บ้านของผู้ให้

แต่งบ้านด้วยรัก

อาจารย์เทพศิริ สุขโสภา บอกไว้ในวันที่ผมได้มีโอกาสไปเยี่ยมบ้านของท่านในซอยหน้าวัดอุโมงค์ ต.สุเทพ อ.เมือง จ.เชียงใหม่ ผลงานวรรณกรรมสุดคลาสสิคของท่าน "บึงหญ้าป่าใหญ่"ได้รับคัดเลือกจากกระทรวงศึกษาธิการ ให้เป็นหนังสืออ่านนอกเวลา และยังเป็น 1 ในหนังสือดี 100 เล่มที่เด็กและเยาวชนไทยควรอ่านอีกด้วย นอกจากนี้ท่านยังเป็นนักวาดรูป สะพายเป้เร่เล่านิทานเล่าเรื่องให้ความสุขแก่เด็ก ๆ และชาวบ้านมานาน  

บ้านของอาจารย์ร่มรื่นท่ามกลางต้นไม้ใหญ่น้อย อาจารย์เล่าว่าบ้านหลังนี้มีอายุ 20 กว่าปีแล้ว "เราทำเอง ออกแบบเอง ก็ทำให้โล่งๆเข้าไว้ มีผนังโตๆหน่อย เอารูปขึ้นแขวน เอาตู้เอาชั้นมาใส่หนังสือ ข้างนอกก็ปลูกต้นไม้ทั้งต้นใหญ่ต้นเล็ก ปลูกด้วยมือตัวเองทั้งหมด ทำง่ายๆไม่คิดอะไร แต่ที่ว่าไม่คิด มันก็ออกมาจากตัวเรา"

 

คนอยู่เป็นยังไง บ้านเป็นยังงั้น

"ข้างในบ้านไม่มีตรงไหนที่กั้นผนังเป็นห้อง ๆ แต่มีลักษณะเป็นมุมของมัน โต๊ะ เก้าอี้ ตู้ที่วาง ส่วนใหญ่ผมจะใช้เวลานั่งเขียนอยู่ที่โต๊ะทำงานนี้ ที่เห็นนี่เป็นงานทั้งนั้น อุปกรณ์วาดรูป กรอบรูปก็จำนวนมาก ถ้าผมไม่เรียงก็จะกองเต็ม ช่วงทำงาน รูปจะโยนเกลื่อนพื้น ตรงนี้จะไม่เห็นพื้นเลย ปรกติถ้าผมทำงานติดพันก็จะนอนตรงโต๊ะนี้ จริงๆห้องนอนอยู่ข้างบน แต่ก็เกือบไม่ได้ใช้ ซึ่งจริงๆ มันไม่ดีกับสุขภาพหรอก เพราะเราเป็นคนเขียนรูปเร็ว เขียนแรง ขยี้ชอล์กลงไป แล้วสีชอล์กฝุ่นต่าง ๆ เนี่ย ไม่ใช่ผงธรรมชาติ มีสารเคมีอยู่ สูดไปมากๆมันอันตราย ตอนหลังเลยใช้พัดลมช่วยเป่าให้ฝุ่นมันไปขณะที่วาดบ้าง"

ความรู้สึกของอาจารย์ต่อบ้าน อาจจะแตกต่างจากคนอื่นอยู่บ้าง "เราเป็นคนทำงานศิลปะ สร้างงานตรงนี้ บ้านเป็นสตูดิโอด้วย ชีวิตและงานก็ปนกันอยู่ ถ้าถามผมจริงๆนะ ผมไม่ค่อยรู้สึกว่าเป็นบ้านเท่าไหร่หรอก มันเป็นที่ทำงานมากกว่า แม้ทุกวันนี้ก็ไม่รู้สึกว่าเป็นบ้าน มันอาจจะเป็นเพราะเราไม่ได้มีชีวิตแบบครอบครัว แล้วบางทีเราไม่อยู่ เดินทางไปเป็นเดือนหลายเดือนก็มี ทิ้งไว้คนอื่นก็มาใช้กัน"

บ้านหลังนี้จึงเปิดกว้างสำหรับเพื่อนพ้องน้องพี่ ได้เข้ามาใช้พื้นที่ทำกิจกรรมต่างๆ รวมถึงมาพักอาศัยด้วย  "เมื่อก่อนใช้เป็นโรงหุ่น ห้องสมุดเด็ก พอเด็กมาก็เล่านิทาน เล่นหุ่นอะไรก็ว่าไป แล้วก็มีพวกที่เรียนจบใหม่ ๆ ยังไม่ทำงาน ก็มาใช้ที่นี่ซ้อมการแสดงต่างๆหาประสบการณ์ แล้วก็ไปเล่นรอบๆในเมืองบ้าง ที่หอศิลป์บ้าง คนโน้นคนนี้ก็มาใช้กัน เราเปิดให้ใช้เฉพาะที่ทำงานเชิงศิลปะ ซ้อมดนตรี ละคร เวลาครึ้มอกครึ้มใจก็แสดงตรงนี้ ก็จะมีสมาชิกที่สนใจในแต่ละเรื่องมาดู เป็นที่รู้กัน เหมือนบริการชุมชน ที่มีความคิดแบบนี้เพราะเราเคยไปใช้บ้านอื่น พื้นที่คนอื่นมาก่อน"

ถึงตอนนี้ที่ความเจริญรุกล้ำเข้ามา บริเวณรอบๆเปลี่ยนไปกลายเป็นหอพักของนิสิตนักศึกษามากมาย  "จนแถวนี้กลายเป็นเมือง บ้านอยู่กลางตึกสูง บ้านเราเลยกลายเป็นบ้านที่มีต้นไม้เยอะกว่าเพื่อนแล้วเนี่ย เดิมทีเราเห็นดอยสุเทพ มันสร้างจนเรามองไม่เห็นเลย มันไม่สงบละ แต่ก็ทนอยู่ได้ โลกมันก็เปลี่ยนไป ถือซะว่าเรามาอาศัยโลกอยู่ชั่วขณะแหละ อย่าไปโวยวายอะไรเลย"

คงมีบ้านไม่กี่หลัง ที่เจ้าของบ้านจะตกแต่งบ้านด้วยความรัก และยังมีน้ำใจไมตรี แบ่งปันพื้นที่ส่วนตัวของตัวเอง ต้อนรับอาคันตุกะที่มีใจรักในงานศิลปะตลอดเวลาเช่นนี้ 

บ้านของผู้ให้ จึงเป็นนิยามที่ชัดเจนยิ่งสำหรับบ้านหลังนี้ครับ