การเดินทางของศาสตร์นวดไทย (๒)

จากการดูแลสุขภาพกันเองภายในครอบครัว วิวัฒนาการสู่การรับจ้างนวด จนกระทั่งกลายมาเป็นศาสตร์การแพทย์ทางเลือกที่ได้รับการยอมรับอย่างกว้างขวาง
สถานีศูนย์วัฒนธรรม
ช่างภาพ: 

ตลอดวัฏจักรการเปลี่ยนผันของยุคสมัย นวดแผนไทยสามารถก้าวผ่านช่วงเวลาที่มีทั้งรุ่งเรืองและเสื่อมความนิยม จากการดูแลสุขภาพกันเองภายในครอบครัว วิวัฒนาการสู่การรับจ้างนวด จนกระทั่งกลายมาเป็นศาสตร์การแพทย์ทางเลือกที่ได้รับการยอมรับอย่างกว้างขวาง ปัจจุบันนี้แต่ละปีมีทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติเดินทางเข้ามาศึกษาการนวดเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ พร้อมกันกับจำนวนสถานบริการที่เพิ่มมากขึ้น

สำหรับสถานที่ให้บริการนวดที่มีชื่อเสียงโด่งดังและเป็นที่ยอมรับมีอยู่ ๒ แห่ง ได้แก่ นวดแผนโบราณวัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม (วัดโพธิ์) และ ศูนย์ส่งเสริมสุขภาพแผนไทย สถาบันการแพทย์แผนไทย กระทรวงสาธารณสุข ทั้งสองแห่งนี้มีรูปแบบการนวดแตกต่างกัน คนละแนว แต่ว่าก็น่าสนใจไม่แพ้กัน

 

๒ สำนัก ๒ ตำรับ

วัดพระเชตุพนฯ สร้างขึ้นในสมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกฯ ถือเป็นสถานที่แห่งแรกที่มีการรวบรวมตำรายาและจารึกวิชานวดเผยแพร่ให้ประชาชนทั่วไปที่สนใจได้ศึกษา ปัจจุบันนอกจากให้บริการนวดแล้วยังเปิดให้มีการเรียนการสอนวิชานวดด้วย

ลักษณะการนวดแผนไทยของวัดโพธิ์นั้น จัดอยู่ในรูปแบบเชลยศักดิ์ ซึ่งเป็นรูปแบบที่นิยมกันอย่างแพร่หลาย คำว่า "เชลยศักดิ์" เป็นชื่อเรียกการนวดสำหรับชาวบ้านธรรมดาสามัญชนที่ไม่เคร่งครัดกับกิริยาอาการที่ต้องสุภาพเรียบร้อย จึงสามารถใช้อวัยวะช่วยเสริมแรงการนวดได้หลากหลาย นอกเหนือจากใช้นิ้วมือและฝ่ามือ เช่น ใช้เข่า ศอก และเท้า เทคนิคในการนวดใช้ได้หลายรูปแบบ เช่น การกด การดึง การบิด การดัด และการทุบ ส่วนท่าทางในการนวด ผู้รับการนวดจะนอนหงาย นอนตะแคง นอนคว่ำ หรือนั่ง สับเปลี่ยนตามลำดับความสะดวกในการนวด อีกทั้งยังมีการใช้สมุนไพรประคบร้อนร่วมด้วย

อาจารย์เอ๋-นพมาศ คารวานนท์ อาจารย์สอนนวดประจำโรงเรียนนวดแผนโบราณวัดพระเชตุพนฯ เล่าถึงแนวทางการนวดของที่นี่ว่า

"เวลาลูกค้ามา เราจะเริ่มจากการแนะนำตัวเองก่อน จากนั้นถามอาการของลูกค้า ไม่ทราบวันนี้ปวดตรงไหน ต้องการเน้นอะไรเป็นพิเศษไหมคะ และถามถึงโรคประจำตัวของลูกค้า ซึ่งสำคัญมาก เพราะการนวดจะไปกระตุ้นต่อมน้ำเหลืองและการไหลเวียนของโลหิต อย่างคนเป็นมะเร็งเราจะไม่นวด เพราะอาจทำให้เชื้อแพร่ หรือคนเป็นโรคหัวใจต้องระวังเรื่องการดัด อย่านอนคว่ำเยอะ คนเป็นโรคเบาหวานเขาจะความรู้สึกช้าต้องระวังเวลาประคบร้อน และระวังการขูดขีดเป็นแผล

วิธีการนวดโดยทั่วไปเราจะกดนิ้วโป้งตามแนวเส้นประธาน ๑๐ ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของการนวด เป็นเส้นที่แสดงตำแหน่งและแนวสำหรับนวด และเป็นเส้นประธานของเส้นเอ็น ๗๒,๐๐๐ เส้น ซึ่งพันกันทั่วร่างกาย อาการปวดเมื่อยก็มาจากการตึงของเส้นเหล่านี้ นอกจากการกดจุดบนเส้นประธานยังมีการใช้การดึงการดัด หรือเทคนิคอื่นร่วมด้วย โดยส่วนใหญ่จะเริ่มนวดจากปลายเท้าไล่ขึ้นไปถึงศีรษะ"

ส่วนการนวดของศูนย์ส่งเสริมสุขภาพแผนไทย สถาบันการแพทย์แผนไทย จะเน้นการนวดในรูปแบบราชสำนัก ซึ่งแตกต่างจากการรูปแบบการนวดที่วัดโพธิ์ สมชาย ช้างแก้วมณี แพทย์แผนไทยปฏิบัติการ รองหัวหน้าศูนย์ส่งเสริมสุขภาพแผนไทย ได้ให้คำอธิบายถึงรูปแบบการนวดราชสำนักของที่นี่

"การนวดราชสำนักนั้น แต่เดิมเป็นการนวดถวายพระมหากษัตริย์หรือเจ้านายชั้นสูง จึงมีกิริยาท่าทางในการนวดที่สุภาพเรียบร้อย ปัจจุบันตามโรงพยาบาลชุมชนที่มีแพทย์แผนไทยประยุกต์ จะเน้นการนวดรูปแบบนี้ ส่วนเชลยศักดิ์จะเป็นตัวเสริม จุดเด่นของการนวดลักษณะนี้คือ มีระเบียบราชสำนัก หรือกิริยาท่าทางที่กำหนดไว้เพื่อความเป็นระเบียบเรียบร้อย ดังนี้

เวลาผู้นวดเดินเข้าไปหาผู้รับการนวดหรือคนไข้จะต้องเดินเข่าเข้าไป โดยมีระยะห่างจากผู้นวดและคนไข้ประมาณ ๔ ศอก เวลาเดินเข่ามือห้ามแกว่ง หน้ามองตรง พอเดินเข้าไปปุ๊บต้องนั่งพับเพียบตรงจุดที่จะนวด ผู้นวดต้องทราบว่านวดจุดแรกจะนวดตรงไหน แล้วนั่งลงให้ตรงกับจุดนั้น โดยห่างจากคนไข้ประมาณ ๑ ศอก ปลายเท้าของผู้นวดที่นั่งพับเพียบอยู่ต้องหันไปทางปลายเท้าของคนไข้เท่านั้น ไม่หันไปทางศีรษะคนไข้เพราะถือว่าไม่สุภาพ จากนั้นจะทำการไหว้ เพื่อสองเหตุผล คือ ระลึกถึงครูบาอาจารย์ และขอขมาที่จะล่วงเกินร่างกายผู้รับการนวด ซึ่งในสมัยก่อนหมายถึงเจ้านายที่มีศักดิ์สูงกว่าผู้นวด จากนั้นเราต้องจับชีพจรเพื่อดูลมเบื้องสูงและลมเบื้องต่ำ เป็นการตรวจร่างกายในเบื้องต้น

การนวดราชสำนักจะใช้แค่มือในการนวดเท่านั้น โดยใช้แค่นิ้วมือหรือส้นมือ อวัยวะนอกเหนือจากนี้ เช่น ศอก เข่า จะใช้ไม่ได้เลย ส่วนท่าทางในขณะนวด ผู้ถูกนวดจะนอนคว่ำไม่ได้ ถ้าเป็นการนวดหลังจะใช้เป็นท่านอนตะแคง สันนิษฐานว่าเพื่อป้องกันการลอบปลงพระชนม์เจ้านายสมัยก่อน แต่ก็อาจจะมาจากความไม่เหมาะสม อย่างเวลาเราออกแรงนวดขณะนอนคว่ำอาจจะเกิดแรงที่ไปกดทับปอดหรืออวัยวะภายในเป็นปัญหาตามมาได้ สำหรับหมอนวด จะอยู่ในท่าทางที่เรียกว่า แขนตึง หน้าตรง องศาได้

เทคนิคการนวดสำหรับรูปแบบราชสำนัก คือ หน่วง-เน้น-นิ่ง 'หน่วง' หมายถึงท่านวดถูกต้องและโน้มตัวลงไปกดในตำแหน่งที่ถูกกำหนดในโรคหรืออาการต่างๆ ขณะกดนิ้วลงบนตัวคนไข้ หมอนวดต้องแขนตึง หน้าตรง องศาได้ ถูกต้อง ส่วน'เน้น' หมายถึง กดเน้นลงไปที่จุดสัญญาณหรือจุดแนวการนวด และ 'นิ่ง' เมื่อกดไปแล้วให้นิ่งค้างไว้ตามกำหนดลมหายใจ คาบน้อยสำหรับนวดพื้นฐาน คาบใหญ่สำหรับนวดจุดสัญญาณ"

ผู้ที่ต้องการมานวดที่ศูนย์ส่งเสริมสุขภาพแผนไทย ต้องพบหมอเพื่อทำการตรวจและวินิจฉัยตามตำราแพทย์แผนไทยก่อน โดยมีการตรวจดูธาตุเจ้าเรือน ดูความสมดุลของร่างกาย หากหมอวินิจฉัยให้คนไข้ต้องรับการบำบัดรักษาโดยการนวด จึงจะนวดได้ โดยจะนวดเฉพาะจุดที่มีผลต่อการรักษา ไม่นวดทั้งร่างกาย และอาจจะใช้เวลานวดมากหรือน้อยแตกต่างกันไปตามอาการของแต่ละคน

แม้จะมีรูปแบบการนวดแตกต่างกัน แต่จุดสำคัญที่ดึงดูดให้ผู้คนมาใช้บริการนวดที่วัดโพธิ์และกระทรวงสาธารณสุขเป็นจำนวนมาก คือ ความน่าเชื่อถือ เนื่องจากมีแนวทางการนวดที่ได้มาตรฐาน ผู้นวดมีความรู้ความเข้าใจลึกซึ้งในศาสตร์นวด อีกทั้งมีคุณวุฒิรับรองที่เชื่อถือได้ จึงทำให้สถานบริการทั้งสองแห่งมีชื่อเสียงโดดเด่น

เป้าหมายในอนาคตของศูนย์ส่งเสริมสุขภาพแผนไทย คือฟื้นฟูการนวดราชสำนักอย่างจริงจัง และให้การนวดแขนงนี้ดำเนินควบคู่ไปกับการตรวจวินิจฉัยโรค โดยเน้นให้การรักษาตามตำราแพทย์แผนไทยอย่างเต็มรูปแบบ มีการจ่ายยาต้มตามตำรับแผนไทย

ส่วนนวดแผนโบราณวัดพระเชตุพนฯ (วัดโพธิ์) วางเป้าหมายที่จะเป็นสถาบันหลักในการผลิตบุคลากรทางด้านแพทย์แผนไทยเพื่อป้อนให้กับสังคมโลก และแบ่งเบาภาระของแพทย์แผนปัจจุบัน โดยใช้การนวดและยาสมุนไพรบรรเทาอาการป่วย ก่อนที่จะลุกลามจนต้องเข้ารับการรักษาที่โรงพยาบาลในที่สุด

ถึงนวดแผนไทยจะถูกแบ่งรูปแบบให้แตกต่างกัน แต่ที่สุดแล้วเป้าหมายสำคัญของการนวด คือการคลายความปวดเมื่อย และรักษาร่างกายให้กลับสู่สภาพสมดุล

ที่ผ่านมาแม้ว่าศาสตร์นวดต้องเผชิญกับช่วงเวลาทั้งรุ่งเรืองและโรยรา ทว่าในวันนี้นวดแผนไทยก็ยังคงก้าวเดินและทำหน้าที่สร้างสุขภาพที่ดีให้แก่ผู้คนในแผ่นดินสยามต่อไป