ดวงพระชะตา

ศรีพัชรินทรานุสรณ์

"ศุภมัสดุ สมเด็จพระปรเมนทรมหามงกุฎ พระจอมเกล้าเจ้ากรุงสยามผู้บิดาขอตั้งนามบุตรี ซึ่งประสูติแต่เปี่ยมเป็นมารดา ในวันศุกร์ เดือนอ้าย แรมเจ็ดค่ำ ปีกุน เบญจศก นั้นว่า พระเจ้าลูกเธอ พระองค์เจ้าเสาวภาผ่องศรี ขอพระคุณรัตนตรัยแลพรเทวดารักษาพระนครแลพระราชวัง จงโปรดให้เจริญพระชนมายุ พรรณสุข พลปฏิภาณ สารศิริสมบัติ ศรีสวัสดิ์พิพัฒนมงคล ศุภผลวิบูลย์ทุกประการ เทอญ ตั้งนามมา ณ วันอังคาร เดือนยี่ แรมสิบค่ำ ปีกุน เบญจศก เป็นวันที่ 4647 ในรัชกาลปัจจุบันนี้"

พระเจ้าลูกเธอ พระองค์เจ้าเสาวภาผ่องศรี เป็นพระราชธิดาลำดับที่ 66 ในพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 4 กับ เจ้าจอมมารดาเปี่ยม ในสายสกุลสุจริตกุล ประสูติในพระบรมมหาราชวัง เมื่อวันศุกร์ เดือนยี่ แรม7 ค่ำ ปีกุน ตรงกับวันศุกร์ที่ 1 มกราคม พ.ศ.2406 ทรงมีพระเชษฐา พระภคินี และพระอนุชาร่วมอุทรเดียวกันประกอบด้วย พระองค์เจ้าอุณากรรณอนันตนรไชย (สิ้นพระชนม์แต่ทรงพระเยาว์) พระองค์เจ้าชายเทวัญอุไทยวงศ์ (สมเด็จเจ้าฟ้ากรมพระยาเทวะวงษวโรประการ ต้นราชสกุล เทวกุล) พระองค์เจ้าหญิงสุนันทากุมารีรัตน์ (สมเด็จพระนางเจ้าสุนันทากุมารีรัตน์ พระบรมราชเทวี) พระองค์เจ้าหญิงสว่างวัฒนา (สมเด็จพระศรีสวรินทิรา บรมราชเทวี พระพันวัสสาอัยยิกาเจ้า) พระองค์เจ้าหญิงเสาวภาผ่องศรี (สมเด็จพระศรีพัชรินทรา บรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนี พระพันปีหลวง ในรัชกาลที่ 6) และพระองค์เจ้าชายสวัสดิโสภณ ( สมเด็จเจ้าฟ้า กรมพระสวัสดิวัตนวิศิษฏ์ ต้นราชสกุล สวัสดิวัตน์)

พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้ทรงพระราชทานพร พระราชธิดาพระองค์นี้ไว้เป็นภาษามคธ ซึ่งแปลเป็นไทยโดย สมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาวชิรญาณวโรรส ความโดยสรุปว่า

"ขอธิดาของเรา ซึ่งเป็นบุตรีอันดีของเปี่ยมคนนี้ จงปรากฏโดยนามว่า โสภาสุทธศิริมตี (เสาวภาผ่องศรี) เถิด ขอเธอจงมีความสุขแลไม่มีโรค มีอิศริยยศประเสริฐสุด ปราศจากโทษอันใครๆอย่าคุมเหงได้ทุกเมื่อ จงเป็นคนมั่งมี มีทรัพย์ใหญ่ มีโภคสมบัติมาก คนเป็นอันมากนิยมนับถือ ขอเธอจงรักษาเกียรติยศของบิดามารดาไว้จงทุกเมื่อ จงทำนุบำรุงพี่น้องชายหญิงอันดี ขออานุภาพพระรัตนตรัย มีพระพุทธเจ้าเป็นต้น จงรักษาเธอ ทุกเมื่อเทอญ"

กล่าวกันว่าคาถาพระราชทานพรหรืออีกนัยหนึ่ง คือ พระบรมราชประสงค์นี้เป็นพระพรที่ พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว พระราชทานตามดวงชะตาของ พระองค์เจ้าเสาวภาผ่องศรี ได้ปรากฏแม่นยำอย่างน่าอัศจรรย์ เพราะพระราชธิดาพระองค์นี้ได้ทรงเป็นพระราชินีแห่งแผ่นดินสยาม และมีอิศริยยศประเสริฐสุด สมจริงดังพระพรที่สมเด็จพระบรมชนกนาถ พระราชทานให้ตั้งแต่พระชันษาได้เพียง 1 เดือนเท่านั้น นอกจากการพระราชทานพรแล้ว พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว จะพระราชทานพระบรมราโชวาทควบคู่กับบัญชีหางว่าวระบุพระราชทรัพย์แก่พระราชธิดาทุกพระองค์ อันเป็นธรรมเนียมที่ทรงถือปฏิบัติ โดยพระราชทานเงิน 100 ชั่งให้แก่ พระเจ้าลูกเธอ พระองค์เจ้าเสาวภาผ่องศรี โดยมีพระบรมราโชวาทควบคู่กับเงินพระราชทานให้ถือปฏิบัติดังต่อไปนี้

"...พ่อขอสั่งแก่ตัวเจ้าไว้ ทรัพย์ที่มีหางว่าวจำนวนผูกติดกับหนังสือนี้ มีตราของพ่อปิดไว้เป็นสำคัญเท่านี้ พ่อให้แก่ตัวเจ้าคนเดียว ตัวเจ้าเมื่อโตใหญ่อายุได้ 16 ปีแล้ว จงคิดอ่านเอาเป็นทุนทำมาหากินแลเลี้ยงตัวต่อไป แลใช้สอยตามสมควรเถิด แต่พ่อขอเสียเป็นอันขาดทีเดียวคิดถึงคำพ่อสั่งให้มากนักหนา อย่าเล่นเพื่อนกับใครเลย มีผัวมีเถิด แต่อย่าให้ปอกลอกเอาทรัพย์ของเจ้าไปได้นัก จงรักษาทุนของเจ้าให้ไว้นี้เป็นเกียรติยศชั่วลูกชั่วหลาน เอาแต่กำไรใช้สอย เจ้าจงอย่าเล่นเบี้ย เล่นโป เล่นหวยเป็นอันขาด แลอย่าทำสุรุ่ยสุร่าย ใช้เงินทองง่ายไม่คิดหน้าคิดหลัง จงคิดอ่านทำมาหากินตริตรองให้ดี อย่าให้นักเลงคนโกงมันหลอกลวงได้ จะเสียทรัพย์ด้วยอายเขาด้วย เมื่อสืบไปภายหน้านานกว่าจะสิ้นอายุตัวเจ้า ตัวเจ้าจะตกเป็นข้าแผ่นดินใดๆเท่าใดก็จงอุตส่าห์ตั้งหน้าทำราชการแผ่นดินให้ดี อย่ามีความเกียจคร้านเชือนแชแลเป็นอย่างอื่นๆ บรรดาที่ไม่ควรทำเจ้าก็อย่าทำ อย่าประพฤติให้ต้องตำหนิติเตียน

ตลอดถึงพ่อด้วยว่าสั่งสอนลูกไม่ดี จงเอาทรัพย์ที่พ่อให้ไว้นี้เป็นกำลังตั้งเป็นทุนเอากำไรใช้การบุญ แลอุดหนุนตัวทำราชการแผ่นดินเทอญ

ถ้าทรัพย์เหล่านี้ที่พ่อให้ไว้ไปขัดขวาง ฤาร่อยหรอไปด้วยเหตุที่มีผู้ข่มเหงผิดๆอย่างใดอย่างหนึ่งแล้ว เจ้าจงเอาหนังสือคำสั่งของพ่อนี้กับคำประกาศที่ให้ไว้ด้วยนั้น ให้เจ้านายและท่านผู้ใหญ่ข้างในข้างหน้าดูด้วยกันให้หลายแห่งหรืออ้อนวอนขอความกรุณาเมตตาและสติปัญญาท่านทั้งปวงโดยจริงๆพูดจาให้เรียบร้อยเบาๆอย่าทำให้ท่านที่เป็นใหญ่ในแผ่นดินขัดเคืองกริ้วกราดชิงชังได้ จงระวังความผิดให้มาก อย่าตามใจมารดาแลคนรักนัก ทรัพย์นี้ของพ่อให้เจ้าดอก ไม่ใช่มารดาเจ้าแลคนอื่นเข้าทุนด้วย จงคิดถึงพ่อคนเดียวให้มาก เจ้าเกิดเมื่อพ่ออายุสูงแล้ว พ่อไม่ประมาทจึงจัดแจงไว้ให้แต่เดิม ถ้าพ่อยังมีชีวิตอยู่ อันตรายมีแก่เจ้าก่อน ถ้าอายุถึง 16 ปี แล้วสั่งให้ใครพ่อจะให้ผู้นั้น ถ้ายังไม่ถึงกำหนดฤาไม่ได้สั่งพ่อขอเอาคืนจะทำบุญให้ทาน ถ้าพ่อมีชีวิตแลอำนาจไปนานทำมาหาได้ก็จะเพิ่มเติมให้อีก แล้วจะแก้หางว่าว"

ในสมัยโบราณสตรีไทยแทบจะไม่มีโอกาสเล่าเรียนเขียนอ่านเลยด้วยเกรงกันว่าจะไปเขียนเพลงยาวกับชายหนุ่ม จึงมีเพียงสตรีชั้นสูงที่เป็นเชื้อพระวงศ์จะได้ฝึกหัดงานการเรือนในรั้วในวังเท่านั้น แต่สำหรับ สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ พระองค์เจ้าเสาวภาผ่องศรี ได้ทรงติดตามพระราชบิดาออกว่าราชการอย่างใกล้ชิด และด้วยพระนิสัยที่ทรงสนพระทัยใฝ่รู้จึงทำให้ทรงมีพระปรีชาญาณกว้างไกลกว่าสตรีทั่วไป

สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาเทวะวงษวโรประการ พระบรมเชษฐา ทรงเล่าถึงพระเจ้าน้องนางองค์นี้ว่า

"ในปลายรัชกาลที่ 4 นั้น ยังหาได้มีที่จะศึกษาเล่าเรียนได้ดีเสมอเหมือนอย่างทุกวันนี้ไม่ และพระบรมวงศานุวงศ์ฝ่ายในซึ่งทรงชำนาญในการอักษรเคยเป็นที่ศึกษาเล่าเรียนของเจ้านายชั้นหลังนั้นก็สิ้นพระชนม์ไปเสียหมดแล้ว สมเด็จพระบรมราชินีนาถ (พระองค์เจ้าเสาวภาผ่องศรี) จึงมีโอกาสที่จะทรงศึกษาเล่าเรียนได้น้อยนัก

แต่หากว่าทรงมีพระวิริยะพระปัญญามากตั้งแต่ประสูติมาเดิมแล้ว และ พระบาทสมเด็จพระพุทธเจ้าหลวง ทรงพระเมตตากรุณาใช้สอยติดตามเสด็จมาแต่ยังทรงพระเยาว์ ได้ทรงเห็นทรงฟังพระกระแสรับสั่งและการงานในพระราชสำนักมาก อีกทั้งได้ทรงพระอุตสาหะหมั่นเพียรเล่าเรียน หมั่นเขียนหมั่นตริตรองตามวิสัยบัณฑิตชาติ จึงได้ทรงทราบสรรพวิชาอันควรจะทราบได้ถ้าแม้นจะไม่ดีกว่าก็เสมอเหมือนผู้ที่มีความรู้และศึกษาเล่าเรียนเป็นอย่างดีแล้วได้ ความข้อนี้มีพยานที่จะให้เห็นปรากฏชัดในลายพระราชหัตถ์ที่ทรงไว้เป็นอันมาก กับทั้งในราชการบ้านเมืองอันสำคัญที่สุด ซึ่งได้ทรงสำเร็จราชการแผ่นดินต่างพระองค์ในเวลาที่พระพุทธเจ้าหลวง เสด็จประพาสยุโรป พ.ศ.2440"

ในหนังสือเฉลิมพระเกียรติ สมเด็จพระศรีพัชรินทราบรมราชินีนาถ โอกาสฉลองวันพระราชสมภพครบร้อยปี วันที่ 1 มกราคม พ.ศ.2507 หม่อมเจ้าสิบพันพารเสนอ โสณกุล ได้นิพนธ์ว่า

"ท่านผู้หลักผู้ใหญ่เล่ากันมาว่า สมเด็จฯทรงมีพระปัญญาเฉียบแหลมมาแต่ยังทรงพระเยาว์ แต่บางทีก็ดื้อมาก เช่น เวลาทรงพระอักษรก็ไม่ยอมทรงอ่านดังๆเลย พระอาจารย์อ่านถวายไปเท่าใด ท่านก็ทอดพระเนตรตามไปเฉยๆ พระอาจารย์ไม่อาจทราบว่าสามารถทรงได้เพียงไหน จึงต้องร้องทุกข์ต่อเจ้าจอมมารดา ครั้นเจ้าจอมมารดาทูลว่า ก็ตรัสว่า ฉันอ่านได้แล้ว เจ้าจอมมารดาบังคับให้ทรงอ่านให้ฟัง ก็ได้จริงดังที่ตรัสมา"

ไม่มีหลักฐานใดที่จะแสดงให้เห็นถึงพระอัจฉริยภาพและความสำเร็จของ สมเด็จพระนางเจ้าเสาวภาผ่องศรี พระบรมราชินีนาถ เท่ากับห้วงเวลาแห่งการเป็นผู้สำเร็จราชการแผ่นดิน ระหว่างพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เสด็จประพาสยุโรป ในพ.ศ.2440 ระยะเวลา 8 เดือน สมเด็จฯกรมพระยาดำรงราชานุภาพ ตรัสว่า "การที่พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงตั้งสมเด็จพระบรมราชินีนาถ เป็นผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์นั้น ใช่เพราะความลุ่มหลงเป็นส่วนพระองค์เลย ทั้งนี้เพราะไม่มีใครจะดีและเหมาะกว่าจริงๆในเวลานั้น ด้วยสมเด็จพระราชินีทรงเข้าพระทัยยุ่งยากจาก พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว อย่างเพื่อนยากอยู่แล้ว ทรงเห็นว่าทรงสามารถรวมน้ำใจคนให้ช่วยกันสงสารและไม่เป็นพวกเป็นเหล่าได้?"

สมเด็จพระนางเจ้าเสาวภาผ่องศรี พระบรมราชินีนาถ ได้ปฏิบัติพระราชกรณียกิจฉลองพระเดชพระคุณแทนด้วยความจงรักภักดี ซื่อสัตย์ และกตัญญูอย่างที่สุด ทั้งที่การพระราชกิจต่างๆนั้นมิได้เคยทรงฝึกปฏิบัติหรือทรงเคยศึกษาเล่าเรียนมาก่อน ไม่ว่าจะเป็นการเสด็จฯออกเยี่ยมกระทรวงทบวงกรมต่างๆ การเสด็จฯออกแขกบ้านแขกเมือง การทรงเป็นประธานที่ปรึกษาราชการ ตลอดระยะเวลา 8 เดือนที่ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เสด็จประพาสยุโรป

สมเด็จพระบรมราชินีนาถ ได้ทรงพิสูจน์พระองค์ว่า สมควรจะเป็นที่ไว้วางพระราชหฤทัย ทรงใช้พระปรีชาสามารถในอันที่จะทรงพระวินิจฉัยพระราชกิจ แม้ในเรื่องราวสำคัญก็เป็นที่เรียบร้อยพอใจกันทั่วหน้า