เมื่อฝันผลิบาน กับดอกไม้งาม นามพระราชทาน

ท่องเที่ยวธรรมชาติ

1. เนื่องด้วย การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย หรือ ททท. ได้ทำการต่อยอดในความสำเร็จของโครงการที่ชื่อว่า "Dream Destinations 2 : กาลครั้งนั้น...ความฝันผลิบาน" โดยเป็นการสร้างและแบ่งปันประสบการณ์ จากการเดินทางของสื่อมวลชน เพื่อนำไปเผยแพร่ยังประชาชน ให้ได้เกิดเป็นแรงบันดาลใจเรื่องการเดินทางท่องเที่ยวในครั้งต่อไป

ในการนี้...งานสื่อมวลชนสัมพันธ์ในประเทศ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) จึงขอเรียนเชิญนักข่าวหลายแขนง ร่วมเดินทางทำข่าวและทัศนศึกษาบนเส้นทางที่ชื่อว่า "เมื่อความฝันผลิบาน...บนลานหิน ถิ่นวิถีไทย-อีสาน : อุบลราชธานี"

เพื่อนๆนักข่าวที่คุ้นเคย ก็ต่างยินดีร่วมทางฝัน

การเดินทางครั้งนี้ ได้หลับฝันไปกับสายการบิน

เมื่อเครื่องบินทำการแลนด์ดิ้ง สู่ท่าอากาศยานอุบลราชธานี เราก็ได้เริ่มต้นเดินทาง จากตัวเมืองอุบลราชธานี แล้วมุ่งหน้าไปยังที่วนอุทยานแห่งชาติน้ำตกผาหลวง กับระยะทางประมาณ 100 กิโลเมตร พร้อมมาสมทบกับทีมเสบียงของ อบต.

วนอุทยานแห่งชาติน้ำตกผาหลวง อยู่ในเขตป่าสงวนแห่งชาติป่าดงภูโหล่น ท้องที่บ้านนาเลิน ตำบลนาเลิน อำเภอศรีเมืองใหม่ จังหวัดอุบลราชธานี มีเนื้อที่ 11,375 ไร่ กรมป่าไม้ประกาศจัดตั้งเป็นวนอุทยาน เมื่อวันที่ 4 กันยายน พ.ศ.2538

ความโดดเด่นภายในอุทยานฯ นักท่องเที่ยวต่างยกให้กับน้ำตกผาหลวง โดยเป็นน้ำตกที่มีถ้ำอยู่ใต้น้ำตก เปรียบเสมือนดั่งมีม่านน้ำตกที่ปกปิดถ้ำไว้ อีกทั้งสามารถมองเห็นได้ในระยะไกล เนื่องจากเป็นน้ำตกที่มีม่านน้ำตกกว้างมาก และหน้าผาน้ำตกก็มีความสูง จึงกลายเป็นน้ำตกที่มีความสวยงามในอันดับต้นๆของจังหวัดอุบลราชธานี

น้ำตกผาหลวง ชาวบ้านมักเรียกกันว่า น้ำตกผาแซ คำว่า แซ หมายถึงร่องน้ำเล็กๆ ต่อมาเปลี่ยนชื่อให้ดูดีขึ้น ก็เมื่อตอนประกาศเป็นวนอุทยานฯ

เจ้าหน้าที่อุทยานฯ อธิบายตามหลักธรณีวิทยา ว่าน้ำตกที่มีขนาดใหญ่ แบ่งได้เป็น 2 ส่วน คือส่วนที่เป็นหน้าผาสูงราว 20 เมตร ยาวประมาณ 30 เมตร ประกอบด้วยหินทรายแป้ง สีเทาดำ สีน้ำตาลม่วง อยู่ในหมวดหินเสาขัวอายุ 120 ล้านปี แสดงการวางตัวของชั้นหินชัดเจน dip angle 15 องศา / dip direction 35 องศา ห่างไปทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือ 40 เมตร พบรอยคดโค้งหนาขนาด 1 เมตร เป็นหินทรายปนกรวด สีขาวปนเทา อยู่ในหมวดหินภูพาน อายุประมาณ 110 ล้านปีอยู่ชั้นบน และส่วนที่เป็นถ้ำอยู่ชั้นล่างหน้าผาน้ำตก

ขณะที่ผมกำลังยืนฟังข้อมูล เรื่องราวเกี่ยวกับน้ำตกผาหลวง ก็เกิดการฝันเฟื่องออกไปเลยเถิด แล้วก็มาหยุดการมโนในทันที เมื่อเจ้าหน้าที่อุทยานฯบอกว่า ช่วงที่ควรมาชื่นชมความสวยงามนั้น น่าจะเป็นช่วงเดือนกรกฎาคม ไปถึงเดือนกันยายน

แล้ววันนี้ เจอเพียงน้ำหยด หรือน้ำที่ซึมออกมา

นับว่าเป็นฝันร้าย ที่ทำให้เราต้องถึงกับฝันค้าง

ทว่าเรื่องราวน้ำตก หาใช่ความใฝ่ฝันในทั้งหมด

แต่พรรณพืชไม้ดอก เป็นฝันที่บรรเจิดยิ่งไปกว่า

โดยพรรณพืชไม้ดอก กว่าจะมาพัฒนารูปแบบ จนเหมือนปัจจุบันนี้ได้ ต้องผ่านกาลเวลาหลายล้านปี ซึ่งเปลี่ยนรูปลักษณ์การขยายพันธุ์ จากพืชที่ไร้เมล็ดสู่พืชที่มีเมล็ด แล้วพัฒนาตนเป็นพืชมีดอก พืชพันธุ์ที่สร้างเมล็ดยุคแรกๆ ยังเป็นพืชที่ไร้ซึ่งดอก อยู่ในกลุ่มพืชเมล็ดเปลือย ต่อเมื่อได้เข้าสู่ยุคครีเตเชียส ราวๆ135 ล้านปีก่อน มีการเปลี่ยนแปลงใหญ่หลวง ได้ก่อกำเนิดอาณาจักรพืชขึ้น นับจากนั้นเป็นต้นมา กลุ่มพืชที่มีดอก (Angiospermae) ก็หยั่งรากลึกลงสู่ใต้ผืนดิน และได้ทวีความหลากหลาย กลายเป็นสายพันธุ์ไม้ดอกมากมาย

หลังจากที่พรรณพืชดอก ทำการปรับเปลี่ยนตัว หรือพัฒนารูปแบบได้มากมายออกไป จนกระทั้งในปัจจุบัน บนผืนโลกแห่งนี้ พบพืชมีดอกได้กว่า 235,000 ชนิด ที่ผลิบานอยู่ภายในพื้นที่ที่มีความแตกต่างกัน ด้วยในแต่ละกลุ่มพืชพันธุ์ จะมีความต้องการหรือชื่นชอบ ในสภาพแวดล้อมไม่เหมือนกัน ดังนั้น ทุกภูมิประเทศ จึงมีเรื่องราวไม่ซ้ำกัน

สภาพภูมิประเทศของวนอุทยานแห่งชาติน้ำตกผาหลวง เป็นเทือกเขาติดต่อกัน คือ ภูแผงม้า...สูงจากระดับน้ำทะเลราว 399 เมตร ภูพระทราย...สูงจากระดับน้ำทะเลราว 392 เมตร ภูหมีเยี่ยม...สูงจากระดับน้ำทะเลราว 362 เมตร และภูผักหวาน...สูงจากระดับน้ำทะเลราว 282 เมตร ซึ่งต่างเป็นภูเขาที่สูงชัน และมีที่ราบเป็นลานหินบนเขา

บนเส้นทางศึกษาตามธรรมชาติ ตลอดระยะทางรวมๆ 4 กิโลเมตร ซึ่งในระหว่างการเดินไปตามผืนป่านั้น ทางด้านหัวหน้าวนอุทยานแห่งชาติน้ำตกผาหลวง สมัย อุณาศรี ได้ให้เกียรติมาคอยติดตามอธิบายอีกด้วย โดยเริ่มกล่าวถึงแหล่งท่องเที่ยวต่างๆ ที่นักท่องเที่ยวต่างได้สนใจกันนั้น อาทิ ป่าดอนชาด จุดชมทิวทัศน์ผาหลวง โบกนกยูง น้ำตกโบกนกยูง น้ำตกลงป่อง ถ้ำลอด วัดถ้ำภูพระเจ้าคอกูด เสาเฉลียงโบกนกยูง ลานจระเข้ ทุ่งดอกหญ้า วัดภูกุ้มข้าว ป่าดอนบาก เสาเฉลียงใหญ่ จุดชมทิวทัศน์หม้อหินผาหลวง วัดป่าผาผึ้งภูหลวง

โอ้ว!!! ในแต่ละสถานที่ ก็ช่างน่าสนใจจริงๆด้วย

หากท่องเที่ยวครบถ้วน ก็คงใช้เวลาเป็นสัปดาห์

เส้นทางเดินศึกษาธรรมชาติ ได้มีการพัฒนาไปไม่มากนัก ทำให้ต้องออกแรงก้าวเดินกันหน่อย แต่ยังให้รู้สึกรื่นรมย์ขึ้นได้ กับแมกไม้รายรอบตัว

หัวหน้าอุทยานฯเล่าให้ฟังว่า พันธุ์ไม้มีค่าทางเศรษฐกิจ ซึ่งยังสามารถพบเห็นกันได้อยู่ คือ ประดู่ แดง ชิงชัน พยุง ยาง เต็ง รัง ที่เป็นไม้เรือนยอด

ผมย่างเท้าตามหลังไป พอใช้เวลาเดินไปได้สักพัก ทางด้าน หัวหน้าสมัย ก็หันมาบอกว่า...ตรงที่เรากำลังยืนอยู่นี้ จัดให้เป็นป่าเต็ง-รัง หรือป่าดอนชาดครับ โดยมีลักษณะที่โดดเด่น คือ มีต้นไม้ที่แคระแกร่น จะไม่เจริญเติบโตสูงชะลูด ด้วยมาเจริญเติบโตบนลานหิน แถวๆนี้ขุดลงไปสัก 50 เซนติเมตร จะเจอเข้ากับหินอย่างเดียว จึงทำให้การเจริญเติบโตของต้นไม้...ไม่ค่อยดีนัก ก็มีพวกต้นกาด ไม้เหียง ไม้รัก หรือที่ชาวบ้านเรียกกันว่า ไม้น้ำเกียง แล้วยังมีพวกกระบก...ที่อยู่ใกล้ตัวเรานี่ ยามอยู่ใต้ต้นตอนออกดอก บางคนเป็นผืนคัน

โชคดีที่ยังไม่มีดอก ด้วยอยู่ใต้ต้นอย่างไม่รู้ตัว

เพราะเห็นแผงใบแผ่กว้าง ให้เงามัวอันร่มเย็น

ข้อมูลเจ้าหน้าที่อุทยานฯ จึงเป็นเรื่องที่สำคัญ

มิเช่นนั้น...ผมคงได้เป็นผืนคันไปทั้งตัวเป็นแน่

แล้วเมื่อเดินผ่านลานหิน ก็ไปเจอเข้ากับพืชล่างอย่างพวกดอกหญ้าที่มีนามพระราชทานจาก สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ โดยเป็นดอกไม้ป่าพันธุ์เดียวกับที่ผาแต้ม คือ ดุสิตา สร้อยสุวรรณา ทิพเกสร สรัสจันทร มณีเทวา

ชื่อทั้งหมดที่กล่าวมา ที่อุทยานฯของเราก็มีเหมือนกันครับ ไม่แพ้กับที่ผาแต้มเค้า หัวหน้าอุทยานฯเอยอ้าง แล้วก็ยังกล่าวต่อไปอีกว่า เพียงแต่ว่า...เราอาจดูมีน้อยกว่านิดหน่อย รวมไปถึงด้านการพัฒนา หรือการบูรณาการ ก็ยังน้อยเช่นกัน

แม้งบประมาณกับกำลังเจ้าหน้าที่...จะมีน้อยก็ตาม แต่เราจะค่อยๆพัฒนากันไปเรื่อยๆในอนาคตข้างหน้า จะพยายามขุดดอกหญ้าขึ้นมา แล้วไปเสริมตรงที่มีขึ้นกันน้อย ถือว่าเป็นการช่วยขยายพันธุ์อีกทางหนึ่ง และจัดสรรให้อยู่เป็นแปลง

สมัย อุณาศรี ปรารภอย่างมุ่งมั่นในหน้าที่

ส่วนผมไปมุ่งมั่น ถ่ายภาพดอกไม้ป่าสีสด

ณ ลานแผ่นหินกว้าง ทิพเกสร...กลีบสีม่วงอ่อนแกมชมพู รูปลักษณะคลับคล้ายนก เลยมีชื่อดั่งเดิมว่า นกจิบ ได้ชูช่อดอกขึ้น 10-30 เซนติเมตร ส่วน ดุสิตา...ที่ดอกส่วนของกลีบสีม่วงเข้ม ก็ออกเป็นช่อดอกยกสูง 10-20 เซนติเมตร ขณะที่ สรัสจันทร...ไปคลับคล้ายกับดุสิตานั้น ได้ผลิกลีบดอกสีม่วงอ่อนๆ บ้างก็ออกไปทางสีชมพู ทางด้าน สร้อยสุวรรณา...มักขึ้นอยู่เป็นกอเล็กๆ มีช่อดอกสูงประมาณ 10-15 เซนติเมตร มาถึง มณีเทวา...เป็นกอขนาดเล็กๆคล้ายหญ้า ก้านดอกตั้งตรงสูง 2-6 เซนติเมตร ดอกสีขาวออกเป็นช่อดอก ลักษณะเป็นก้อนกลมที่ส่วนปลายยอด ด้วยรูปลักษณะดังกล่าว ชาวบ้านต่างเรียกกันว่า หญ้าหัวหงอก ซึ่งไปเหมือนกับ กระดุมเงิน...ที่ออกดอกเป็นช่อสีขาว แต่มีขนาดใหญ่กว่า ถึงแม้ว่า...ทั้งสีสัน รูปลักษณะ หรือขนาดที่ไม่ค่อยเหมือน แต่ดอกไม้ป่าหลากสายพันธุ์ ต่างมาอยู่รวมกันได้อย่างปรองดอง

โปรดอ่านต่อฉบับหน้า