ทรัพย์ในดิน

เพิร์ล เอส. บั๊ค เขียน สันตสิริ แปล
หนังสือคือแสงจันทร์

แผ่นดินมีกลิ่นหอมเหมือนมวลดอกไม้ ให้ความมั่งคงอบอุ่น ให้ความหวังและความสุขสบาย ในจิตวิญญาณของมนุษย์จึงมีผืนดินอยู่ในความคำนึง และผืนดินผืนนี้ก็ยังหวานละมุนในใจเสมอ

แม้จะไม่มีใครสามารถบรรยายถึงคุณค่า ความงาม ความสมบูรณ์ให้แก่แผ่นดินได้มากเท่ากับสิ่งที่แผ่นดินได้มอบให้แก่มนุษย์รุ่นแล้วรุ่นเล่า ทว่ายังมีบทกวีและถ้อยคำต่างๆที่แสดงความซาบซึ้งใจต่อผืนดิน อินเดียนแดงเป็นชนเผ่าหนึ่งที่มีจิตสำนึกแรงกล้าและเคารพธรรมชาติอย่างลึกซึ้ง คำพูดของ เครซี่ ฮอร์ส (หนังสือ ณ ที่ดวงตะวันฉายแสง แปลโดย วันชัย ตันติวิทยาพิทักษ์) เครซี่ ฮอร์ส บอกว่า

"มนุษย์ไม่อาจขายแผ่นดินที่คนเดินได้"

คำพูดนี้ยืนยันถึงคุณค่าของผืนแผ่นดีได้ดีที่สุดคำพูดหนึ่ง เพราะคนจะไม่ขายสิ่งล้ำค่าของเขา

และมีหนังสืออีกเล่มชื่อ ทรัพย์ในดิน (The Good Earth) หนังสือเล่มนี้นอกจากบอกเล่าถึงการต่อสู้ดิ้นรนของคนคนหนึ่งแล้ว ยังแสดงให้เห็นถึงความหมายและคุณค่าของผืนดินอย่างเด่นชัด ทรัพย์ในดิน เขียนโดย เพิร์ล เอส. บั๊ค นักเขียนรางวัลโนเบล คนที่ 3 ของอเมริกา เธอได้รับรับรางวัลโนเบล เมื่อพ.ศ.2481 ผู้ที่แปลงานของเธอเป็นภาษาไทย คือ สันตสิริ ทรัพย์ในดิน พิมพ์ครั้งแรก เมื่อพ.ศ.2513 สำนักพิมพ์สมิทธิสาสน์ เป็นผู้พิมพ์

เพิร์ล เอส. บั๊ค เกิดที่อเมริกา เมื่อเธออายุเพียงสี่เดือนพ่อของเธอก็อพยพกลับมาประเทศจีนอีก และมีพี่เลี้ยงชราชาวจีนดูแล ด้วยเหตุนี้เธอจึงพูดภาษาจีนได้ก่อนภาษาอังกฤษ และแม่ของเธอเป็นคนสอนให้เขียนบันทึกถึงความรู้สึกนึกคิดลงในสมุดทุกอาทิตย์ แม่ยังได้ส่งผลงานเขียนของเธอไปให้หนังสือพิมพ์ นับแต่บัดนั้นและต่อๆมา ผลงานเขียนของ เพิร์ล เอส. บั๊ค ก็เป็นที่รู้จักและได้รับรางวัลอยู่เสมอ นวนิยายเรื่องแรกที่เธอแต่งชื่อ ทาสประเพณี (East Wind : West Wind) เป็นหนังสือที่ขายดีมากในขณะนั้น (ค.ศ.1929) ต่อมาก็คือเล่ม ทรัพย์ในดิน ซึ่งก็ขายดีมากอีก สันตสิริ เขียนไว้ในคำนำในการพิมพ์หนังสือ ทรัพย์ในดิน ครั้งแรกว่า

"เรื่องที่พิมพ์จำหน่ายดีที่สุดของ เพิร์ล คือเรื่อง The Good Earth ซึ่งเขียนเสร็จ ใน ค.ศ.1930 และพิมพ์จำหน่าย ใน ค.ศ.1931 หลังจากพิมพ์เรื่อง East Wind : West Wind แล้วราว 10 เดือน หนังสือเล่มนี้ได้ปลุกความตื่นเต้นเกรียวกราวขึ้นในหมู่นักอ่าน และนักวิพากษ์วิจารณ์ทุกประเภทในอเมริกาอย่างขนานใหญ่ ทำลายประวัติการขายหนังสือทุกเล่มที่ขึ้นชื่อว่าเป็นหนังสือ "ขายดีที่สุด" นับตั้งแต่ ค.ศ.1896 เป็นต้นมา ในอเมริกาต้องพิมพ์แล้วพิมพ์อีกหลายสิบครั้ง"

ทรัพย์ในดิน ได้รับรางวัลพูลิเซอร์ ในปีที่พิมพ์ออกจำหน่ายนั่นเอง (ค.ศ.1931)

ฉันเพิ่งจะได้หยิบเรื่อง ทรัพย์ในดิน มาอ่าน แล้วก็วางไม่ลงเหมือนทุกๆคนที่อ่าน ในบทแรกๆยังไม่มีความหมองหม่นใจไปกับตัวละคร มีบทบรรยายภาพชีวิต บุคลิก สถานที่ ซึ่งสิ่งเหล่านี้กลับดึงดูดเหมือนแรงแม่เหล็ก ถ้อยคำที่ลื่นไหล ประโยคที่ผูกร้อยเรียงจะนำพาเราไปเหมือนเรือลอยล่องไปในธารน้ำหลาก ไร้ที่สิ้นสุด

เรื่องเริ่มต้นที่ภาพของหวางหลุง แล้วค่อยๆเล่าชีวิตต่อมาของเขากับครอบครัว ก่อนอื่นนั้นผู้อ่านในยุคปัจจุบันควรรับรู้และเข้าใจกันก่อนว่าเรื่อง ทรัพย์ในดิน ที่กำลังอ่านนั้น ผู้คนมีชีวิตความเป็นอยู่ที่ต่างออกไปจากทุกวันนี้ เป็นเรื่องราวที่เกิดขึ้นในช่วงคาบต่อก่อนจะเข้าสู่สังคมจีนยุคใหม่ ประเทศจีน

มีประวัติมายาวนานก่อนคริสตกาลถึง 2,700 ปี ผืนแผ่นดินมีหลากหลายภูมิประเทศ ที่ราบเทือกเขาสูง ที่แห้งแล้ง ชุ่มฝน และหิมะขาวโพลน ทั้งยังมีผู้คนจำนวนมาก มีคนเหลือกินเหลือใช้และมีคนมากมายที่ฝืดเคือง กระทั่งในเรื่องเองก็

มีบทสนทนาที่บอกเราว่า "ในหมู่บ้าน เขากำลังกินเนื้อคนกันแล้วนะ" คนจะกินคนได้อย่างไร ออกจะเป็นเรื่องวิปลาส ใครที่ไหนจะเชื่อว่าเกิดขึ้นจริง เป็นสิ่งที่น่าตระหนก และไม่มีทางเป็นไปได้ แต่ เพิร์ล เอส. บั๊ค ก็เขียนไว้แล้วในเรื่อง ทรัพย์ในดิน ที่โด่งดังขายดิบขายดี

ทรัพย์ในดิน ยังสะท้อนภาพชีวิตของคนคนหนึ่งของครอบครัวเล็กๆครอบครัวหนึ่งอย่างละเอียดลออ สะท้อนความเป็นชาย-หญิง รวมถึงประเพณีวัฒนธรรม ความคิด ความเชื่อ และบันทึกสังคมในยุคนั้น ผ่านสายตาและการประพันธ์ของนักเขียนหญิงชื่อ เพิร์ล เอส. บั๊ค ชื่อนักเขียนหญิงท่านนี้ทำให้ชีวิตของหวางหลุงเป็นที่จดจำ และบางฉากของโอลันก็ล่ามใจคนอ่านไว้ในทุกๆครั้งที่ได้อ่าน หนังสือของเธอมีคนอ่านทั่วโลก แปลออกเป็นภาษาต่างๆ 30 ภาษา ความสามารถยอดเยี่ยมของ เพิร์ล เอส. บั๊ค คือการบรรยายที่ลื่นไหลอย่างน่าอัศจรรย์ ทำให้คนอ่านไม่สามารถหยุดอ่านได้

"เขารีบเดินออกไปยังห้องกลาง จัดแจงนุ่งกางเกงสีน้ำเงินไปพลาง และเลื่อนเข็มขัดผ้าฝ้ายสีน้ำเงินให้รัดเอวแน่นเข้า ปล่อยให้ร่างกายท่อนบนเปลือยเปล่าอยู่ จนกว่าจะต้มน้ำอาบเสร็จแล้ว เดินเข้าไปในเพิงซึ่งใช้เป็นครัวอยู่ติดต่อกับตัวบ้าน วัวตัวหนึ่งเอี้ยวศีรษะออกมาจากท่ามกลางความขมุกขมัว ตรงมุมซึ่งอยู่ถัดประตูไป ครั้นแล้วก็กลับก้มหัวต่ำลงไปตามเดิม ครัวเล็กๆนี้ก่อด้วยดินเหมือนกับตัวบ้าน เป็นดินก้อนสี่เหลี่ยมจัตุรัสขนาดใหญ่ขุดมาจากนาของเขาเอง ส่วนหลังคาใช้มุงด้วยฟาง ซึ่งได้จากต้นข้าวสาลีจากนานั้น ด้วยดินของตนเองนี้แหละที่ปู่ของเขาก่อเตาไฟมาแต่ครั้งยังหนุ่มๆอยู่ บัดนี้มันดำมอมแมม เพราะได้ใช้ประกอบอาหารมาเป็นเวลานานปี บนเตาเก่าแก่นี้มีหม้อเหล็กกลมกลึงตั้งอยู่ใบหนึ่ง"

หลังจากแม่ตายเมื่อ 6 ปีก่อน หวางหลุงดูแลพ่ออย่างเอาใจใส่ ทั้งทำงานในไร่นาอย่างขยันขันแข็ง นอกจากความอดทน บากบั่นสร้างฐานะแล้ว เขายังเป็นคนจิตใจดี มีความกตัญญู ครั้งหนึ่งที่เกิดทุกขภัยพิบัติรุนแรง ผืนดินที่เคยปลูกพืชให้ผลดีกลับแห้งแล้ง แล้งน้ำ แล้งฝน ดินแตกเป็นก้อนๆ ผู้คนอดอยากต้องกินดิน โอลันกำลังตั้งท้องลูกคนที่สี่ ชิงเพื่อนบ้านคนหนึ่งได้นำเมล็ดถั่วมาให้หวางหลุง และหวางหลุงก็ไม่เคยลืมชายที่ชื่อ ชิง เลย ภัยพิบัติในครั้งนั้นทำลายหมู่บ้าน ผู้คนต้องอพยพหนีทิ้งบ้านเรือนไร่นา

"แล้วเขาก็ออกไป ประเดี๋ยวก็กลับมา เอาถั่วแดงแห้งๆห่อผ้าฝ้ายมานิดหน่อย ยังเปรอะดินอยู่ พวกเด็กๆกรายเข้ามาเมื่อแลเห็นของกิน และแม้แต่ชายชราก็นัยน์ตาวาว แต่หวางหลุงผลักไสพวกเด็กๆไป นำเอาอาหารนั้นเข้าไปให้ภรรยาซึ่งกำลังนอนอยู่ นางกินถั่วนิดหน่อยที่ละเม็ดๆ คล้ายไม่เต็มใจใกล้กำหนดที่นางจะคลอดบุตรแล้ว นางรู้ดีว่าถ้าไม่กินเสียบ้าง นางก็คงจะต้องตายเพราะความเจ็บปวดรวดร้าว"

"เวลานี้ทุกคนแทบจะลุกขึ้นไม่ไหวอยู่แล้ว ไม่จำเป็นจะต้องไปมัวคำนึงถึงอาหารซึ่งไม่มีจะกิน อย่างน้อยที่สุด นอนเสียยังดีกว่า ซังข้าวโพดตากแห้งก็กินกันหมดแล้ว นอกนั้นก็พากันไปถากเปลือกไม้เอามากิน พวกแถบนั้นพากันกินหญ้าที่ยังหาได้ตามภูเขาสูงๆ"

"ในตอนแรกๆ แม่หนูร้องไห้เสียงดังลั่นบ้าน แต่ต่อๆมาเสียงนั้นก็เงียบ พบอะไรเป็นเอาเข้าปากดูด โผล่หน้าอันผอมซีดเซียวมองดูทุกๆคน ริมฝีปากเป็นสีน้ำเงินบุ๋มลงไปคล้ายคนแก่ นัยน์ตาซึ่งกลวงลึกมองอย่างเหม่อลอย"

ส่วนโอลันเมียของหวางหลุง เธอเป็นผู้หญิงแม้จะเชื่อฟังชายคือสามี แต่เธอก็เป็นดังที่เธอเป็นตัวตนของเธอก็ไม่ได้สูญหายละลายไปจนหมด หรือว่าเชื่อฟังสามีอย่างหวาดกลัวตลอดเวลา หากเมื่อใดที่เธอยืนยันเด็ดเดี่ยว หวางหลุงก็ปล่อยให้เธอทำตามใจ ก็มีเพียงไม่กี่ครั้งหรอกที่เธอจะต้องการทำตามความปรารถนา และความปรารถนาของเธอไม่ใช่เรื่องบกพร่องแต่อย่างใด โอลันสบายใจนักที่หลุดออกมาจากการเป็นคนรับใช้ ตอนป่วยใกล้จะเสียชีวิตเธอยังพูดว่า ดีใจที่มีบ้านของตนเอง และมีลูกชายหลายคน

โอลันไม่ใช่คนสวย ไม่ใช่คนอ่อนแอเปราะบาง เธอพร้อมจะสู้งานหนัก ทำงานตามหน้าที่ไม่พูดไม่จา หวางหลุงและโอลันจึงเป็นคู่ที่เหมาะสมกันยิ่งนัก เพศหญิงในสังคมมักจะตกเป็นเบี้ยล่างของเพศชายเสมอไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง โดยเฉพาะลูกหญิงในสังคมจีน ลูกหญิงที่พ่อแม่ไม่ปรารถนา โอลันถูกขายตั้งแต่ยังเด็กให้เป็นคนใช้ในครัวของตระกูลหวาง เธอเผชิญกับความทุกข์มามาก ถูกทุบตี ไม่มีอาหารกิน

"แล้วหวางหลุงหันมาดูโอลันเป็นครั้งแรก หน้าของนางเป็นเหลี่ยม มีลักษณะซื่อสัตย์ จมูกแบน และรูจมูกใหญ่ ปากกว้าง มีแผลเป็นที่ใบหน้า นัยน์ตาเล็ก และสีดำ แต่ทว่าเต็มไปด้วยแววโศกแฝงอยู่ เป็นดวงหน้าที่แสดงถึงความเคร่งขรึม พูดน้อย ดูเหมือนว่า ถ้าไม่มีเรื่องก็จะไม่พูดเสียเลย"

สังคมมีเพศชายเป็นใหญ่ และเลือกมองความสวยงามของผู้หญิงเป็นลำดับแรกก่อนที่จะมองคุณสมบัติในเรืองอื่นๆ จึงมีคำกล่าวว่า "ผู้หญิงมีรูปร่างหน้าตาเป็นสมบัติ" แม้โอลันไม่มีคุณสมบัติดังกล่าวเลย แต่เธอคือผู้หญิงที่ควรยกย่อง เธอแข็งแกร่ง อึดสู้ อดทน และทำงานมากกว่าผู้ชายบางคน เพราะนอกจากงานในไร่นาแล้ว เธอยังต้องดูแลคนทุกคน และทำงานบ้าน เมื่อคลอดลูก เธอก็คลอดเองอยู่ในห้องเพียงลำพัง รุ่งเช้าหลังคลอด เธอก็ลุกมาทำงานบ้านเป็นปกติ ไม่กี่วันต่อมาก็พาลูกออกมาทำงานกลางไร่นา หลังจากเสร็จงานบ้าน โอลันแบกจอบออกมาช่วยหวางหลุงในไร่นา ตั้งแต่เริ่มแรกอยู่ร่วมบ้านเดียวกัน

"แสงแดดส่องกราดลงยังคนทั้งสอง เพราะเป็นเวลาต้นฤดูร้อน เหงื่อออกทั่วใบหน้าของนาง หวางหลุงถอดเสื้อออกหมดหลังว่างเปล่า แต่เมียของเขาสวมเสื้อบางๆทำงาน มันเปียกชุ่มจนแนบเนื้อ ทั้งสองคนทำงานร่วมกันโดยไม่ได้พูดจาอะไรเลยแม้แต่คำเดียว ชั่วโมงแล้วชั่วโมงเล่า ไม่ได้คิดถึงสิ่งใดทั้งหมด นอกจากฟันดินให้เป็นร่องยาวเพื่อให้แดดเผาโดยทั่วถึงกัน ดินนี้เองที่ทำให้เขามีบ้านอยู่ มีอาหารเลี้ยงท้อง และใช้ปั้นเป็นรูปเทพเจ้า"

"นางทำงานในนาตลอดวัน ส่วนลูกเล็กนั้นเอาผ้าขาดๆห่อให้นอนหลับอยู่กลางดิน พอลูกร้อง นางก็หยุดทำงาน นั่งราบลงบนพื้นดินเปิดนมให้ลูกกิน แดดอันร้อนแรงเผาทั้งแม่และลูก พระอาทิตย์ในตอนปลายฤดูชิวเทียน จะไม่ยอมละความร้อนแรง จนกว่าความเยือกเย็นของฤดูหนาวจะทำให้คลายลง ผิวของแม่และลูกกลายเป็นสีน้ำตาลเหมือนสีดิน ทั้งสองนั่งอยู่ที่นั่นคล้ายรูปที่ปั้นด้วยดิน ขี้ฝุ่นตามท้องนาติดผมแม่ และผมอันดำละเอียดอ่อนของลูกด้วย"

โอลันมีลูกชาย 3 คน หญิง 3 คน ในหกคนนี้เป็นแฝดหนึ่งคู่ และลูกหญิงคนหนึ่งที่เกิดในช่วงภัยพิบัติ ลูกแรกเกิดในช่วงที่แม่ขาดแคลนอาหารการกินนี้ คนเป็นแม่ตัดสินใจทำลายชีวิตแรกเกิด จะว่าไปแล้วโอลันมีความทุกข์มาตั้งแต่เล็ก เมื่อยังเล็กก็ต้องนั่งขอทานเพื่อจะได้มีข้าวกิน ต่อมาพ่อแม่ขายเธอให้เป็นคนรับใช้ โชคดีที่โอลันหน้าตาขี้เหร่ จึงไม่มีนายผู้ชายคนใดหมายปองเมื่อพอมีฐานะร่ำรวยขึ้น หวางหลุงก็มีเมียน้อยอีกคน ต่อจากนั้นเธอก็เจ็บป่วยต้องทนทานต่อความเจ็บปวดอยู่นานปี กว่าที่หวางหลุงจะรู้ว่าโอลันป่วยหนักก็ยากจะเยียวยารักษา

"ก็ฉันได้ยินเสียงเด็กร้อง - มันยังมีชีวิตอยู่นี่นา แต่หันไปมองดูหน้าเมีย นัยน์ตาของนางปิดสนิท ผิวเนื้อซีดราวกับสีขี้เถ้า กระดูกขึ้นโกงโก้-เห็นดวงหน้าซึ่งเคร่งขรึมน่าสงสารค่าที่ได้อดทนต่อความเจ็บปวดอย่างสุดขีดมาแล้ว เขาจึงพูดไรไม่ได้เลย ถึงอย่างไรๆ ตลอดเวลาสามเดือนที่แล้วมานี้

เขาก็เพียงแต่พยุงร่างของตนเองเท่านั้น ภรรยาของเขาสิต้องอดทนต่อความหิวโหยเพียงไหน ในเมื่อมีเด็กในท้องคอยแย่งกินจากข้างใน เพื่อยังชีวิตของมันเอง"

ผู้หญิงชื่อโอลันจากเรื่อง ทรัพย์ในดิน มีเพียงครั้งเดียวที่ เพิร์ล เอส. บั๊ค เขียนให้โอลันร้องไห้

เหตุการณ์ในครั้งนั้นเกิดขึ้นเมื่อหวางหลุงบีบบังคับเอาไข่มุกสองเม็ดจากเธอไปให้เหลียวฮวา ผู้หญิงที่เขากำลังหลงใหล ไข่มุกทั้งสองเม็ดนี้โอลันได้มาเมื่อครอบครัวทั้งสองอพยพหนีภัยแล้งเข้าไปหากินในเมือง หวางหลุงลากรถรับจ้าง โอลันกับลูกๆนั่งขอทาน

ชีวิตในเมืองนั้นดีเพราะมีอาหารกิน แต่วงเวียนกรรมของคนยากจนก็ไม่มีวันจะจบสิ้น นับว่าโชคเข้าข้าง เกิดจลาจลคลื่นคนเบียดเสียด ฝูงชนพังประตูพงทุกๆสิ่งเพื่อจะเข้าไปเอาทรัพย์สินในบ้านคนรวย โอลันเก็บกอบเพชรพลอยมาได้จำนวนหนึ่ง เมื่อกลับมายังบ้านเรือน หวางหลุงผู้เห็นการณ์ไกลเอาเพชรพลอยไปซื้อที่ดินของตระกูลฮวง โอลันขอเก็บไข่มุกไว้สองเม็ด เธอใส่ไว้ในอกเสื้อตลอดเวลาหลายปี กระทั่งหวางหลุงมาบังคับเอาไปจากเธอเพื่อนำไปให้หญิงงามที่เขาหลงใหล โอลันคงเสียใจรุนแรง แล้ว เพิร์ล เอส. บั๊ค เขียนบรรยายว่า

"นางล้วงมือที่กำลังเปียกน้ำลงไปในอกเสื้ออย่างช้าๆ หยิบเอาห่อเล็กๆห่อหนึ่งส่งไปให้เขา และมองดูหวางหลุงแก้ห่อนั้นออก ไข่มุกทั้งสองเม็ดวางอยู่บนมือของเขาสุกเป็นเงางามเมื่อต้องกับแสงอาทิตย์ เขาส่งเสียงหัวเราะขึ้น

"แต่โอลันคงหันไปฟาดผ้าต่อไปตามเดิม น้ำตาหยดจากนัยน์ตาทั้งสองข้างตั้งแต่ช้าๆ จนกระทั่งไหลพรู แต่นางหาได้เอามือซึ่งเปียกน้ำอยู่นั้นเช็ดเสียให้แห้งไม่ นอกจากจะเอาไม้เล็กๆตีผ้าซึ่งวางแผ่อยู่บนแผ่นหินเรื่อยไป"

ต่อมาเมื่อหวางหลุงคลายความหลงใหลสาวงามชื่อเหลียวฮวาแล้ว และหมดธุระเรื่องลูกๆ เขาจึงกลับมานึกถึงโอลันเพื่อนร่วมชีวิตอีกครั้งหนึ่ง และสังเกตเห็นว่าโอลันหน้าตาซีดเซียวซูบผอม และจะได้ยินเสียงครวญครางเบาๆเจ็บปวด โอลันไม่ได้เสียชีวิตในทันที หวางหลุงเองแม้จะแต่งงานกับโอลันโดยปราศจากความรัก เหมือนกับว่าทั้งสองต่างก็คลุมถุงชนตัวเอง

ทำให้เราเห็นความปรานีความสงสารที่หวางหลุงมีต่อโอลันคู่ชีวิต หวางหลุงตั้งปณิธานว่าเขายอมสูญเสียเงินทองเพื่อรักษาโอลันให้หายป่วย ในวันหนึ่งๆ เขานั่งเฝ้าโอลันหลายๆชั่วโมง

"และเนื่องด้วยเหตุนี้ หวางหลุงจึงกรุณาแก่นางยิ่งกว่าเดิมหลายเท่า ซื้ออาหารดีๆมาให้นาง รวมทั้งต้มข้าวอย่างอร่อย ใส่ปลาจะละเม็ดขาว กับกะหล่ำปลีอ่อนๆ นอกจากนั้นเขายังไม่สามารถไปหาความสำราญกับเหลียวฮวาได้ เพราะคราวใดที่ไปก็ยังอดคิดถึงโอลันไม่ได้"

ทรัพย์ในดิน คือเรื่องราวชีวิตหนักหน่วงของมนุษย์ตั้งแต่ต้นจนปลายชีวิต ถ้าเปรียบกาแฟก็เป็นกาแฟแก้วขมปี๋ ชีวิตช่วงแรกของทั้งสองราวถูกแดดแผดเผาหรือความหนาวเหน็บถึงกระดูกอย่างไม่ปรานี

เพิร์ล เอส. บั๊ค อาจจะสงสารโอลันจึงให้เธอตายจากไปก่อน แม้ว่าพวกเขาจะร่ำรวย แต่ความรวยก็ใช่จะช่วยให้มนุษย์คลายความทุกข์ในชีวิตก็หาไม่

ความทุกข์มีหลายรูปแบบ มีกิ่งก้านสาขาออกผลทุกข์มากมาย โอลันตายขณะลูกๆกำลังเป็นหนุ่มเป็นสาว ทอดทิ้งให้หวางหลุงเผชิญกับเรื่องราวชีวิตต่อไปจนล่วงเข้าสู่วัยชรา ทรัพย์ในดิน ยังไม่จบเสียทีเดียว มีเรื่องของคนรุ่นลูกในภาคต่อไปชื่อ สายโลหิตและบ้านแตก ซึ่งควรจะอ่านให้จบชุดที่ชื่อ ตึกดิน