เมื่อลูกพาแม่ท่องมาเก๊า และ ฮ่องกง

ในช่วงจลาจลกลางเมือง
บันทึกนักเดินทาง

ตอนที่ 3 : ลากขาเดินเที่ยว ชิม ช็อป ฮ่องกง ในช่วงจลาจลกลางเมือง วันแรก

ในการเดินทางวันที่สอง ที่ตรงกับวันเสาร์ วันนี้ตื่นสาย เพราะเมื่อคืนกว่าจะกลับจากการท่องราตรีที่มาเก๊าหลังจากเที่ยวจนหมดแรง ปาเข้าไปห้าทุ่มกว่าแล้ว ตื่นมาเก็บข้าวของนำลงไปฝากที่เคาน์เตอร์โรงแรม

หลังจากไปฝากปากท้องกับร้าน McDonald ด้วยอาหารเช้าคนละหนึ่งชุด (ที่นี่มีอะไรแปลกๆ คือเขาแถมแปรงสีฟัน Systema มากับอาหารเช้าด้วยหนึ่งด้าม แปลกดี!!) กลับไป check out ที่โรงแรม เดินลากกระเป๋าไปที่ซากโบสถ์ เซนต์ปอลล์ เพื่อเก็บรูปอีกครั้ง เหมือนเดิม...คือบริเวณนั้นเต็มไปด้วยผู้คน ครั้งนี้ดูจะเยอะกว่าบ่ายเมื่อวานนี้อีก เพราะเป็นช่วงที่ทัวร์หลายคณะไปลง เก็บภาพซากโบสถ์ เซนต์ปอลล์ กับแดดยามเช้าเสร็จ เดินไปเรียกรถ taxi ที่ด้านล่าง ไปที่ท่าเรือมาเก๊า

เนื่องจากออกจากที่พักสายมากแล้ว จึงจำเป็นต้องตัดโปรแกรมเที่ยวมาเก๊าที่เหลือออกทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็น วัดอาม่า Fisherman 's Wharf สถานที่ท่องเที่ยวแห่งใหม่ของมาเก๊า ที่อยู่ติดกับท่าเรือเฟอร์รี่มาเก๊า เมื่อก่อนนี้พื้นที่ตรง Fisherman's Wharf (MFW) เป็นทะเลมาก่อน แล้วมีการถมที่เพื่อสร้างเป็น Fisherman's Wharf เราตั้งใจมากที่จะไปชม Fisherman's Wharf ซึ่งเป็น Entertainment complex ขนาดใหญ่ของมาเก๊า มีร้านค้า ร้านอาหาร โรงแรม กาสิโน โรงละคร ศูนย์ประชุม Outlet ที่สำคัญคือ Roman Amphitheatre เป็นโรงละครกลางแจ้ง จำลองรูปแบบสนามกีฬาโคลอสเซียม กรุงโรม พระราชวังจีน ตอนแรกเราวางโปรแกรมมาเที่ยวที่นี่ตอนสาย แล้วข้ามเรือไปฮ่องกงเลย เพราะจากที่นี่สามารถเดินต่อไปยังท่าเรือมาเก๊าเฟอร์รี่ได้ แต่ตื่นสาย เป็นอันว่าชวดสถานที่แห่งนี้ไป

เรามาทันเรือเฟอรี่รอบ 10.30 น. สำหรับการข้ามเรือเฟอรี่ไม่มีอะไรยุ่งยาก เมื่อลงจากรถ เดินขึ้นไปบนอาคารชั้น 2 ซึ่งเป็นสถานที่จำหน่ายตั๋วเรือ ผู้ให้บริการเรือ Ferry จากมาเก๊าไปฮ่องกงจะมีอยู่ 2 เจ้า คือ First Ferry และ Turbo Jet ในส่วนของ First Ferry เรือจะเก่ากว่า Turbo Jet เนื่องจากว่าเปิดให้บริการมานานแล้ว และจะวิ่งช้ากว่า TurboJet สถานที่จอดเรือของ First Ferry จะจอดที่ Hong Kong China Ferry Terminal ฝั่ง Kowloon ย่าน Tsim Sha Tsui ส่วนเรือของ TurboJet จะจอดที่ห้าง Shun Tak Centre ตรงสถานีรถไฟฟ้า MTR Sheung Wan เราเลือก ที่จะไปลงที่ Hong Kong China Ferry Terminal แถว Tsim Sha Tsui ค่าเรือคนละ 170 HKD เรือที่นี่ออกทุก 15 นาที ไม่ต้องรอนาน ซื้อตั๋วปุ๊บต้องรีบไปขึ้นเรือเลย ใกล้เวลาเรือออกเต็มที ใครที่มีกระเป๋าเดินทางลากขึ้นเรือได้เลย ไม่เสียค่าโหลดกระเป๋า พอซื้อตั๋วเรือเสร็จจะต้องผ่าน ตม.มาเก๊า ก่อนจึงจะไปลงเรือได้ เมื่อเดินมาถึงที่ Gate ขึ้นเรือมีเจ้าหน้าที่ยืนติดหมายเลขที่นั่งให้ พอลงเรือ จะนำกระเป๋าไปเก็บที่ชั้นวางกระเป๋า แต่เจ้าหน้าที่บนเรือห้ามไม่ให้วาง ให้ลากกระเป๋าไปวางที่ที่นั่ง เป็นงง??? ชั้นวางกระเป๋าก็ว่างอยู่หลายชั้น

เรือออกตรงเวลา พอเรือแล่นมาได้ซักพักก็มีพนักงานมาแจกใบ ตม.ฮ่องกง เรือเฟอร์รี่แล่นเร็วมาก ใช้เวลามาถึงฮ่องกงประมาณหนึ่งชั่วโมง

ก่อนลงเรือ เร่งรีบจนลืมกินยาแก้เมาเรือ โชคดีที่ไม่เป็นไร

เมื่อถึงฮ่องกง เรือจอดที่ท่าเรือ Hong Kong China Ferry Terminal ท่าเรือนี้อยู่ฝั่งเกาลูน พอลงจากเรือ มีทางเดินเข้าอาคารผู้โดยสาร ผ่านด่าน ตม. เหมือนกับตอนผ่านเข้าเมืองที่สนามบิน แต่ ตม. ที่ด่านท่าเรือแห่งนี้ดูสบายๆ ออกจากท่าเรือ Hong Kong Macau Ferry Terminal เดินทะลุเข้ามาในห้างสรรพสินค้าใหญ่ มีร้านค้าทุกแบบ และทุกแบรนด์จากทั่วโลกจำหน่าย เชิญชวนช็อปกันตั้งแต่เริ่มเข้าเมืองเลยทีเดียว ลากกระเป๋าเดินทะลุลงมาด้านล่างที่เป็นถนน Canton เลี้ยวขวา เดินไปเรื่อยๆ วันนี้อากาศที่ฮ่องกงไม่หนาวเลย ออกจะร้อนเสียด้วยซ้ำ เดินกันมาจนถึงห้างสรรพสินค้าGateway และเดินต่อไปอีกจนถึงสี่แยกไฟแดง ข้ามถนนไปที่ถนน Haiphong ซึ่งเป็นถนนที่เชื่อมถนน Canton และถนน Nathan เป็นถนนอีกเส้นที่มีเสน่ห์ด้วยบรรยากาศที่ค่อนข้างผ่อนคลาย มีกลิ่นอายท้องถิ่นแบบคนฮ่องกงให้ได้สัมผัส มีร้านค้าขายของท้องถิ่น อาหารแห้ง ของที่ระลึก เครื่องสำอาง ร้านขายของแบรนด์เนมมือสอง เดินไป ถ่ายรูปไป สนุกสนานประสาแม่ลูก

บรรยากาศของฮ่องกงในวันจลาจล (ตามข่าว) แต่ที่เราเห็น คือ ภาพการใช้ชีวิตปกติของชาวฮ่องกงที่มีแต่ความเร่งรีบ แข่งกัน วิ่ง แข่งกันเดิน ถูกแซงถูกชนเป็นเรื่องธรรมดาของที่นี่...ตามท้องถนน

ต่างกับเรา...แม่ลูก ที่เดินกันชิวชิว ถ่ายselfie กันอย่างสนุกสนาน จนผ่านสวนสาธารณะเมืองกำแพงเกาลูน "Kowloon Walled City Park" สถานที่ประวัติศาสตร์ที่สำคัญแห่งหนึ่งของฮ่องกง แต่เดิมบริเวณนี้เคยเป็นชุมชนแออัดมาก่อน เป็นแหล่งรวมของทุกอย่างที่เป็นสิ่งผิดกฎหมาย ด้วยเป็นพื้นที่ส่วนที่รัฐบาลของอังกฤษไม่สามารถเข้ามายุ่งเกี่ยวได้ และทางรัฐบาลจีนก็ไม่ได้ให้ความสนใจ พื้นที่นี้จึงกลายเป็นบริเวณที่อยู่นอกกฎหมาย กลายเป็นแหล่งรวมของผิดกฎหมายมากมาย ในที่สุดทางรัฐบาลจีนจึงมีแผนจะทำลายเมืองกำแพงเกาลูนลง โดยเริ่มประกาศแผนการ ในปี 1987 และเริ่มไล่ที่คนที่อยู่ภายในออก ในปี 1991-1992 จากนั้นจึงเริ่มทำการรื้อเมืองกำแพงออก ในช่วงปี 1993-1994 และในปี 1995 สวนสาธารณะแห่งใหม่ก็ได้ถูกสร้างขึ้นแทนที่เมืองกำแพงที่ถูกทำลายไป โดยภายในยังหลงเหลือซากบางส่วนจากในอดีตให้ได้เห็น เช่น ซากประตูใต้ และอาคารที่ทำการหยาเหมิน นอกจากนั้นก็มีการสร้างสวนจีนขึ้นมาแทนที่กลายเป็นสวนสวยงาม เราไม่ได้เข้าไปชมสวนสาธารณะแห่งนี้ แค่เดินผ่านมองเข้าไป เห็นความเขียวชอุ่มร่มรื่น เดี๋ยวเราจะเดินทะลุไปที่ถนนนาธาน (Nathan Road) ย่าน Tsim Sha Tstui

แล้วเราก็มาโผล่ย่าน Tsim Sha Tsui จิมซาจุ่ย ในที่สุด เดินหา Mirador Mansion ไม่ยาก เพราะตั้งอยู่บริเวณที่เราข้ามถนน Nathan มาไม่ไกล สภาพหน้าอาคารแออัด ผู้คนเดินขวักไขว่พลุกพล่าน ด้านล่างของอาคารมีร้านค้าเต็มไปหมด

เราจอง ยูเอสเอ โฮเต็ล (USA Hostel) เหตุผลหลักที่เลือกโรงแรมนี้คือ ตั้งอยู่ใจกลางย่าน Tsim Sha Stui เป็นทำเลที่ดีเยี่ยมของฮ่องกง เป็นสถานที่รวมแหล่งช็อปปิ้ง และสถานบันเทิงของเกาลูน ห่างจากห้างสรรพสินค้าใหญ่ๆ และอ่าววิคตอเรียไม่ไกล สามารถเดินไปยังสถานีรถไฟ MTR Tsim Sha Stui ได้ ทำให้การเดินทางไปยังสถานที่ท่องเที่ยวต่างๆ ง่ายดายยิ่งขึ้น เราจองห้องพักที่แพงที่สุดของ USA Hostel เป็นห้องมุม มีหน้าต่างกระจกกว้างสองด้าน ขนาดห้องไม่ใหญ่นัก แต่...ห้องน้ำน่ะสิ....เล็กที่สุด นับแต่เคยเจอมาทีเดียว แต่กระนั้นก็มีสิ่งอำนวยความสะดวกพื้นฐานสำหรับห้องน้ำครบครัน ยกเว้นผ้าเช็ดตัว สบู่ แชมพู ตามสไตล์ที่พักแบบ Hostel

ที่เล่ามานี้ เรายังไม่เจอตอนขึ้นมา check in นะ...ขอบอก ตอนเรามาถึง ประมาณเกือบบ่ายสองโมงครึ่ง หลังจากรอคิวคนที่มา check in เกือบครึ่งชั่วโมง เมื่อถึงคิว ยื่น Hotel Voucher + passport ให้พนักงานต้อนรับ มีการเรียกมัดจำ Key card เป็นเงิน 1,500 บาท (รับทั้งเงินฮ่องกงและเงินไทย เนื่องจากเราต้องการเก็บเงินฮ่องกงไว้ใช้จ่าย จึงจ่ายมัดจำกุญแจเป็นเงินไทย) พนักงานต้อนรับบอกว่าห้องพักที่เราจองไว้ยังทำความสะอาดไม่เสร็จ ต้องรออีกสองชั่วโมง โห!!! อะไรกันเนี่ย ฝากกระเป๋าแล้วลงลิฟต์มาหาอาหารมื้อแรกที่ฮ่องกงกันก่อนแล้วกัน เดี๋ยวจะไปช็อปปิ้งเบาๆกันแถวที่พักรอบหนึ่งก่อน

ย่านจิมซาจุ่ย (Tsim Sha Tsui) เป็นย่านช็อปปิ้งชื่อดังของเกาะฮ่องกง ที่คนไทยทั่วๆไปก็ต้องรู้จัก และพูดกันหนาหูติดปากมานาน ตั้งอยู่บริเวณริมอ่าววิคทอเรียของฝั่งเกาลูน เมื่อพูดถึง Tsim Sha Stui ทุกคนก็ต้องนึกถึง ถนน Nathan ซึ่งทอดยาวตั้งแต่ Tsim Sha Stui ไปจนถึงย่าน Prince Edward นับเป็นถนนสายช็อปปิ้งอย่างแท้จริง และเป็นเสน่ห์อย่างหนึ่งของฮ่องกง ที่ทั้งสองฟากฝั่งของถนน จะเต็มไปด้วยร้านค้าต่างๆมากมาย ทั้งเสื้อผ้าแบรนด์เนมชื่อดังทั่วโลก เครื่องหนังชั้นดี ห้างสรรพสินค้าทันสมัย ร้านอาหารและภัตตาคารสุดหรู โรงแรมตั้งแต่ระดับเกสต์เฮ้าส์ ไปจนถึงระดับ 5 ดาว

การเริ่มเดินช็อปปิ้ง มักจะตั้งต้นกันที่สถานี Tsim Sha Stui เดินไปตามถนน Nathan มีร้านขายของทั้งเครื่องหนัง เครื่องกีฬา เครื่องใช้ไฟฟ้า กล้องถ่ายรูป ฯลฯ และสินค้าแบบที่เป็นของพื้นเมืองฮ่องกงอยู่ด้วย และตามซอกตึกอันซับซ้อนมากมาย

จนได้เวลานัดหมาย ไปรับกุญแจ ห้องเราอยู่ที่ชั้น 14 ในการเข้าห้องจะต้องทาบ Key card และไขกุญแจเข้าไป ประตูเปิดยากพอสมควร ห้องพักของเราสวยงามตรงตามที่เห็นในโฆษณา ความรู้สึกค่อยดีขึ้นมาหน่อยที่ไม่โดนหลอก อ่านในรีวิว พบว่านักเดินทางบางคน เจอสภาพห้องไม่ตรงกับที่จองไว้ ห้องพักของเรามองจากหน้าต่างทั้งสองบาน สามารถเห็น Tsim Sha Tsui จากมุมสูง มองเห็นพิพิธภัณฑ์อวกาศ ศูนย์วัฒนธรรม พิพิธภัณฑ์ศิลปะฮ่องกง นับว่า...ไม่ผิดหวัง แม้สภาพภายนอกของโรงแรมจะค่อนข้างแย่ ถ้านึกภาพไม่ออก คอภาพยนตร์ฮ่องกงลองนึกภาพตึกสูงที่ผู้คนอยู่กันแออัด ขึ้นลงลิฟต์ทีต้องเข้าคิวยาว บางชั้นที่เป็นที่อยู่อาศัย มีเสื้อผ้าตากกันระเกะระกะ นั่นคือที่พักแถว Tsim Sha Stui ที่เราไปพักกัน

วันนี้ หลังจากการเข้าที่พัก เวลาล่วงไปเกือบบ่ายสามโมง เราคงไปเที่ยวไกลไม่ได้แล้ว เพราะคืนนี้เรามีนัดกับ Symphony of Light ริมอ่าววิคตอเรีย ตอนแรกกะกันไว้ว่าจะไปขึ้นกระเช้านองปิง เพื่อข้ามไปไหว้พระใหญ่โปลิน และไปเที่ยวหาด Repulse Bay ซึ่งเป็นชายหาดที่สวยที่สุดแห่งหนึ่งในฮ่องกง แต่ดูเวลาแล้วไม่น่าจะไปทัน ประกอบกับการเมื่อยล้าแข้งขาที่ต้องเดินไกลเมื่อวานนี้ จึงตัดสินใจเดินช็อปปิ้งแถวถนน Nathan

ร้านค้าริมถนนหรือตามตรอก ซอย แถวถนน Nathan จะขายของแบรนด์เนมกลางๆ เช่น เสื้อผ้าของ Bossin i, Giordano กระเป๋าเดินทางหลากสีวางขาย มีทุกขนาด ราคาไม่แพง ต่อรองได้ โดยเฉพาะที่อาคาร Chungking Mansion ที่อยู่ห่างจาก Mirador Mansion ไปแค่สองช่วงตึก เป็นแหล่งขายกระเป๋าเดินทางราคาถูกตามที่ได้ข้อมูลจากพนักงานต้อนรับที่ USA Hostel แม่-ลูกได้กระเป๋าเดินทางไซส์ 20 นิ้ว และ 25 นิ้วคนละใบ สีเดียวแบบเดียวกัน ใส่ซ้อนกันเป็น 2 in 1 กระเป๋าสองใบลากแค่ใบเดียว

ฮ่องกงจะมีช่วงลดราคาสินค้าแบบลดกระหน่ำเชิญชวนนักช็อปอยู่ 3 ช่วงต่อปี คือ 1. ช่วง Christmas Sales หรือ เรียกอีกอย่างว่า Winter Sales เริ่ม 2 สัปดาห์ก่อนเทศกาลคริสต์มาส และจัดติดต่อกันไปจนถึงช่วงตรุษจีน (ตรุษจีนจะอยู่ช่วงปลายมกราคมถึงต้นกุมภาพันธ์) 2. ช่วง Post Chinese New Year Sales หลังเทศกาลตรุษจีน จะมีการลดราคาประมาณ 1-2 สัปดาห์ 3. ช่วง Summer Sales หรือที่รู้จักกันในชื่อ Hong Kong Shopping Festival จะจัดในช่วงปลายเดือนมิถุนายน-ต้นเดือนกรกฎาคม แต่...เดือนตุลาคมที่เราไปไม่มีเทศกาลลดราคาใดๆ

ฮ่องกงถือเป็นสวรรค์ของนักช็อป เพราะสินค้าที่ซื้อในฮ่องกงนั้น เป็นแบบปลอดภาษี ไม่ต้องทำ Tax Refund ให้ยุ่งยากเหมือนประเทศอื่นๆ ทำให้นักท่องเที่ยวไทยหลั่งไหลไปช็อปปิ้ง และซื้อของฝากที่ฮ่องกงอยู่เป็นประจำ ห้างใหญ่ใจกลางเมืองย่านถนนนาธาน Tsim Sha Stui ย่าน Central Causeway Bay ส่วนใหญ่จะเปิดตั้งแต่ 11.00 - 21.30น.

ฮ่องกงมีอะไรน่าซื้อบ้าง เครื่องสำอางและน้ำหอม เช่น SK-II, Estee Lauder มีวางขาย ทุกที่ในฮ่องกงอย่างเช่น ร้าน SASA, Bonjour, Goodwell (มีคำเตือนจากเพื่อนนักช็อปชาวไทยว่าให้ระวังของปลอมที่ร้าน Goodwell) ของฝากราคาไม่แพงที่น่าสนใจ คือ Lip EOS ในกระปุกรูปไข่หลากสี เสื้อผ้า ร้านเสื้อผ้าอย่าง G2000, Bossini, Giordano นับว่าถูก และสามารถซื้อหาเป็นของฝากจากฮ่องกงให้เพื่อนๆ และญาติๆ

ร้าน SASA กับ Bonjour เป็นพวกร้านขายเครื่องสำอางและน้ำหอม ทั้งเครื่องสำอางแบรนด์ของฮ่องกง ของญี่ปุ่น และแบรนด์ดังอื่นๆ มีสาขามากมายจริงๆ ประมาณ 7-11 หรือร้าน Boots + Watson แต่ SASA กับ Bonjour มากกว่าเยอะมากๆ ทุกร้านมีกระบะบรรจุน้ำหอมขนาดจิ๋วมาตั้งล่อตาล่อใจขาช็อปที่หน้าร้าน น้ำหอมเหล่านี้ราคาไม่แพง ลูกชายได้น้ำหอม CK มาสองขวด ในราคาแสนถูก ชนิดที่....ไม่ซื้อไม่ได้

แต่ในสายตาของผู้เขียนเห็นว่า สินค้าที่ฮ่องกงไม่ถูกกว่าบ้านเราสักเท่าไหร่ (ยกเว้นวัยรุ่นที่ไปช็อปเสื้อผ้าหรือเครื่องสำอาง) และขอแชร์ประสบการณ์การซื้อของที่ฮ่องกง ควรเตรียมถุงผ้าไปด้วย ปกติแล้วเวลาซื้อของ ทางร้านจะไม่ใส่ถุงให้ หากต้องการถุง จะคิดค่าถุงพลาสติกใบละ 0.5 HKD เรื่องนี้นับเป็นนโยบายที่ดีมากเรื่องสิ่งแวดล้อมของฮ่องกง ผู้เขียนมีเป้ผ้าน้ำหนักเบาสะพายหลังติดตัวสำหรับการช็อปปิ้ง จึงไม่ต้องเสียเงินค่าถุง แถมยังช่วยรักษาสิ่งแวดล้อมให้ฮ่องกงอีกด้วย...อิอิ

เดินกันจนตะวันรอน เริ่มอ่อนแสง และแข้งขาอ่อนแรงลงไปเรื่อยๆ นาฬิกาข้อมือบอกเวลา 18.00 น. แล้ว เดินไปตามถนน Nathan ผ่านตึก I T Square ไปที่พิพิธภัณฑ์อวกาศฮ่องกง (Hongkong Space Museum) ตัวอาคารเป็นรูปทรงกลมขนาดใหญ่ พิพิธภัณฑ์แห่งนี้ให้ความรู้เรื่องดาราศาสตร์และเทคโนโลยีอวกาศ มีท้องฟ้าจำลองที่ใหญ่ที่สุดในโลก ไฮไลท์ที่น่าสนใจ คือ Space Theatre ที่มีการจัดแสดงเป็นรอบๆในวันธรรมดา โดยเริ่มตั้งแต่เวลา 13.00 - 20.30น. ใช้เวลาประมาณ 40 นาที และคิดราคาค่าเข้าชมตามที่นั่ง (ผู้ใหญ่ 16, 32 HKD เด็ก 12, 24 HKD) โรงภาพยนตร์อวกาศ OMNIMAX นำเสนอเรื่องราวความรู้ด้านวิทยาศาสตร์และธรรมชาติจากท้องฟ้า ส่วนแสดงนิทรรศการ 2 ส่วน คือ ห้องวิทยาศาสตร์อวกาศ และห้องดาราศาสตร์

ในบริเวณใกล้เคียงกันนี้ มีสถานที่ที่น่าสนใจ มีทั้ง Hong Kong Museum of Art หรือพิพิธภัณฑ์ศิลปะฮ่องกง เป็นอาคารที่มีพื้นที่จัดแสดงมากถึง 6 ชั้น รวบรวมผลงานศิลปะมากมายให้ชม รวมถึงโบราณวัตถุหายากอีกหลายชิ้น เช่น เครื่องปั้นสมัยโบราณ ภาพเขียนเก่าแก่ และภาพเขียนพู่กันจีน เวลาเปิดและปิด : วันศุกร์ - วันพุธ 10.00 - 18.00น. / วันเสาร์ 10.00 - 20.00น. / ปิดทุกวันพฤหัสบดี พิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์ ที่จัดแสดงผลงานด้านวิทยาศาสตร์กว่า 500 รายการ ทั้งด้านคอมพิวเตอร์ หุ่นยนต์ การขนส่ง การสื่อสาร วิทยาศาสตร์กายภาพ วิทยาศาสตร์อาหาร พยากรณ์ศาสตร์ ภูมิศาสตร์ และเทคโนโลยีในครัวเรือน โดย 60% ของผลงานที่จัดแสดง ใช้สื่อแบบอินเตอร์แอ็คทีฟ ช่วยอธิบายความลี้ลับของวิทยาศาสตร์

ถ่ายรูปกับศิลปะแปลกๆ และเดินไปยังเขื่อนที่กั้นน่านน้ำระหว่างฝั่งเกาลูนกับเกาะฮ่องกง ช่วงเวลา 17.30 น. เป็นต้นไป ตึกต่างๆทั่วเกาะฮ่องกงจะพร้อมใจกันเปิดไฟทั้งหมด เพื่อรอรับรัตติกาลของค่ำคืนนี้