"ขนมเข่งกับเทศกาลตรุษจีน" 1

คุยข้างครัว

"ซินเจียยู่อี่ ซินนี้ฮวดใช้" อีกไม่กี่วันก็จะถึงเทศกาลตรุษจีน เป็นวันขึ้นปีใหม่ของจีนในสมัยโบราณวันปีใหม่ จะมีเทศกาลที่จัดขึ้นตั้งแต่วันก่อนปีใหม่เรื่อยไปจนถึงวันที่ 9 ของปีใหม่ จีนมีตำนานเล่าขานกันมาดังนี้

  • วันแรกของปีใหม่ (ตรุษจีน) มีการเซ่นไหว้บรรพบุรุษเลือกทิศมงคลเพื่อเปิดประตูและเดินไปทางทิศมงคลพร้อมกับถือโคมไฟและจุดประทัดออกไปเยี่ยมญาติพร้อมทั้งมอบเงินขวัญถุง (แต๊ะเอีย)
  • วันที่ 2 ยังคงเป็นวันที่แวะเยี่ยมเยียนและให้เงินลูกหลาน
  • วันที่ 3 เป็นวันที่เก็บตัวอยู่กับบ้าน
  • วันที่ 4 เป็นวันอัญเชิญเทพเจ้าที่ทยอยลงมาจากสวรรค์ มีการเซ่นไหว้เทพเจ้าเพื่อต้อนรับและนิยมเปิดร้านตั้งแต่วันนี้เป็นต้นมา เพื่อความเป็นสิริมงคล
  • วันที่ 5 เป็นวันคล้ายวันประสูติเทพเจ้าทั้ง 5 ทิศ นิยมแขวนผ้าแดงไว้ที่หน้าร้าน
  • วันที่ 6 เป็นวันกำเนิดโลกมนุษย์โดยองค์หนี่วา เป็นผู้สร้างสรรพสัตว์และมนุษย์ขึ้นมาในโลก (วันที่ 6 ปกติไม่มีอะไร)
  • วันที่ 7 เป็นวันกราบไหว้วัดดวงดาวสวดมนต์และขอพร
  • วันที่ 8 เป็นวันคล้ายวันประสูติของเง็กเซียนฮ่องเต้ ซึ่งเป็นเทพเจ้าที่มีอำนาจสูงสุดของสวรรค์ เป็นผู้ทรงคุณธรรม มีความสามารถปกครองสวรรค์ โลก นรก ดังนั้น ในวันนี้ชาวจีนจึงนิยมกราบไหว้บูชาองค์เง็กเซียนฮ่องเต้ ซึ่งวันนี้ทุกคนจะให้ความสำคัญกับความสงบและความสามัคคี ไม่ถือโทษโกรธเคืองกัน มี แต่ให้อภัยซึ่งกันและกัน

ตามปฏิทินจันทรคติ ปีใหม่จีนคือเทศกาลตรุษจีนเป็นเทศกาลที่สำคัญที่สุดของจีน ทางด้านประวัติศาสตร์ชีวิตอีกปี เทศกาลนี้จะฉลองกันตั้งแต่วันขึ้น 15 ค่ำ เดือน 1 ของจีน ในอดีตชาวจีนมีอาชีพเกษตรกรรมทุกคนต้องทำงานหนักในท้องนาทั้งวัน มีโอกาสน้อยที่คนในครอบครัวจะได้พบ รับประทานอาหารพร้อมหน้าพร้อมตากัน มีชีวิตอยู่อย่างยากจน ฉะนั้น วันปีใหม่จึงจัดเลี้ยงกันด้วยอาหารเลิศรส และรับประทานอาหารร่วมกันอย่างพร้อมหน้าพร้อมตา และสังสรรค์รื่นเริงกันอย่างมีความสุขและได้พัฒนาเป็นขนบธรรมเนียมในการฉลองปีใหม่

ชาวจีนมีประเพณีนิยมกนในวันขึ้นปีใหม่ ดังนี้

  • เชิดมังกร เพื่อเป็นการเฉลิมฉลองตามตำนานมังกรเป็นผู้ให้ฝน การเชิดมังกรจึงเป็นการขอพรให้ปีนี้ฝนตกต้องตามฤดูกาล
  • เชิดสิงโต เพื่อปัดเป่าสิ่งชั่วร้าย และนำมาซึ่งความโชคดีตลอดปี
  • จุดประทัด เพื่อให้เสียงขับไล่สิ่งชั่วร้ายและไม่เป็นมงคลทั้งหลายตลอดจนสร้างความมีชีวิตชีวาในเทศกาลปีใหม่จีน
  • ติดภาพเทพประตู (หมี่ชิ้ง) ไว้บนประตูหรือผนังเพื่อความเป็นสิริมงคล ภาพที่ติดไว้จะติดไว้ตลอดปี จะเปลี่ยนในวันปีใหม่ของทุกปี
  • ประดับบ้านด้วยคำกลอนคู่ เรียกทางจีนว่า ตุ้ยเหลียน เขียนคำกลอนลงบนกระดาษสีแดง ผ้าสีแดง ไม้ไผ่ เสา ซึ่งคำกลอนคู่นี้มีมาแต่โบราณ และนิยมกันแพร่หลายในสมัยราชวงศ์ซ่ง จวบจนปัจจุบันนี้
  • สวมเสื้อผ้าชุดใหม่ แล้วพากันออกไปเยี่ยมเยียนญาติพี่น้องและเพื่อนฝูง เพื่ออวยพรให้มีความสุขตลอดปี ของว่างและอาหารอันเลิศรสจะถูกจัดมาเลี้ยงต้อนรับผู้มาเยือน
  • มอบส้ม โดยนำส้มจำนวน 2 หรือ 4 ผล ติดตัวไปเยี่ยมเยียนญาติสนิทมิตรสหาย ส่วนเจ้าบ้านก็จะมอบส้มให้กับแขกด้วยเช่นกัน ทั้งนี้เพราะส้มอ่านออกเสียงคล้ายกับคำที่มีความหมายว่า "ทองคำ" ในภาษากวางตุ้งจึงนิยมมอบส้มให้แก่กัน

เมนูที่นิยมรับประทานในวันขึ้นปีใหม่จีนคือหม้อไฟ เหมาะสำหรับเด็กและผู้ใหญ่ เวลารับประทานก็เพียงนำเนื้อและผักใส่ลงไปในน้ำซุปที่เดือด ต้มไป ทานไป คุยไป

อาหารในวันปีใหม่ที่สมาชิกในครอบครัวนิยมรับประทานมื้อเย็นร่วมกัน ซึ่งอาหารล้วนมีความหมายเป็นพิเศษทั้งนั้น เป็ด ไก่ ปลา จะเสิร์ฟทั้งตัว อาหารที่ซื้อมีความเป็นสิริมงคล ตลอดจนรูปร่างของอาหารก็ต้องเป็นสิริมงคลด้วย เช่น

  • เกี๊ยว สื่อความหมาย "ทองคำแท่งโบราณ" เพราะรูปร่างของเกี๊ยวจะเหมือนเงินตำลึงในสมัยโบราณ ซึ่งคนจีนนิยมห่อเกี๊ยวและทานเกี๊ยวเป็นจานหลัก เพื่อนำโชคลาภเงินทองเข้าบ้านในวันปีใหม่
  • ปลา สื่อความหมาย "เหลือกินเหลือใช้" นิยมใช้ปลาทั้งตัววางบนจานแล้วนึ่ง
  • เส้นหมี่ หรือบะหมี่ สื่อความหมาย "อายุยืนยาว" จากลักษณะเส้นที่ยาวเรียวเล็ก หมายถึงความยืนยาว และคำพ้องเสียงของบะหมี่ หมายถึงหลีกเลี่ยงสิ่งชั่วร้าย
  • ถั่วงอก สื่อความหมาย "สมหวัง" และโชคดี"
  • ผักกาดเขียว สื่อความหมาย "ทุกอย่างสดชื่น"
  • หน่อไม้ สื่อความหมาย "ราบรื่นไม่มีอุปสรรค"
  • ขนมเข่ง สื่อความหมาย "เลื่อนขั้นเลื่อนตำแหน่ง"

ตำนานขนมเข่ง ขนมเข่งมีต้นกำเนิดมาจากเมืองซูโจว ซึ่งเดิมประชาชนอยู่ดี กินดี ฝนตกตามฤดูกาล ผลผลิตทางการเกษตรเก็บเกี่ยวได้อย่างอุดมสมบูรณ์ ฮ่องเต้อู๋ได้รับการช่วยเหลือจากข้าราชการชื่อ "อู่ซื่อฉี" แนะนำให้นำเมล็ดข้าวที่เหลือไปใส่น้ำแล้วนำมานึ่ง แล้วจึงโม่จนเหนียว เพื่อปั้นเป็นก้อนสี่เหลี่ยมเหมือนก้อนหิน แล้วนำก้อนข้าวไปก่อเป็นกำแพงเมืองปิดทับด้วยอิฐด้านในไว้ หลังจากฮ่องเต้อู๋สวรรคต พระโอรสฟูไซขึ้นครองราชย์ เน้นเรื่องสงครามและมีคนใส่ร้ายป้ายสีอู่ซื่อฉี ทำให้เขาต้องฆ่าตัวตาย หลังจากนั้นบ้านเองก็มีปัญหา ประชาชนขาดแคลนอาหาร แต่ประชาชนจำคำของท่านอู่ซื่อฉีว่าหากหิวโหยเมื่อไรทุบด้านในกำแพงเมืองจะมีก้อนข้าวที่เก็บเอาไว้ หากนำก้อนข้าวไปทำให้ร้อนก็จะนุ่มแล้วนำมากินได้ ทำให้ประชาชนรอดตายจากความอดอยาก และเพื่อรำลึกถึงท่านอู่ซื่อฉี เมื่อถึงเทศกาลตรุษจีนทุกปี ทุกบ้านจะทำก้อนข้าวเพื่อเซ่นไหว้ แล้ววิวัฒนาการก็เปลี่ยนเป็นประเพณีการไหว้ขนมเข่งในวันขึ้นปีใหม่

ขนมเข่ง

ส่วนผสม แป้งข้าวเหนียวอย่างดี 1 กิโลกรัม น้ำตาลทรายขาวเม็ดเล็ก 800 กรัม น้ำปล่าพอประมาณ กระทงใบตองแห้ง เข่งไม้สานสำหรับรองกระทง น้ำมันพืชทากระทง

วิธีทำ
  1. ผสมแป้งกับน้ำตาลให้เข้ากัน
  2. ค่อยๆเติมน้ำทีละน้อยนวดไปเรื่อยจนน้ำตาลละลาย แป้งขนมเป็นลักษณะเหลวคล้ายนมข้นหวาน หมักทิ้งไว้ 3 ชั่วโมง แล้วนำมากรองด้วยตะแกรง (ไม่ต้องถี่จนละเอียด)
  3. กระทงเช็ดให้สะอาด ทาน้ำมันเล็กน้อยให้ทั่วกระทง วางลงบนเข่งไม้หรือที่เรียกว่าเต๊าตัก ขนมที่กรองแล้วใส่ลงในเข่งเกือบเต็มเข่ง (ประมาณ 3/4ของเข่ง) แล้วนำไปนึ่ง ใช้น้ำในรังถึง 3/4ของรังถึง ไฟแรงนึ่งประมาณ 1 ธูปจีน หรือ 1 ชั่วโมง ขนมจะสุก (ขึ้นอยู่กับเข่งเล็กหรือใหญ่) เอาออกจากเต้า แต้มจุดสีแดงเล็กน้อยที่หน้าขนม