วันว่าง วันสุข ของวัยสูง

ริมหน้าต่าง...ตามฝัน

วันนี้เป็นวันรวมตัวของสาวๆ (เมื่อครั้งก่อน) หลังจากที่ห่างเหินไม่ได้พบปะกันเสียนานนับปี บางคนไม่ได้เจอะเจอกันนานถึง 40 ปีทีเดียว วันนี้เรานัดพบกันทั้งหมด 10 คนด้วยเหตุผลง่ายๆ คือ "ว่าง" และ "คิดถึง" ด้วยความที่สาวใหญ่วัยสูงอย่างพวกเราจบมาจากโรงเรียนสตรีอันดับหนึ่งของประเทศ เราก็ต้องไว้ลายกุลสตรีสักหน่อย

การนัดเจอกันครั้งนี้นอกจากเพื่อการสังสรรค์ กินข้าว คุยกันเพื่อย้อนความหลังครั้งเยาว์วัยที่น่าประทับใจแล้ว เรายังเตรียมกิจกรรมที่จะทำร่วมกันอีกอย่างคือทำ "วิมานพระอินทร์" ผู้ฝึกสอนวันนี้เป็นแม่ชีร่างเล็กน่ารัก ที่เคยร่วมเรียนหนังสือด้วยกันมาในวัยเด็ก แต่บัดนี้ท่านอุทิศตนเองเพื่อศาสนามาหลายปีดีดักแล้ว

เรานัดกันที่บ้านเพื่อนคนหนึ่งในซอยสายลม ถนนพหลโยธิน บรรยากาศครึกครื้นตั้งแต่ช่วงเช้า ด้วยเสียงเจ้าของบ้านตะโกนอำนวยความสะดวกให้เพื่อนๆ เลื่อนรถเข้าไปจอดให้ได้มากคันที่สุดเท่าที่จะทำได้ ในพื้นที่อันจำกัดของบริเวณลานจอดรถในบ้าน เพื่อนแต่ละคนลงจากรถพร้อมด้วยข้าวของพะรุงพะรัง เพื่อกินและเพื่อฝากเพื่อนฝูงติดไม้ติดมือกลับบ้าน เจอหน้ากันก็กรี๊ดกร๊าดกอดกันทักทายกันตามธรรมเนียม ต่างทักทายกันว่า

"โอ๊ย เธอเหมือนเดิมเลยนะ ไม่แก่เลย"

เอาเข้าไปเวลาผ่านไปครึ่งศตวรรษ จะไม่แก่ไม่เปลี่ยนกันได้อย่างไร อันที่จริงพวกเราก็คงหมายถึงเค้าโครงใบหน้าที่ไม่เปลี่ยนแปลง ใครแก้มป่องก็แก้มป่องอยู่อย่างนั้น ใครสวยความสวยก็ยังคงเหลือเค้าให้เห็นกันอยู่แม้เวลาจะเลยผ่านมานาน ช่างเป็นวันที่สดใสจริงๆค่ะ คุณแม่เจ้าของบ้านในวัย 86 ปีกระวีกระวาดจัดอาหารกลางวันหลากหลายอย่างมาเลี้ยงเพื่อนๆลูกสาวด้วยความเต็มใจ และยังเข้ามายิ้มทักทายอย่างมีความสุข

เราใช้เวลาเนิ่นนานในการรับประทานอาหารกลางวันประกอบการคุยสารพัดเรื่อง ส่วนใหญ่ก็เป็นเรื่องโรงเรียน เรื่องคุณครู เรื่องเพื่อน และวีรกรรมต่างๆ แต่เนื่องด้วยวัตถุประสงค์อีกอย่างของการพบปะในวันนี้คือการเรียนทำ "วิมานพระอินทร์" หลังอาหารกลางวันเลิศรสผ่านไป และสาวๆทั้งหลายตั้งท่าจะนั่งเม้าท์แตกกันไม่เลิก แม่ชีต้องเริ่มชั้นเรียนโดยทันที โดยเริ่มเอาอุปกรณ์การเรียนการสอนขึ้นมา เพื่อความสะดวกและไม่ให้เสียของ เราจึงใช้อุปกรณ์ที่ทำจากพลาสติก ประกอบด้วย

ดอกรัก ดอกจำปา เข็มร้อยมาลัย เข็มเย็บผ้าขนาดใหญ่หน่อย ด้ายเส้นโตสำหรับร้อยมาลัย กาว แถมด้วยลูกปัดกลมเม็ดเล็กๆสัก 20 เม็ด อุปกรณ์มีแค่นี้เองค่ะ นอกนั้นฝีมือล้วนๆ

หลายๆ ท่านคงได้เคยเห็นหรือเคยอ่านวิธีทำวิมานพระอินทร์กันมาแล้ว ในนิตยสารฉบับนี้ที่ยังคงเหนียวแน่นกับการอนุรักษ์ประเพณี และวัฒนธรรมดั้งเดิม ดิฉันก็ขอแค่บอกคร่าวๆ เป็นการฟื้นความทรงจำก็แล้วกันนะคะ มือใหม่น่ะค่ะจะถึงขั้นสอนก็ไม่บังอาจ

สาวใหญ่ขนาดนี้แล้ว จะสร้างบรรยากาศการเรียนให้มันเคร่ง-รึมก็กระไรอยู่ เราก็เลยเรียนไป คุยไป ใครสมัครใจเรียนก็เรียน ใครจะคุยอย่างเดียวก็คุยไป คนเรียนจะถูกรบกวนโดยเพื่อนบางคนที่คอยร้องเพลง หรือตะโกนเพลงก็ไม่ทราบกรอกหู ผิดบ้างถูกบ้าง ทำลายสมาธิอยู่ตลอดเวลา แม่ชีก็ต้องใช้ความอุตสาหะอย่างสูงเพื่อให้บรรดานักเรียนที่สมัครใจเรียนจดจ่ออยู่กับการทำงานฝีมือชิ้นนี้

เริ่มเลยค่ะ ขั้นที่ 1 ร้อยดอกรักเข้าไปในเข็มร้อยมาลัย มาตรฐานความยาวของเข็มจะอยู่ที่ประมาณ 13 นิ้วค่ะ หันดอกรักไปในทางเดียวกัน ร้อยเข้าไปจนสุดหัวเข็มถึงปลายเข็ม จะไม่ให้ดอกรักหลุดออกมาจากเข็มก็ใช้วิธีใส่ลูกปัดเม็ดเล็กที่เตรียมไว้ เข้าไปปิดหัวท้ายของเข็ม ใส่กาวเข้าไปค่ะเพื่อตรึงลูกปัดให้แน่น แค่นี้ดอกรักก็ไม่เลื่อนหนีไปไหนแล้ว จะเห็นว่าเข็มนี้จะดูห้อยๆลงเพราะแบกน้ำหนักของดอกรักเอาไว้ ปล่อยไว้ก่อนค่ะเรามีวิธีจัดการ ยังไม่จบกระบวนการทำวิมานพระอินทร์นี่คะ

ขั้นที่ 2 พอได้ตัวคานดอกรักเรียบร้อย เริ่มทำม่านกันดังนี้ ใช้เข็มเล่มเล็กร้อยด้ายที่เตรียมไว้ ร้อยให้ยาวๆ เลยค่ะเผื่อไว้จนเย็บม่านได้ทั้งชิ้น จะได้ไม่ต้องมาต่อด้ายช่วงกลาง อย่าห่วงว่าด้ายจะพันกันเหมือนเวลาเย็บผ้า ด้ายที่ใช้ร้อยมาลัยนี่เส้นโตไม่พันกันง่ายๆ หรอกค่ะ แต่ก็ต้องคอยจับนะคะหากเผลอก็พันกันได้เหมือนกัน ลำบากลำบนต้องมานั่งแกะอีก เริ่มผูกด้ายที่ปลายสุดของคาน ร้อยดอกรักโดยทิ่มเข็มเข้าไปที่ปลายกลีบดอก 1 ดอกต่อด้วยก้นดอกอีก 1 ดอก พูดง่ายๆ คือให้ก้นดอกชนกัน ต่อด้วยร้อยดอกรักอีก 2 ดอกหันก้นดอกชนกัน ตอนนี้เข็มอยู่ที่ปลายกลีบใช่ไหมค่ะ ย้อนเข็มขึ้นไปผูกไว้ที่ดอกที่ 3 ของคาน ดูภาพประกอบไปด้วย ใครอ่านแล้วเข้าใจทำได้เลยโดยไม่มีประสบการณ์มาก่อนนี่คงเก่งมากเลยค่ะ หรือไม่ดิฉันก็เก่งที่อธิบายแล้วผู้อ่านเข้าใจง่ายๆ พอผูกแล้วเราจะได้เป็นลักษณะสามเหลี่ยมลงมา ได้มาหนึ่งช่อแล้ว ทำต่อเลยค่ะแบบเดียวกัน แต่ละช่อผูกติดไว้กับคานโดยเว้นไปทีละสามดอก ทำเสร็จแถวแรกก็จะได้ 7 ช่อด้วยกันพอดี อย่าลืมผูกด้ายไว้กับคานให้แน่นประมาณหนึ่งนะคะ เดี๋ยวหลุดออกมาเสียดายซ่อมยากต้องเริ่มใหม่

ขั้นที่ 3 สงสัยใช่ไหมว่า ต้องตัดด้ายออกแล้วมาเริ่มแถวสองหรือไม่ ไม่ต้องค่ะง่ายๆ สอดเข็มย้อนลงมาที่ปลายดอกที่สองที่ห้อยอยู่ ร้อยดอกรัก 4 ดอกหันก้นดอกชนกันทีละสอง ลักษณะเหมือนแถวแรก ได้แล้วก็ผูกด้ายไว้กับปลายดอกของช่อข้างบนถัดไป ผูกด้ายไว้กับปลายกลีบข้างบนซะ ทำต่อไปเรื่อยๆในลักษณะเดียวกัน จะสังเกตเห็นว่าถ้าทำถูก ปลายกลีบดอกรักแถวบนและแถวล่างจะชนกัน แถวสองนี้จะมีด้วยกัน 6 ช่อค่ะ

ขั้นที่ 3 เข็มเรามาจบที่อีกปลายหนึ่งแล้ว ทำเหมือนเดิมค่ะ พอผูกปลายเรียบร้อยแล้ว ย้อนปลายเข็มลงข้างล่างผ่านดอกรัก เข็มจะมาโผล่ที่ปลายดอกรักด้านล่าง เราก็ทำแถวต่อไปในลักษณะเดียวกัน จากปลายหนึ่งมาอีกปลายหนึ่งแถวสามนี้จะมี 5 ช่อ ใช้วิธีการนี้ทำต่อไปเรื่อยๆ จำนวนช่อดอกรักในแต่ละแถวก็จะลดหลั่นลงมาทีละหนึ่ง จนเหลือปลายส่วนล่างสุดของวิมานช่อเดียว เราจะได้ทั้งหมด 7 ชั้นด้วยกัน

ขั้นที่ 4 ตอนนี้เรามีม่านดอกรักทรงสามเหลี่ยมอยู่ จะเอาไปแขวนกับอะไรยังไงกันล่ะเนี่ย มาทำสายสำหรับแขวนกับประตู ข้างฝา หรือห้อยลงมาจากฝ้า หรือหน้าต่างแบบโบราณกันดีกว่า ร้อยด้ายยาวๆ ไว้ก่อนค่ะ เราร้อยกันทบเดียวนะคะ ผูกด้ายไว้ปลายหนึ่งของคานดอกรัก ร้อยดอกรักเข้าไปจากทางก้นดอกและหันไปในทิศทางเดียวกัน ประมาณ 18 ดอกดิฉันว่าพอดี พอจบที่ดอกนี้ก็เริ่มร้อยดอกรักโดยเข้าทางปลายดอกค่ะ ไปอีก 18 ดอก เราก็จะได้ดอกรักหันหน้าชนกันด้านละ 18 ดอก พยายามพันเข็มไว้ที่ปลายคานอีกด้านอย่าเพิ่งผูก ลองดึงสายห้อยนี้ขึ้น ดูซิว่าสองข้างเท่ากันดีหรือยัง มีเอียงไปมาหรือเปล่า ถ้าเอียงก็รื้อซิคะ ใส่ดอกรักเข้าไปใหม่ให้จำนวนสองข้างเท่าๆ กัน ดูจนกว่าจะบาลานซ์กัน อยากให้สายห้อยยาวกว่านี้ก็เติมดอกรักเข้าไปให้จำนวนเท่ากันทั้งสองด้าน อยากให้สายสั้นก็ลดจำนวนดอกรักลงแค่นั้นเองค่ะ คะเนว่าความยาวกำลังสวย และบาลานซ์สองข้างดีแล้วก็ผูกปลายด้ายไว้กับคาน แค่นี้เราก็ได้สายแขวนแล้วค่ะ ดึงสายแขวนขึ้นจะเห็นว่าคานจะไม่แอ่นแล้ว

ขั้นที่ 5 มาถึงเวลานี้เราก็ได้ม่านดอกรักเรียบๆ ที่ยังไม่มีการตกแต่งใดๆ เรามาทำพู่ดอกจำปาห้อยประดับกัน เริ่มที่พู่ประดับที่สายสำหรับแขวน 1 พู่ มี 4 ชาย อีก 1 พู่ มี 4 ชายเช่นกันสำหรับห้อยจากชายม่านตรงกลางด้านล่าง

อีกสองพู่มี 2 ชาย สำหรับห้อยด้านข้างม่าน

12 พู่มีชายดอกจำปาชายเดียว สำหรับห้อยไว้ที่ส่วนปลายของม่าน

วิธีการง่ายๆ ทำทีละพู่ จำนวนดอกรัก กับชายห้อยให้เป็นไปตามที่กล่าวไว้ อยากได้พู่ยาวขึ้นก็เติมดอกรักเข้าไปอีกสักหนึ่งดอก คะเนด้วยสายตาได้ ทำเสร็จพู่นึงก็ลองพันหลวมๆ ตามตำแหน่งดู จนกว่าจะสวยค่อยผูกติดค่ะ หากดอกไม้จะเลื่อนจะหลุดก็ให้ใช้ลูกปัดเล็กๆ ติดกาวนิดนึงเป็นตัวยึดซ่อนไว้ใต้ดอกจำปา พู่เล็ก 12 ชิ้นนั้นผูกติดชายม่านโดยเว้นทีละสองดอกจะลงตัวสวยงามพอดี

งานดอกไม้แบบนี้ ความงดงามอยู่ที่ความลงตัวของจำนวนดอกไม้ที่ใช้ จำนวนช่องเว้น ความยาวสั้น ตำแหน่งการวางดอกไม้ เหล่านี้ล้วนขึ้นอยู่กับจุดเริ่มต้น หรือรากฐานแรกที่เราเริ่มวาง ลองคิดซิคะหากจำนวนดอกไม้ที่เราร้อยเข้าไปในเข็มร้อยมาลัยที่เป็นจุดเริ่มต้นไม่พอดี การจะทำให้จำนวนดอกรักที่ห้อยลงมาเป็นรูปสามเหลี่ยมเท่ากันพอดีทั้งสองด้านย่อมเป็นไปไม่ได้ เวลาทำงานฝีมือแบบนี้จึงต้องใจเย็นๆ ทำไปตรวจเช็คไป จะผลีผลามผูกแน่นไปเลยยังไม่ได้ เป็นการฝึกสมาธิและความอดทนเป็นอย่างดี แต่เพื่อความเพลิดเพลินเราจึงทำไปคุยกันไปด้วย จนบางครั้งก็พลาดแม่ชีผู้สอนก็แอบถอนใจอยู่เหมือนกันค่ะ

ดิฉันจำได้ว่าเมื่อสมัยเด็กๆ มีโอกาสเห็น วิมานพระอินทร์นี้แขวนไว้ที่หน้าต่าง วิมานนั้นทำจากดอกไม้สดค่ะ ดูเหมือนจะเป็นส่วนหนึ่งของสิ่งประดับบ้าน ดูสดชื่นสวยงาม ดอกรักเก็บไว้ได้หลายวัน เราก็เก็บวิมานนั้นไว้จนกว่าดอกไม้จะแห้งเหี่ยวถึงได้ทำอันใหม่ขึ้นมาแขวนอีกครั้งเมื่อมีเวลา ใครเป็นคนทำวิมานพระอินทร์ตอนนั้นดิฉันจำไม่ได้ แต่คงต้องเป็นช่างฝีมือชาววังคนใดคนหนึ่ง เพราะดิฉันเองอาศัยอยู่กับยายที่บ้านพักในบริเวณเขตพระราชฐานชั้นนอก เราจึงได้ซึมซับเอาวัฒนธรรมดั้งเดิมไว้ในใจกันตลอดมาจนบัดนี้

เมื่อแม่ชีบอกว่าจะมีการสอนทำวิมานพระอินทร์กันในวันที่เพื่อนเก่ามาสังสรรค์กัน ฉันจึงรีบรับปากมาขอเป็นลูกศิษย์ เพื่อนคนหนึ่งนำความรู้ที่ได้ในวันนั้นไปต่อยอด ทำวิมานพระอินทร์หลายชั้นและหลายชิ้นด้วยไปถวายวัด ได้บุญต่ออีกค่ะ

บางท่านอาจจะคิดว่า เสียเวลามานั่งทำวิมานพระอินทร์นี่ไปเพื่ออะไร ทำไปก็ไม่รู้จะเอาไปใช้อย่างไร จะเอามาห้อยไว้ที่บ้านก็ดูจะไม่เข้ากับอะไร บางทีจะทำให้ดูหลอนเสียด้วยซ้ำเพราะโบราณเชียว ดอกไม้ก็หายากอีกต้องดั้นด้นตื่นแต่มืดไปซื้อมาจากปากคลองตลาด นี่ถ้าไม่ได้แม่ชีใจดีเตรียมอุปกรณ์ทุกอย่างให้คงไม่สะดวกสบายเท่านี้

ผู้อ่านลองนำไปดัดแปลงทำเพื่อการอื่นซิคะ เช่น ทำเป็นประตูเงินประตูทองดอกไม้สดในงานมงคลสมรสแทนสร้อย หรือเข็มขัดทองที่ปกติไว้ใช้กั้นประตูตอนเจ้าบ่าวมาสู่ขอเจ้าสาวก็ได้ จะเปลี่ยนสีหรือใช้ดอกไม้อื่นมาทำก็ได้ให้ดูทันสมัยขึ้น ไว้สำหรับตกแต่งบ้านเวลามีงานก็เก๋นะคะ แต่สาวใหญ่อย่างเราสนุกกับการได้เจอะเจอเพื่อนเก่า แทนที่จะกิน แล้วคุยกันแค่นั้น เราก็มาหากิจกรรมอนุรักษ์วัฒนธรรม แบ่งปันความรู้ให้แก่กัน นับเป็นวันว่าง วันสุขแสนอบอุ่นน่ารักวันหนึ่งเลยทีเดียว