การเดินทางของศาสตร์นวดไทย (๑)

"นวดแผนไทย" หรือ "หัตถเวช" ภูมิปัญญาการรักษาโรคในแพทย์แผนไทย อันเป็นมรดกตกทอดมาตั้งแต่ครั้งโบราณกาล
สถานีศูนย์วัฒนธรรม
ช่างภาพ: 

"ถ้ามีใครป่วยไข้ลงในกรุงสยาม ก็ใช้หมอนวดบีบขยำไปทั่วเนื้อตัว บางทีก็ขึ้นเดินเอาเท้าเหยียบๆบนกายคนไข้ การข้อนี้ ถึงมีผู้เล่าให้ข้าพเจ้าฟังว่า แม้สตรีมีครรภ์ ก็พอใจให้เด็กเหยียบที่หลัง เพื่อจะได้คลอดบุตรง่าย ไม่พักเจ็บปวดมาก"

จากบันทึกของราชทูต "ลาลูแบร์" แห่งฝรั่งเศส ซึ่งเดินทางเข้ามาในอาณาจักรไทยสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราช ได้บันทึกถึงเรื่องราวของ "นวดแผนไทย" หรือ "หัตถเวช" ภูมิปัญญาการรักษาโรคในแพทย์แผนไทย อันเป็นมรดกตกทอดมาตั้งแต่ครั้งโบราณกาล ปฏิเสธไม่ได้ว่าช่วงเวลา ๑๐ ปีที่ผ่านมา นวดแผนไทยได้รับความนิยมสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ไม่เพียงแค่ภายในประเทศเท่านั้น กระแสของนวดไทยยังดังไกลไปถึงต่างแดน จนกลายเป็นวัฒนธรรมหนึ่งที่สร้างชื่อเสียงให้แก่ประเทศไทยอย่างมาก

 

จุดเริ่มต้นของนวดไทย

อย่างที่พอจะทราบกันว่านวดแผนไทยเกิดขึ้นและอยู่คู่แผ่นดินสยามมาช้านาน แต่หากจะไล่เรียงถามไปถึงจุดเริ่มต้นของนวดแผนไทยว่าเกิดขึ้นตั้งแต่เมื่อไหร่ และอย่างไรนั้น สมชาย ช้างแก้วมณี แพทย์แผนไทยปฏิบัติการ รองหัวหน้าศูนย์ส่งเสริมสุขภาพแผนไทย อาคารเรือนไทย ซึ่งตั้งอยู่ภายในกระทรวงสาธารณสุข กล่าวว่า เป็นการยากที่จะสืบหาจุดกำเนิดของกิจกรรมการนวดที่แน่ชัดได้

"จากประวัติเท่าที่ผมทราบ เราไม่สามารถชี้ชัดไปได้ว่าการนวดเริ่มมาตั้งแต่เมื่อไหร่และอย่างไร แต่จากการสันนิษฐานคาดว่าเริ่มต้นมาจากการดูแลสุขภาพเบื้องต้นภายในครอบครัว คนไทยสมัยโบราณมีอาชีพทำนาทำไร่ อาการที่พบบ่อย คือ ปวดเมื่อยตามร่างกาย เมื่อพ่อแม่ หรือปู่ย่า ตายายปวดเมื่อย สมาชิกในครอบครัว ลูกๆหลานๆก็มาบีบมาจับมาเหยียบให้ เป็นการดูแลสุขภาพภายในครอบครัว จากนั้นถ้าครอบครัวไหนนวดดี อาจเกิดเป็นกระแสปากต่อปากขึ้นในแวดวงเพื่อนบ้าน คุณแม่บ้านนั้นเขานวดดีนะ ถ้าอย่างนั้นช่วยมานวดให้ลุงบ้านนี้หน่อยสิ พัฒนาจนกลายเป็นการรับจ้างนวดในที่สุด ดังนั้น หากจะหามูลเหตุของการเกิดกิจกรรมนวด น่าจะมาจากการดูแลสุขภาพกันเองภายในครอบครัว แล้วขยับขยายสู่หมู่บ้าน และชุมชนต่อไป"

รองหัวหน้าศูนย์ส่งเสริมสุขภาพแผนไทย ให้ข้อมูลเกี่ยวกับหลักฐานทางประวัติศาสตร์ที่เก่าแก่ที่สุด ซึ่งมีการกล่าวถึงการนวดแผนไทยไว้ว่า คือศิลาจารึกในสมัยพ่อขุนรามคำแหงมหาราช โดยพบที่วัดป่ามะม่วง จังหวัดสุโขทัย บันทึกรายละเอียดการนวดรักษาในสมัยนั้น

ต่อมาในสมัยอยุธยา วิชานวด หรือหัตถศาสตร์ ถือได้ว่ามีความเจริญรุ่งเรือง มีการตั้งกรมหมอนวด และกำหนดศักดินาให้แก่หมอหลวงในราชสำนัก และจากบันทึกของราชทูตฝรั่งเศส "ลาลูแบร์" ที่เดินทางเข้ามาในสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราช ได้บันทึกเรื่องราวที่เกี่ยวกับการนวดไว้ แสดงให้เห็นถึงความรุ่งเรืองและความนิยมในการนวดของผู้คนสมัยนั้น ภายหลังเกิดการเสียกรุงขึ้น ทำให้ตำรับตำราทางการแพทย์ตลอดจนการนวดมีอันสูญหายไปมาก

เมื่อพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกฯ ทรงตั้งเมืองหลวงขึ้นมาใหม่จึงทรงพระราชดำริให้มีการรวบรวมตำราวิชาต่างๆ ที่กระจัดกระจายไปในระหว่างสงคราม วิชาแรกที่ทรงเห็นความสำคัญและเร่งรวบรวมก่อนคือ ด้านการแพทย์ โปรดเกล้าฯให้ปฏิสังขรณ์วัดโพธาราม (วัดโพธิ์) หรือวัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม เป็นวัดหลวง และโปรดฯให้รวบรวมตำรายาและสมุนไพรต่างๆ จารึกไว้ตามศาลารายรอบพระอุโบสถ นอกจากนั้น ยังสร้างภาพฤๅษีดัดตน ซึ่งเป็นวิชากายภาพบำบัดเบื้องต้น ให้ประชาชนนำไปปฏิบัติด้วย

ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว โปรดเกล้าฯให้ปฏิสังขรณ์วัดโพธิ์อีกครั้ง โดยรูปปั้นฤๅษีดัดตนที่ได้สร้างไว้ในสมัยรัชกาลที่ ๑ วัสดุที่ใช้ทำไม่คงทน จึงโปรดฯให้เปลี่ยนเป็นเนื้อชิน หรือดีบุกผสมสังกะสี โดยโปรดฯให้สร้างทั้งหมด ๘๐ ท่า แต่ปัจจุบันเหลือเพียง ๒๔ ท่า ๒๕ ตน และโปรดฯให้จารึกวิชาหัตถศาสตร์ลงบนหินอ่อน ประดับไว้บนเสาและผนังศาลาราย

ทั้งนี้เมื่อกล่าวถึงฤาษีดัดตน เรามักจะได้ยินเสมอในเรื่องราวที่เกี่ยวกับการนวดไทย เพราะฤๅษีดัดตนนั้น คือการนวดในรูปแบบหนึ่ง แต่พิเศษตรงเป็นท่านวดที่ไว้สำหรับการนวดตัวเอง หรือเรียกให้เข้าใจง่าย คือท่ากายบริหารแบบไทย ท่าฤาษีดัดตนช่วยให้กล้ามเนื้อคลายตัว ข้อต่อเคลื่อนไหวได้ดี กระตุ้นการหมุนเวียนของโลหิตและระบบประสาท ทำให้ปอดขยายหายใจสะดวก และยังแก้ปวดเมื่อยได้ เป็นท่านวดแบบหนึ่งซึ่งไม่จำเป็นต้องให้คนอื่นมานวดให้ เราสามารถทำได้เอง อีกทั้งขณะที่ทำท่าต่างๆ ยังเป็นการฝึกลมหายใจ หรือฝึกสมาธิไปในตัว ฤๅษีดัดตนจึงเป็นการบริหารทั้งกายและจิตไปพร้อมกัน และยังรักษาโรคในเบื้องต้นได้อีกด้วย

ครั้นล่วงเข้าสู่สมัยพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๓ การนวดไทยและแพทย์แผนไทยยังคงเป็นที่นิยมในกรุงรัตนโกสินทร์เรื่อยมา ไม่เพียงแค่ชาวบ้านร้านตลาด แต่รวมไปถึงเจ้านายชั้นสูงด้วย ดังที่มีบันทึกไว้ว่า เมื่อพระมหากษัตริย์เสด็จประพาสก็จะให้หมอนวดตามเสด็จไปด้วย ภายหลังการแพทย์แผนปัจจุบันได้เข้ามา ทำให้นวดแผนไทยและการแพทย์แผนไทยเริ่มเสื่อมความนิยม รวมทั้งเกิดข้อกำหนดเกี่ยวกับใบอนุญาตประกอบโรคศิลปะเกิดขึ้น ซึ่งส่งผลต่อแพทย์แผนไทยเป็นอย่างมาก เพราะโดยส่วนใหญ่แล้วหมอชาวบ้านผู้รักษาด้วยการแพทย์แผนไทย ความรู้ที่มีจะถ่ายทอดกันมาจากรุ่นสู่รุ่น ตำรับใครตำรับมัน บางคนอ่านไม่ออกเขียนไม่ได้ แต่มีความรู้จากการท่องจำและปฏิบัติ ทำให้ไม่สามารถสอบใบอนุญาตได้

จากปัญหาดังกล่าวทำให้ที่ผ่านมานวดแผนไทยและการแพทย์แผนไทยค่อยๆถอยห่างออกไปจากระบบ กระทั่งกลายเป็นความรู้ชายขอบที่ไม่ได้รับการยอมรับ ทว่าปัจจุบันเป็นเรื่องน่ายินดีเมื่อนวดแผนไทยกลับมาเฟื่องฟูอีกครั้ง มีร้านที่เปิดให้บริการนวด และโรงเรียนที่เปิดสอนเพิ่มขึ้นจำนวนมาก ทั้งยังมีการนำความรู้จากศาสตร์ต่างๆ เข้ามาประยุกต์ จนเกิดการนวดหลากหลายรูปแบบ อาทิ นวดฝ่าเท้า นวดสปา นวดน้ำมันอโรมา

สำหรับการนวดแผนไทยนั้น คุณสมชายบอกว่า ปัจจุบันมีแบ่งออกเป็น ๒ รูปแบบ คือ การนวดแบบราชสำนัก และการนวดแบบเชลยศักดิ์

"การนวดแบบราชสำนัก เป็นการนวดสำหรับเจ้านายชั้นผู้ใหญ่ ที่ต้องมีความสุภาพเรียบร้อย มีระเบียบแบบแผนของการนวด ที่เรียกว่า ระเบียบราชสำนัก อวัยวะที่ใช้ในการนวดมีเพียงนิ้วมือและมือเท่านั้น และจะนวดรักษาเฉพาะจุดที่เกิดอาการ

ส่วนการนวดแบบเชลยศักดิ์ เป็นการนวดสำหรับชาวบ้านสามัญชน แบบแผนการนวดเป็นไปตามวัฒนธรรมท้องถิ่น เหมาะสำหรับนวดชาวบ้านด้วยกันเอง เพราะมีการใช้อวัยวะอื่นๆช่วยเสริมแรงในการนวดนอกเหนือจากใช้มือ เช่น มีการใช้เข่า ศอก และเท้า เป็นการนวดเพื่อผ่อนคลายเฉยๆ การนวดลักษณะนี้เป็นที่รู้จักและแพร่หลายกันมากในปัจจุบัน"

(โปรดอ่านต่อสัปดาห์หน้า)

ข้อมูลอ้างอิง

พราหมร์ บูรพา. ฤๅษีดัดตน นวดแผนไทย ตำรับวัดโพธิ์. กรุงเทพฯ: ไทยควอลิตี้, ๒๕๕๖

วิสันต์ ท้าวสูงเนิน. คัมภีร์นวดแผนโบราณ. กรุงเทพฯ: ธนบรรณ, ๒๕๔๘

http://www.watpho.com/thai_traditional_medical_school.php