเลือกซื้อ และซื้อคนที่จะทำสำเร็จได้ ต้องประกอบด้วยแรงศรัทธาในพระพุทธศาสนา พระองค์ทรงบอกบุญเรี่ยไรให้ผู้คนหิ้วโอ่ง ไห ตุ่ม เป็นหมื่นๆใบเพื่อมาถมที่ดิน ใครมีกระเทียม กะปิ น้ำปลา ภาชนะเซรามิค แลกเป็นตั๋วดูละครเพื่อร่วมบุญการกุศลในการสร้างวัดใหม่หลังนี้"

เป็นที่กล่าวขานกันว่าบรรดาไห กระเทียมที่ยังอยู่ในสภาพดีถูกพบหลังจากเจ้าหน้าที่กรมศิลปากรขุดเจอภายในวัดราชประดิษฐ์สถิตมหาสีมาราม ระหว่างที่มีการบูรณะวัด ซึ่งตรงตามที่ปรากฏในหมายรับสั่งของ พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 4 ที่พระองค์ทรงขอเรี่ยไรไห กระเทียมจีนจากชาวบ้าน เนื่องจากมีความทนทาน เพื่อนำมาอัดทรายให้เป็นฐานรากที่แข็งแรงของดินก่อนการสร้างวัดเมื่อ 149 ปีก่อน ซึ่งถือเป็นการภูมิปัญญาของคนในสมัยโบราณ คาดว่ามีไห กระเทียมมากกว่า 10,000 ใบกระจายอยู่ในพื้นที่ 2 ไร่เศษของวัดแห่งนี้

"ในสมัยก่อนผู้คนมีจำนวนน้อยมาก พระองค์โปรดที่จะปิดประกาศข้อความเป็นลายลักษณ์อักษร ไม่ใช่เป็นการป่าวประกาศทำให้ผิดเพี้ยนผู้คนคิดตีความไปต่างๆนานา จะเห็นได้ว่าในสมัยของพระองค์จะมีการบันทึกพงศาวดารทุกฉบับ พระองค์โปรดงานอะไรก็ทรงให้นายช่างช่วยกันสร้างมาไว้ที่วัดแห่งนี้ ดาวเพดานวัดสุวรรณาราม อยุธยา บานประตูหน้าต่างวัดสุทัศน์ฯ บานประตูประดับมุกจากญี่ปุ่น วัดนางชี ก็ทรงนำมาสร้างรวมไว้ที่วัดเล็กๆแห่งนี้ใครอยากเห็นสิ่งมหัศจรรย์ความสวยงามก็ต้องมาที่วัดเก่าแห่งนี้ ตอนนี้อาตมาคุมการซ่อมแซมวัดตั้งแต่ปี 2549 จนถึงปี 2557 ยังไม่แล้วเสร็จ อาตมาเดินทางไปประเทศอังกฤษด้วยตัวเองเพื่อติดต่อช่างซ่อมระฆังจากบริษัทเดิมมาซ่อมแซม ช่างจากญี่ปุ่นมาซ่อมมุกจึงได้ทราบปัญหาว่าช่างฝีมือญี่ปุ่นขาดแคลน ขณะนี้มีช่างอยู่ในวัย70กว่าปี เพียง 10 คนเท่านั้น อาตมาต้องอนุเคราะห์ขอคนรุ่นใหม่จากวิทยาลัยในวังชาย ช่างสิบหมู่เรียนรู้กระบวนการซ่อมแซมเพื่ออนุรักษ์ศิลปวัฒนธรรมไทยที่วัดนี้ ดังนั้น เงินทุกบาททุกสตางค์ที่ใช้ในการซ่อมแซมวัดเป็นเรื่องของการบอกบุญบริจาคด้วยแรงศรัทธาทั้งหมด ไม่ได้ใช้งบประมาณของวัดแต่อย่างใด" พระครูวินัยธร อารยพงศ์ อารยธมฺโม กล่าวอย่างอารมณ์ดี

ในช่วงแรกนั้นรัชกาลที่ 4 พระราชทานนาม วัดราชประดิษฐสถิตธรรมยุติการาม เพื่ออุทิศถวายแด่พระสงฆ์ คณะธรรมยุติกนิกายโดยเฉพาะ เนื่องจากครั้งยังทรงพระผนวชอยู่ ทรงเป็นหัวหน้านำพระสงฆ์ชำระข้อปฏิบัติ ก่อตั้งคณะสงฆ์ฝ่ายธรรมยุติกนิกายขึ้น พระอารามนี้จึงเป็นพระอารามแรกของคณะสงฆ์ธรรมยุติ นับเป็นสิ่งมหัศจรรย์อีกอย่างหนึ่งของวัดเก่าแห่งนี้ ต่อมาได้พระราชทานเปลี่ยนนามใหม่เป็น วัดราชประดิษฐสถิตมหาสีมาราม เพื่อให้เหมาะสมกับเป็นที่ประดิษฐานหลักเสมา ซึ่งมีคำจารึกคาถาบาลีและภาษาไทย ซึ่งเป็นบทพระราชนิพนธ์รวมสิบหลัก

ในเวลาต่อมา พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 5) ได้โปรดเกล้าฯให้ปฏิสังขรณ์ และโปรดเกล้าฯให้บรรจุพระบรมอัฐิบางส่วนของรัชกาลที่ 4 พระบรมชนกนาถลงในกล่องศิลา แล้วนำมาประดิษฐานไว้ในพระพุทธอาสน์ในพระวิหาร ตามพระราชกระแสรับสั่งรัชกาลที่ 4 ก่อนเสด็จสวรรคต

ในสมัยพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 6) ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯให้สร้างประสาทยอดปรางค์แบบขอมขึ้น2หลัง ตั้งอยู่บนลานไพทีด้านตะวันออกและด้านตะวันตกของพระวิหาร ปราสาททั้งสองหลังมีรูปร่างส่วนสัดคล้ายกันมากและมีขนาดเท่าๆกัน ภายในพระวิหารหลวงพระประธานที่ประดิษฐานอยู่ภายใต้ซุ้มบุษบกบนฐานชุกชี ทรงพระนามว่า "พระพุทธสิหังคปฏิมากร" เป็นพระพุทธรูปปางสมาธิ รัชกาลที่ 4 โปรดเกล้าฯให้จำลองมาจากพระพุทธสิหิงค์องค์ที่ประดิษฐานอยู่ ณ พระที่นั่งพุทไธศวรรย์พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ กรุงเทพฯ ด้วยทรงนับถือปฏิบัติบูชาด้วยพระราชศรัทธาเป็นพิเศษว่าเป็นพระพุทธรูปที่มีพระพุทธสิริลักษณ์งดงาม จึงเป็นสิ่งมหัศจรรย์ที่ควรกราบไหว้สักการบูชายิ่ง

บนแท่นบูชาเบื้องหน้าซุ้มบุษบกเป็นที่ประดิษฐานพระพุทธรูปสำคัญอีกองค์หนึ่งคือ พระพุทธนิรันตราย เป็นพระพุทธรูปหล่อด้วยทองสัมฤทธิ์กะไหล่ทอง มีพระพุทธลักษณะประทับนั่งสมาธิเพชร เบื้องหลังมีซุ้มเรือนแก้วเป็นพุ่มมหาโพธิ์ มีอักษรขอมจำหลักลงในวงกลีบบัวข้างหน้าและข้างหลัง เป็นคาถาพุทธนวหรคุณตั้งแต่อรหังสัมมา สัมพุทโธจนถึงภควา ยอดเรือนแก้วเป็นรูปพระมหามงกุฎ ฐานรององค์พระเป็นที่สำหรับรับน้ำสรง มีท่อเป็นรูปศีรษะโค แสดงเครื่องหมายพระโคตมโคตร พระนิรันตรายทรงถือว่าเป็นวัตถุมงคลควรตั้งในพระราชพิธี แต่จะเสี่ยงมากเกินไปเพราะเป็นพระพุทธรูปทองคำ จึงโปรดเกล้าฯให้หล่อพระพุทธรูปตามแบบรัชกาลที่ 4 ไม่มีซุ้มเรือนแก้วนำมาครอบรวมไว้อีกองค์หนึ่ง

ขอเชิญพสกนิกรชาวไทยร่วมเป็นเจ้าภาพพระนิรันตรายถวาย 150 วัด กับวัดราชประดิษฐสถิตมหาสีมาราม โดยสามารถบริจาคบูชาองค์ 12,000 บาท หรือตามกำลังศรัทธา ทางวัดจะจารึกชื่อเจ้าภาพและนามวัด ที่ได้รับการถวายที่ฐานพระทุกองค์ และมอบพระกริ่ง-พระชัยวัฒน์นิรันตรายสามกษัตริย์ 1ชุด แก่เจ้าภาพที่ถวายทั้งองค์ ติดต่อขอร่วมเป็นเจ้าภาพได้ที่สำนักงานโครงการบูรณปฏิสังขรณ์วัดราชประดิษฐสถิตมหาสีมาราม ในพระบรมราชูปถัมภ์ โทร.0-2622-2076, 08-6511-7234 08-6500-6123 08-4462-4599หรือโดยการโอนเงินเข้าธนาคารกรุงเทพ สาขาถนนตะนาว ออมทรัพย์ เลขที่บัญชี 111-4-28953-9 ชื่อบัญชี "โครงการเททองหล่อพระนิรันตราย 150 ปี วัดราชประดิษฐฯ" และโปรดส่งเอกสารการโอนเงิน พร้อมชื่อ-นามสกุล และที่อยู่-เบอร์โทร.ติดต่อ เพื่อจะได้ประสานงานและออกใบอนุโมทนาบัตร ได้ที่โทรสาร0-2622-2076และ0-2622-2926หรือที่ Email : Trajapradith@hotmail.com

เจดีย์ประธาน คือ ปาสาณเจดีย์ ตั้งอยู่ด้านหลังวิหารหลวง มีระเบียงคดล้อมรอบ เป็นเจดีย์ก่ออิฐถือปูน ลักษณะเจดีย์เป็นทรงระฆังในสมัยอยุธยามีมาลัยเถารองรับองค์ระฆัง บัลลังก์สี่เหลี่ยมที่ก้านฉัตรมีเสาหามโดยรอบ เป็นรูปแบบที่พบในสมัยรัชกาลที่ 4 วัดบวรนิเวศวิหาร วัดโสมนัสวิหาร วัดมกุฎกษัตริย์ ในขณะที่วัดอื่นๆ เป็นการลงรักปิดทองและหุ้มด้วยกระเบื้องสีทอง

ที่วัดเล็กๆของเจ้านายแห่งนี้มีสิ่งมหัศจรรย์สำคัญที่นับเป็นบุญตาสำหรับพุทธศาสนิกชนก็คือ รูปหล่อสมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราชสา ปุสฺสเทโว สมเด็จพระสังฆราชองค์ที่ 9 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ ทรงเป็นเจ้าอาวาสองค์แรกของวัดราชประดิษฐสถิตมหาสีมาราม ทรงเป็นศิษย์หลวงในรัชกาลที่ 4 ทั้งยังทรงเป็นที่เคารพรักและพระราชศรัทธายิ่งของ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 5) ทรงมีพระฉายานามว่าสังฆราช 18 ประโยค (ทรงพระผนวชสองครั้ง และสอบเปรียญ 9 ประโยคได้ทั้งสองครั้ง) ทั้งยังทรงเป็นพระอาจารย์ของ สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์ และ สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ เมื่อครั้งสมเด็จพระสังฆราชสา ปุสฺสเทโว ทรงมีพระชนมายุได้ 18 ชันษา เป็นสามเณรเปรียญ 9 ประโยครูปแรกของกรุงรัตนโกสินทร์ ทรงเข้าสอบพระปริยัติธรรมทรงแปลพระปริยัติธรรมแบบปากเปล่าได้อย่างรวดเร็วต่อพระพักตร์พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระสังฆราช ตลอดจนพระเถระผู้ใหญ่ผู้เป็นเปรียญเอกอีกมากมาย ยังทรงเป็นพระเถระผู้เป็นองค์ต้นวงศ์ของคณะธรรมยุติกนิกายหนึ่งในสิบรูป

ฝีมือปฏิมากรชาวสวิส ชื่อ "เวนิง" เป็นผู้ปั้นและหล่อสมเด็จพระสังฆราชสา ทั้งนี้ สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์ และ สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ ลูกศิษย์เป็นผู้ให้หล่อขึ้นเมื่อ พ.ศ.2470

ภายในบริเวณสังฆาวาส ยังมีปูชนียวัตถุยืนตระหง่านแพรวพราวอยู่ไม่ห่างไปจากกำแพงกั้นเขต คือหอระฆัง เป็นแบบทรงไทยรูปทรงคล้ายมงกุฎ มีลวดลายศิลปะแบบไทยๆประดับอยู่เต็มไปหมด ลวดลายติดกระจกสีเด่นเป็นสง่า มีภาพจิตรกรรมฝาผนัง สุริยคราส คนส่องสำรวจดวงดาวเป็นอนุสรณ์ให้นึกถึงเหตุการณ์สำคัญในปลายสมัยรัชกาลที่ 4 ทรงเป็นนักดาราศาสตร์ที่ทั่วโลกให้การยอมรับถึงพระอัจฉริยภาพของพระองค์ท่าน ทรงศึกษาจากตำราไทย-มอญ อังกฤษ อเมริกัน อย่างชำนิชำนาญ ทรงคำนวณให้ประชาชนได้ทราบว่าจะเกิดสุริยุปราคามองเห็นชัดเจนในเมืองไทย มีศูนย์กลางที่ ตำบลหว้ากอ ประจวบคีรีขันธ์ เมื่อวันที่ 18 สิงหาคม 1411 เป็นอีกพระภารกิจของพระองค์ท่านที่ทรงสร้างชื่อเสียงให้กับเมืองไทย เมื่อพระองค์เสด็จฯกลับจากหว้ากอ ก็ประชวรเนื่องจากได้รับเชื้อมาลาเรีย ประชวรได้เพียง 14 วัน ก็สวรรคต เป็นภาพประวัติศาสตร์จะบันทึกความทรงจำเพื่อน้อมรำลึกถึงล้นเกล้ารัชกาลที่4อยู่มิรู้วาย

บนผนังรอบๆภายในพระวิหารหลวง เป็นภาพเขียนด้วยสีฝุ่น รูปเทพยดาอารักษ์ที่มีวิมานและไม่มีวิมาน มีความงดงามเป็นเลิศ ทั้งยังมีภาพพระราชพิธีสิบสองเดือน ซึ่งมีคุณค่าทางประวัติศาสตร์และโบราณคดี มีขึ้นตั้งแต่แรกสร้างกรุงทวารวดีศรีอยุธยา โบราณเป็นพระราชพิธีซึ่งพระเจ้าแผ่นดินไทยทรงประกอบขึ้นเพื่อความเป็นสิริมงคลต่อประเทศชาติบ้านเมืองทุกปี มีการบันทึกว่าเขียนขึ้นในสมัยรัชกาลที่ 5 ครั้งโปรดเกล้าฯให้บูรณะซ่อมแซมวัดราชประดิษฐสถิตมหาสีมาราม ฯลฯ

พระครูวินัยธร อารยพงศ์ อารยธมฺโม ก่อนบวชมีชื่อจริงว่า อารยพงศ์ เชงเจริญ เป็นชื่อที่ คุณย่าอารีย์ เทศเพ็ญบริรักษ์ ซึ่งเป็นครูสอนภาษาไทย โรงเรียนประจำจังหวัดอ่างทอง เป็นผู้ตั้งชื่อให้ เนื่องจากพ่อและแม่ ชื่อ อารีย์-นิชาพัฒน์ เป็นคนเมืองอ่างทองด้วยกันทั้งคู่ "พระต้นได้รับการเลี้ยงดูจากคุณย่าตั้งแต่เล็กๆ คุณย่าสอนทุกอย่างทั้งเรื่องเรียน ตลอดจนเรื่องการใช้ชีวิต ถ้าคุณย่ายังมีชีวิตอยู่ถึงวันนี้จะมีอายุ 93 ปี โยมย่าเสียชีวิตตอนอาตมาบวชเณรอายุ 18 ปี คุณย่าเป็นคนสวยงามมาก คุณย่าแต่งงานสองครั้ง แต่งงานกับปู่คนแรก มีลูก 5 คน ในจำนวนนั้นมีลูกฝาแฝดด้วย คุณย่าแต่งงานอีกครั้งหนึ่งกับปู่คนใหม่ มีลูกอีก5คน หลังจากที่คุณปู่สิ้นไปแล้ว คุณย่าเคยใช้นามสกุลเชงเจริญของคุณปู่ ก็กลับไปใช้นามสกุลเก่า เทศบริรักษ์ ที่มีความหมายว่าแขกเทศ ด้วยบรรพบุรุษเป็นคนอยุธยา วัดแม่นางปลื้ม อยุธยาที่มีหน้าตาคมเข้มเสมือนมีเชื้อสายจากต่างประเทศ"

นิชาพัฒน์ มารดาของ พระครูวินัยธรอารยพงศ์ อารยธมฺโม นักธุรกิจหญิงรับเหมาผักสดส่งขายในห้างสรรพสินค้าเทสโก้โลตัส ส่วนบิดาเกษียณอายุ และแยกไปมีครอบครัวใหม่ พระครูวินัยธรอารยพงศ์ อารยธมฺโม เป็นหลานชาย พระราชญาณดิลก เจ้าคณะจังหวัด เจ้าอาวาสวัดปลดสัตว์ จังหวัดอ่างทอง "โยมยายเป็นน้องสาวของ พระราชญาณดิลกเจ้า คุณทองเป็นน้องรัก และโยมแม่เป็นหลานรักของหลวงตา หลวงตาบวชเป็นเณรตั้งแต่อายุ16ปี และบวชต่อเนื่องจนถึงปัจจุบัน ส่วนอาตมาบวชเณรที่อ่างทอง อายุ 18 ปี ตอนนั้นคิดว่าบวชเณรสนุกๆ เล่นๆ โรงเรียนเปิดเทอมแล้วเณรก็ยังไม่สึก ยังอยู่ที่วัดกับเจ้าคุณหลวงตา ตอนนั้นอาตมาเรียนคอมพิวเตอร์ธุรกิจที่เทคโนโลยีสยาม บ้านอยู่บางแค แม่ทำงานอยู่ย่านปากคลองตลาด เจ้าคุณหลวงตาส่งอาตมาไปเรียนหนังสือที่วังน้อย มหาวิทยาลัยสงฆ์ สมัยเรียนหนังสืออาตมาใช้โทรศัพท์มือถือราคา4หมื่นบาท เมื่อต้องไปเรียนหนังสือที่วังน้อย ตกใจห้องนอนไม่มีประตู เป็นผ้าปล่อยลงมา ตอนนั้นเณรก็มอมแมมไปหมด ในที่สุด เจ้าคุณหลวงตาก็ส่งอาตมาเข้ามาอยู่ที่วัดกรุงเทพฯ ให้เลือกว่าจะเข้ามาอยู่วัดไหน วัดอนงคาราม และวัดอื่นๆอีก4วัด อาตมาก็เลือกวัดราชประดิษฐสถิตมหาสีมารามราชวรวิหาร คลับคล้ายคลับคลาว่าเคยผ่าน แต่ไม่ได้เคยเข้ามาถึงตัววัด เพราะหลวงตาบอกว่าอยู่ไม่ไกลจากปากคลองตลาดด้วย โยมแม่ทำงานอยู่ย่านปากคลองตลาดจะได้อยู่ใกล้โยมแม่"

เมื่อพระต้นย่างก้าวเข้ามาในวัดราชประดิษฐสถิตมหาสีมารามราชวรวิหาร ก็รู้สึกประทับใจเป็นอย่างยิ่ง "วัดนี้สวยงามมาก มองเห็นตัวโบสถ์ขาวโพลนไปทั้งวัด อาตมาเดินเล่นในวัดอยู่หลายวัน เจ้าอาวาสองค์ปัจจุบันนัดหมายว่าอีก 2 วันก็จะได้เข้าไปกราบหลวงพ่อเจ้าอาวาสองค์ก่อน เจ้าอาวาสองค์ก่อนก็ถามว่าชื่ออะไรหรือ" "อาตมาก็ตอบว่าชื่ออารยพงศ์ครับ" "ท่านถามอีกว่าเกิดวันอะไรล่ะ" "อาตมาก็ตอบว่าเกิดวันอาทิตย์ แต่จริงๆแล้วตีสามยังถือว่าเป็นวันเสาร์อยู่" เจ้าอาวาสองค์ปัจจุบันก็เรียนเจ้าอาวาสองค์เก่าว่า "จะให้เปลี่ยนชื่อใหม่ เพราะอาริยะสูงไป เดี๋ยวคนจะเรียกขานว่าเป็นพระอารยะ พระอาริยะท่านเจ้าอาวาสก็บอกว่าเขามาดีแล้วจะไปเปลี่ยนชื่อเขาทำไมกัน เจ้าอาวาสจึงตั้งฉายานามให้ชื่อใหม่ว่าอารยะธัมโม จนถึงทุกวันนี้ สมเด็จฯก็บอกว่าจะให้ไปเรียนหนังสืออยู่กับเจ้าคุณราชบัณฑิต เจ้าอาวาสมีชีวิตอยู่ได้อีก 2 ปี ท่านก็มรณภาพ หลวงพ่อที่อาตมาอยู่ด้วยก็ได้เป็นเจ้าอาวาส อาตมาก็ได้รับมอบหมายงานให้ทำหน้าที่เป็นเลขานุการเจ้าอาวาสเท่ากับว่าสนองงานท่านตั้งแต่เมื่อครั้งยังเป็นเณร"

นับได้ว่าเป็นเรื่องมหัศจรรย์ใจอย่างยิ่ง ที่พระครูวินัยธรอารยพงศ์ อารยธมฺโม ห้อยพระเครื่องที่วัดราชประดิษฐสถิตมหาสีมารามราชวรวิหาร ตั้งแต่ก่อนบวชเป็นเณร "อาตมาคล้องคอห้อยพระเครื่องอยู่องค์หนึ่งมาโดยตลอดทุกวัน นี้ก็ยังคล้องคออยู่ จำได้ว่าเมื่อปี2537 เจ้าคุณหลวงตามางานที่วัดราชประดิษฐฯ แล้วแวะไปหาโยมแม่พร้อมกับมอบพระเครื่องให้กับแม่บอกว่า "ไปงานมาได้พระเครื่องมาให้แม่เก็บไว้ อาตมาเห็นแม่เก็บพระเครื่องไว้ที่หัวเตียง อาตมาบอกว่าพระเครื่ององค์นี้สวยดี ต้นขอแม่เอาไปเลี่ยมทองห้อยติดคอมาโดยตลอด โดยไม่เคยรู้ว่าเป็นพระนิรันตราย วัดราชประดิษฐฯ จนก่อนบวชเณร อาตมาก็ไม่เคยรู้จักวัดนี้มาก่อน แต่เมื่อบวชเณรแล้วมาจำพรรษาอยู่ที่วัดราชประดิษฐฯ ถึงได้มาดูพระเครื่องที่ห้อยคอมาตลอดตั้งแต่ปี 2537 ถึงได้รู้ว่าเป็นพระรูปที่พระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 ทรงเจิมและสาหร่ายเป็นเรื่องมหัศจรรย์อย่างยิ่งที่อาตมาได้มาอยู่ที่วัดประจำรัชกาลที่ 4 แห่งนี้ และได้มีโอกาสทำงานที่ลุล่วงไปด้วยดี ไม่ใช่เป็นเรื่องที่อาตมาเก่ง แต่อาตมาได้รับการดูแลจากเจ้านายในหลายราชสกุลที่เห็นอาตมาตั้งแต่ครั้งยังเป็นเณรต้น จนวันนี้อาตมาเป็นพระภิกษุ อายุ 35 ปีแล้ว"

พระครูวินัยธรอารยพงศ์ อารยธมฺโม กล่าวด้วยความเคารพนับตั้งแต่ พลเรือเอก นายแพทย์ หม่อมเจ้าปุสาณ สวัสดิวัตน์ ปนัดดาในพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงปฏิบัติหน้าที่ในฐานะพระบรมวงศานุวงศ์ที่ใกล้ชิดใน รัชกาลที่ 4 ด้วยทรงเป็นพระโอรสในสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้าสวัสดิโสภณ กรมพระสวัสดิวัตน์วิศิษฐ์ และ หม่อมเร่ สวัสดิวัตน์ (บุนนาค) นอกจากนี้ยังมี หม่อมราชวงศ์เอมจิตต์ จิตรพงศ์ แห่งวังปลายเนิน เป็นสถานที่ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จฯทรงซ้อมดนตรีไทยที่ตำหนักปลายเนินเป็นประจำทุกสัปดาห์

"การซ่อมแซมบูรณะวัดครั้งนี้เป็นไปอย่างมหัศจรรรย์ เราไม่ได้มีสตางค์ เราไม่ได้ใช้สตางค์ของวัด การจัดงานแต่ละครั้งเป็นการขอบริจาคทรัพย์จากญาติโยมที่รู้จักกัน รายละแสนบาท รายละห้าหมื่นบาท โยมมาช่วยกันให้งานเกิดขึ้นจึงได้มีการเปิดรับบริจาค อาตมาจำได้ว่ารัชกาลที่ 4 ทรงเขียนบันทึกไว้ว่า ท่านอยากสร้างวัดเล็กๆไม่ใหญ่โตมากนัก เผื่อในอนาคตลูกหลานท่านมีสตางค์น้อยก็ยังสามารถมาช่วยกันบำรุงวัดท่านได้ อาตมาทำอะไรรู้สึกถึงเรื่องการประหยัด รู้จักความพอเพียง การมัธยัตถ์ไม่ใช่การตระหนี่ถี่เหนียว อะไรที่สมควรจ่ายก็จ่าย อะไรไม่สมควรจ่ายก็จ่ายไม่ใช่งกไปทุกอย่าง คนชอบบอกว่าความพอเพียงไม่ต้องจ่ายเลย อันนั้นคือขี้เหนียวคบไม่ได้แล้ว พระเจ้าอยู่หัวรับสั่งเรื่องความพอเพียงคือการรู้จักฐานะ รู้จักตัว ไม่ใช่พอเพียงด้วยการกินมาม่า เอาผักมาใส่กันทุกวัน ทั้งๆที่มีบ้านร้อยล้าน ดังนั้น การจัดงานแต่ละครั้ง ธูป เทียนที่โยมนำมาไหว้พระจะต้องมีการแบ่งแยกประเภทมาใช้ เทียนแท่งใหญ่เทียนแท่งเล็ก นำมาจัดเรียงกันใหม่ให้คนได้ใช้ ข้าวของทุกอย่างนั้นไม่ได้จัดซื้อมาใหม่ แต่เป็นการรีไซเคิล ไม่ใช่ซื้อทุกอย่างแล้วกลายเป็นกองขยะเยอะแยะไปหมด เราจะเอาขยะไปถมทะเลลอยไปถึงปากอ่าว ศักยภาพก็ยังไม่ถึง" พระครูวินัยธรอารยพงศ์ อารยธมฺโม กล่าว

ในฐานะที่เป็นวัดเล็กๆของเจ้านาย สิ่งใดอะไรที่ประหยัดได้ เราก็ต้องเลือกประหยัดให้สมกับที่พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 4) ทรงมีพระเจตนาที่ทรงเลือกใช้การรีไซเคิลบอกบุญรับบริจาคในการสร้างวัดใหม่แห่งนี้ วัดนี้จึงเป็นวัดแรกที่เป็นศูนย์รวมของไห กะละมัง กระเทียม กะปิฯลฯ พระองค์ท่านอยากให้พสกนิกรของท่านมาวัดเล็กๆแล้วกราบไหว้สักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์ พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ พระมหากษัตริย์ในระยะเวลาสั้นๆ ขณะนี้ทุกวันอาทิตย์ที่ 4 ของเดือน ทางวัดเปิดให้มีการสอนนั่งสมาธิเล็กๆ เพื่อให้ประชาชนได้ข้ามาร่วมชาร์ตแบตเตอรี่เบาๆ สวดมนต์ 1 ชั่วโมง สอนธรรมะ 15 นาที นั่งสมาธิ เข้าใจธรรมะแบบง่ายๆ เพราะทุกวันนี้คนเราไม่ค่อยมีเวลา จะให้มานั่งสมาธิกันยาวๆ ย่อมเป็นไปไม่ได้ ที่วัดนี้ก็ไม่ได้เจาะจงต้องนุ่งขาว ห่มขาว ห่มสไบ เกล้าผมมวยมาวัด จะสวมชุดอะไรมาก็ได้ อยากให้มาร่วมกันสวดมนต์ด้วยกัน มารู้จักคนกลุ่มเดียวกันที่มีจิตใจศรัทธาอัธยาศัยเดียวกัน คนที่ชอบเที่ยวผับ บาร์ ก็ย่อมพบเพื่อนที่มีนิสัยใจคอเดียวกัน ชอบไปวัดก็ได้พบคนที่มีนิสัยใจคอใกล้เคียงกัน ชอบทำบุญทำทาน มีจิตใจเป็นกุศล มาสร้างวาสนา สร้างบารมี วาสนาเป็นเรื่องที่เราทำซ้ำๆกัน คนเรามีสติสัมปชัญญะก็ต้องคิดตัดสินใจด้วยว่าเราเข้ากับคนกลุ่มไหนได้บ้าง บางกลุ่มมีเวลาว่างมากก็จับกลุ่มทำกิจกรรม

"อาตมาอยากเชิญชวนผู้มีอุปนิสัยใกล้เคียงกันมาต่อยอดบุญ การทำบุญไม่ได้หมายความว่าเอาสตางค์มาใส่ตู้ แต่มาร่วมบุญสวดมนต์ด้วยกัน พบปะกัน ศึกษาพระพุทธศาสนา ผู้คนมีอัธยาศัยร่วมกัน เราพบปะกัน เราเป็นสัตว์สังคม เมื่อได้พบกับกลุ่มกัลยาณมิตรที่ดี จะนำพาให้เรามีชีวิตสงบสุข อยู่อย่างร่มเย็นเป็นสุข หลายคนมาวัดเพื่อหาผลประโยชน์ ขายดอกไม้ ธูป เทียน แต่เมื่อมาถึงวัดนี้เกิดคำถามว่าจะไปขายใคร คนที่จะเข้ามาแสวงหาผลประโยชน์ก็ต้องถอยกลับไป แต่คนที่มีสติปัญญาชอบอยู่เงียบๆรักความสงบ ก็จะกลับมาวัดนี้ใหม่" พระครูวินัยธรอารยพงศ์ อารยธมฺโม กล่าวให้ข้อคิดปิดท้ายในที่สุด