เมื่อชีวิตปลดล็อคของ อาจารย์โย-อัษฎิ์ฏิภัฏ ผ่องพักตร์ อดีตนางแบบไทยในฝรั่งเศส

นัดพบ

วิตไม่มีคำว่าสาย และสามารถเริ่มต้นใหม่ได้เสมอ อาจารย์โย-อัษฎิ์ฏิภัฏ ผ่องพักตร์ ผู้รับใช้พระพุทธศาสนา ดีไซเนอร์ และอดีตนางแบบไทยในฝรั่งเศส เป็นความเชื่อส่วนตัวของเธอ ชีวิตที่รุ่งโรจน์ถึงขีดสุดในมหานครปารีสในฐานะนางแบบคนแรกๆของไทย กระทั่งผกผันดิ่งลงต่ำสุดถูกฟ้องล้มละลาย ไม่มีแม้กระทั่งเงินติดกาย ทำให้ซวนเซไปตามแรงถาโถมของมรสุมชีวิต แต่สิ่งที่อาจารย์โยยืดมั่นมาตลอดคือ ความซื่อสัตย์สุจริต ประกอบอาชีพชอบ เชื่อมั่นในความดี ปฏิบัติธรรม และเดินหน้ารับใช้พระศาสนาด้วยศรัทธาอันแรงกล้า ซึ่งมีส่วนช่วยให้ชีวิตปลดล็อคได้อย่างไม่น่าเชื่อ

ปัจจุบันอาจารย์โยทำอะไรอยู่บ้างคะ

ถ้าตอบแบบตรงไปตรงมาหลังจากที่ชีวิตดิ่งลงสู่จุดต่ำสุดจนถึงขั้นถูกฟ้องล้มละลายก็คือ ทำงานรับใช้พระศาสนามาราว 15 ปี ตั้งแต่ครอบครัวประสบอุบัติเหตุเสียชีวิตหมดทั้ง ซึ่งทำให้ชีวิตเราเคว้งมาก บางวันนั่งร้องไห้กับหมาที่เลี้ยงไว้ พร้อมทั้งบอกกับเบื้องบนว่าทำไมไม่เอาชีวิตลูกไปด้วยเหลือไว้ทำไมเพียงคนเดียว

หลังจากที่ต้องใช้ชีวิตคนเดียวตามลำพังก็ลงไปอยู่กับเพื่อนที่เกาะสมุยใช้ชีวิตแบบไร้จุดหมายอยู่พักนึง แต่บังเอิญว่าเรามีเพื่อนที่ดี ก่อนที่เราจะเสียศูนย์ไปมากกว่าที่เป็นเพื่อนก็ให้สติว่า "โยเธอเป็นคนมีความสามารถนะ จบจากเมืองนอกเมืองนา ทำไมจึงปล่อยให้ชีวิตจมอยู่กับความทุกข์ หมดอาลัยตายยาก ลุกขึ้นยืนได้แล้วนะ กลับไปเป็นโยคนเดิมสิ ชีวิตคนเราเริ่มต้นใหม่ได้เสมอนะ" ทำให้เราได้สติลุกขึ้นสู้กลับมากรุงเทพฯ แล้วจึงเริ่มต้นใหม่ด้วยการรับออกแบบเล็กๆน้อยๆไปก่อนเพื่อประทังชีวิต

คงต้องเท้าความให้ฟังก่อนว่าจริงๆ อาจารย์โยเรียนจบทางด้านตกแต่งภายใน มาจากลาดระบัง ความที่เป็นชอบทำงาน อยู่เฉยไม่ได้ ในระหว่างที่เรียนอยู่ก็ทำงานไปด้วยที่สหยูเนี่ยน ซึ่งมีบริษัทถึง 38 บริษัท เพราะหลังจากที่คุณพ่อเสียครอบครัวเราก็มีปัญหาทางด้านการเงิน เพราะต้องส่งเสียลูกหลายคน ซึ่งกำลังอยู่ในวัยเรียนทั้งนั้น อะไรที่พอจะแบ่งเบาภาระแม่ได้ก็จะทำทันทีโดยไม่ลังเล และกลายเป็นนิสัยที่ติดตัวมาจนกระทั่งทุกวันนี้

ที่สหยูเนี่ยน อาจารย์โยทำอยู่ในส่วนของฝ่ายโฆษณา แต่ก็ให้บังเอิญว่าได้พบกับพี่เบญจาสุกสาวคนโตของ ป้าลำยงค์ บุญยรัตพันธ์ เจ้าของห้องเสื้อระพี เห็นว่าเราหน่วยก้านดีก็เลยชวนมาถ่ายแบบ ตอนนั้นจำได้ว่าขึ้นปกหนังสือแฟชั่นหลายเล่มทีเดียว เป็นต้นว่า ไทยแฟชั่น หนังสือมิสส์ หลังจากนั้นก็ยังได้ถ่ายแบบโฆษณาคอนดูรอยด์ในเครือของสหยูเนี่ยนด้วย แต่ในระหว่างนั้นก็ยังเรียนไปด้วยนะคะ จนกระทั่งเกิดมาชอบทางด้านงานดีไซน์ ซึ่งสมัยก่อนบ้านเรายังไม่บูมสักเท่าไหร่ พี่เบญจาก็เลยแนะว่าน่าจะไปเรียนต่อที่ฝรั่งเศส พร้อมทั้งแนะนำให้ไปเรียนภาษา จนกระทั่งสามารถสอบชิงทุนได้ ทางสถาบันก็ส่งตั๋วเครื่องบินมาให้เพื่อไปเรียนที่ ปารีส อเมริกัน อาคาเดมี่ ซึ่งความจริงเราสอบชิงทุนได้ไปเรียนต่อที่ออสเตรเลียก่อนแล้วด้วย

การเรียนแฟชั่นดีไซน์ที่มหานครปารีสเป็นอย่างไรบ้างคะ

ชีวิตช่วงนั้นมีความสุขมากค่ะ การเรียนที่โน่นใช้เวลา 4 ปี เรียนไปด้วยทำงานไปด้วยอีกเช่นกัน การเรียนที่โน่นทำให้เราทราบว่า5คำว่าดีไซน์ที่บ้านเค้าแตกต่างกับบ้านเราอย่างมาก หลักสูตรที่อาจารย์โยเรียนสอนให้เรารู้จักรายละเอียดของเรื่องผ้าทั้งหมด ทั้งชนิดของผ้า การวางแนวผ้า แพทเทิร์น และการตัดเย็บ เพราะไม่เช่นนั้นเราจะสื่อสารกับช่างตัดเย็บมิได้ ที่โน่นเค้าจะสอนให้เราเรียนรู้จากเสื้อผ้าสำเร็จอรูปก่อน แล้วจึงมาเรียนการตัดเสื้อแบบโอกูตูร์

แต่ที่นอกเหนือไปจากการไปเรียนทางด้านแฟชั่นดีไซน์ คือได้เป็นนางแบบด้วย เดินแบบให้กับหลายแบรนด์ดังๆของฝรั่งเศส เช่น อาซาดีนอารยา อาลาลาลูร์ ซึ่งเป็นแบรนด์ที่ทำเสื้อผ้าสวยมากส่วนใหญ่ทำส่งญี่ปุ่น เรียกว่าเรียนรู้ไปด้วยทำงานไปด้วย เราทำทุกอย่างที่เป็นงานศิลปะเพราะชอบมากและมีความสุขที่ได้ทำ

อาจารย์อยู่ที่โน่น 4 ปี จนได้เป็นซิตีเซ่นของเขา รู้สึกว่าจะเป็นนางแบบคนแรกด้วยนะคะ เวลาจะกลับมาก็ต้องขอจึงมีทั้งวีซ่าของไทย และของฝรั่งเศส ตอนนี้หมดอายุไปแล้วเพราะเราไม่ได้กลับไปที่นั่นอีก สมัยก่อนฝรั่งเศสไปยากพอสมควร ความจริงคิดที่อยู่ที่โน่น แต่แม่ไปบนหลวงพ่อโสธรให้กลับมา (หัวเราะ) เพราะคิดถึงเรามากเนื่องจากพี่ชายก็โดนยิงตาย

แสดงว่าอาจารย์โยเป็นคนเรียนเก่งที่เดียว

เป็นคนไม่ค่อยชอบอ่านหนังสือ แต่จำแม่นมากค่ะ ตอนสมัยเรียนได้เกรดเฉลี่ย 3.80 คือได้เกียรตินิยมอันดับ 1 แต่เราก็ไม่บอกใคร (หัวเราะ)

ทำไมอาจารย์โยจึงหลงใหลในงานศิลปะคะ

ไม่ทราบจริงๆค่ะ แต่ส่วนหนึ่งน่าจะเป็นพรสวรรค์ด้วย หรือชีวิตน่าจะถูกเบื้องบนลิขิตให้มาทางนี้กระมังคะ แต่ถ้าวิเคราะห์ดูเราน่าจะชอบมาตั้งแต่เด็กๆ เพราะจำได้ว่าหาเงินค่าขนมด้วยการวาดรูปตุ๊กตาขาย ก่อนที่มีการผลิตออกมาเป็นแผ่นๆขาย ไม่เพียงเท่านั้นยังเป็นคนชอบค้าขายมาตั้งแต่เด็กด้วย เราจะคุ้นกับคนแถวนั้นด้วยเพราะเราพื้นเพเป็นคนลาดกระบังเลย พ่อเป็นคนอยุธยา แต่แม่เป็นคนเพชรบุรี

ตอนเรียนที่ลาดกระบังมีผู้หญิงเรียนแค่ 6 คน เราเป็นคนที่ทำโมเดลขายตั้งแต่ตอนเรียนมาเรื่อย แล้วพอไปงานกับสหยูเนี่ยนก็เลยได้คลุกคลีกับวงการโฆษณาด้วย เพราะเราเป็นเลขานุการและฝ่ายประสานงานโฆษณา

หลังกลับจากฝรั่งเศสอาจารย์โยทำอะไรต่อคะ

ทำบริษัทนำเข้าส่งออกก่อน ชื่อบริษัทอาดัม แอนด์ อีฟ สมัยก่อนทำเสื้อมิกกี้เม้าท์ เป็นฟรีแลนซ์แต่เงินเดือนเยอะมากมีหน้าที่บินไปดูงานตามที่ต่างๆ เราจะเป็นคนโชคดีอยู่อย่างคือไม่ต้องทำงานที่ต้องตอกบัตรสักเท่าไหร่ เพราะทุกครั้งที่สมัครงานจะคุยโดยตรงกับเจ้านายว่าเราไม่ขออยู่ภายใต้เงื่อนไขบางอย่างเพื่อให้เราทำงานสบายขึ้น แต่เราสามารถทำงานให้คุณได้ตลอดเวลา

หลังจากนั้นก็มีเหตุ คือครอบครัวประสบอุบัติเหตุตายทั้งครอบครัวนั่นคือมรสุมชีวิตครั้งแรกที่ต้องเผชิญ จำได้ว่าก่อนวันที่จะได้รับข่าวร้ายนั้น กำลังจะไปเปิดร้านเป็นของตัวเองที่สยามเป็นสาขาที่สอง หลังจากที่สาขาแรกประสบความสำเร็จอย่างมาก เพราะเราตัดสินใจเช่าในช่วงราคาถูกเนื่องจากไปไหม้ อาจารย์ทำเสื้อผ้าขายเองชื่อร้าน คูโรส ขายดีมากจนทางห้างเชิญให้ขึ้นไปขายแต่เราปฏิเสธเพราะเราต้องเสีย จีพี 40 เปอร์เซ็นต์ มันไม่คุ้ม แล้วร้านเราก็ขายดีอยู่แล้วเราไม่จำเป็นต้องมาทำสต๊อคหรือให้ใครมากำหนดเงื่อนไขกับเรา สินค้าของเรามีสไตล์จึงเป็นที่ต้องการของลูกค้า อีกทั้งยังลงมือตัดเย็บเองด้วย ไม่ได้ทำตามแฟชั่น แต่ทำในสไตล์ของเรา จึงขายดีเพราะแบบจะไม่ซ้ำใคร ทุกวันนี้ช่างประจำตัวก็ยังมีอยู่ เพราะมีลูกค้าเก่าๆที่ยังอยากให้เราทำอยู่บ้าง แต่เราก็ยังไม่มีเวลาทำให้อย่างเต็มตัวยกเว้นรายที่เราเกรงใจจริงๆ

พอขายดีมากเราก็อยากจะเปิดร้านสาขา 2 วางแผนว่าวันรุ่งขึ้นก็จะไปรับพ่อกับแม่มาที้ร้าน เพราะปกติเราซื้อรถท่านก็จะเจิมให้ ไม่เคยให้พระเจิมเลย พอกลับถึงบ้านตอนตีสี่ ก็ได้รับโทรศัพท์จากปอเต็กตึ้งว่าครอบครัวประสบอุบัติเหตุเสียชีวิตหมด

ณ เวลานั้นคือช็อกเพราะเราไม่เคยเข้าไปในโรงพยาบาล เกิดความรู้สึกสังเวชตัวเอง อยู่ดีๆทุกคนก็จากเราไปหมด แล้วจะเหลือชั้นไว้ทำไม เหงามาก ตอนนั้นมีหมาอยู่ตัวนึงเอามาจากฝรั่งเศสชื่อ ไอด้า อยู่ด้วยกันนั่งพิงเสาอยู่ร้องไห้กันอยู่สองคน ตอนนั้นคิดว่าจะฆ่าตัวตาย เรารู้เลยว่าการจะฆ่าตัวตายมันเป็นเส้นบางๆเพียงนิดเดียว แต่โดยธรรมชาติของคนแล้วจะรักตัวเอง ตอนนั้นไม่สนอะไรแล้วต้องทยอยทำศพเพราะไม่ได้ตายพร้อมกันทีเดียว ใจเราจึงไม่ไหวแล้ว คิดที่จะใช้ยาฆ่าแมลงนะคะ เจ้าไอด้าก็เข้ามาเลียน้ำตาให้

ตอนนั้นเกือบไปเหมือนกัน ถ้าไม่ได้โทร.ไปที่ 191 ทั้งๆที่เราก็ไม่รู้ว่าจะคุยอะไร เพราะตอนนั้นเราต้องการใครสักคนเพื่อระบาย แต่ปรากฏว่า 191 ก็ไม่รับ ระหว่างนั้นเราสำเหนียกได้ว่ามี 2 ทางให้เลือก คือการหาอุบายเพื่อฆ่าตัวตาย หรือการหาอุบายเพื่ออยู่รอด ปรากฏว่าโทร.ไปที่มูลนิธิเพื่อนหญิงแล้วมีคนรับ โอ้โห...ทุกวันนี้อยากขอบคุณเค้ามาก เพราะกานรับโทรศัพท์ของเจ้าหน้าที่ในครั้งนั้นทำให้เรามีชีวิตรอดมาจนถึงทุกวันนี้ เพราะเค้ามีจิตวิทยาในการให้กำลังใจ เค้าไม่ถามด้วยซ้ำว่าเราชื่ออะไร ซึ่งเราก็ไม่ได้ถามเค้าเช่นกัน ระบายความรู้สึกออกไปอย่างเดียว ตรงนั้นคือจุดพลิกผันที่ทำให้ไม่ฆ่าตัวตาย เพราะตอนนั้นบอกกับตัวเองว่าไม่รู้จะอยู่ทำไม ขึ้นไปที่ห้องพระก็ตัดพ้อท่านว่าเหลือไว้ทำไมคะอีกชีวิตเดียว ทำไมไม่เอาไปให้หมด

หลังจากนั้นชีวิตก็หมดอาลัยตายอยาก ไม่อยากทำอะไร ซังกะตายไปวันๆ ทั้งๆที่ก่อนหน้านี้ตัวเองเป็นคนทำงานหาเงินเก่งตั้งแต่เล็ก เป็นคนอยู่เฉยไม่ได้ ตอนนั้นจึงตัดสินใจขายทุกอย่างแบบถูกๆไปจนหมด แล้วก็ไปใช้ชีวิตอยู่ที่เกาะสมุยกับเพื่อนชื่อแอ๊ว เมามายทุกวัน เพื่อให้ลืมความเศร้า เพื่อนก็ให้อยู่นะแต่เค้าก็มีครอบครัวแล้วก็ไม่มีเวลามานั่งคุยเรื่องความทุกข์กับเราทุกวัน เราพูดเรื่องเดิมๆจนสงสารเพื่อน ชีวิตก็นอนเมาอยู่ชายหาดทุกวัน จนพบกับ พระอาจารย์จำเนียร วัดถ้ำเสือ ท่านเก่งมาก และถือเป็นครูบาอาจารย์คนแรกที่สอนเรื่องธรรมะให้ทำให้เราสงบ และเข้าใจว่าสติมาปัญญาเกิด

สมัยก่อนคนเรายังไม่รู้จักหนังสือคู่มือมนุษย์เลย มีเพื่อนส่งมาให้แต่อ่านเท่าไหร่ก็ไม่เข้าใจ กลับยิ่งมึนหนักเข้าไปอีก ใช้ชีวิตแบบนั้นอยู่นาน 2 ปี จนกระทั่งเพื่อนทนไม่ได้ แต่ไม่ว่าเราจะลำบากแค่ไหนก็จะไม่เอ่ยปากเรื่องเงินกับใคร หนักนักก็ขายของในบ้านเราเอง เพื่อนที่ชื่อ ตา-วิชุตา อัมพุช ก็เตือนว่า โยกลับบ้านเถอะอย่าเอาชีวิตมาทิ้งแบบนี้

โอ.เค.ก็กลับมา แต่ตอนนั้นยังไม่ได้ทำงานปิดทองนะ เพียงแต่รับจ็อบเล็กๆน้อยๆไปตามเรื่อง จนกระทั่งพบกับสามีเป็นอาจารย์สอนอยู่ที่วิทยาลัยในวังชาย ชีวิตเริ่มดีขึ้นเพราะคล้ายกับชีวิตมีเสาหลัก แต่ที่สุดแล้วเค้าก็จากเราไปอีก แต่ก็ได้อาศัยธรรมะเยียวยาจิตใจเรื่อยมา และหันมางานเพื่อพระพุทธศาสนาอย่างเต็มกำลังโดยเน้นหนักในเรื่องการปิดทองพระพุทธรูปและศาสนาสถาน งานแรกที่ทำคือปิดทองหน้าบันพระอุโบสถวัดยานนาวา แล้วก็เปิดสอนงานปิดทองด้วย เพราะก่อนที่สามีจะเสียชีวิตก็ล้มป่วยเพราะเส้นเลือดในสมองแตกเป็นอัมพาต

อาจารย์ได้ความรู้เรื่องการปิดทองมาได้อย่างไร

ต้องบอกว่าสวรรค์เบื้องบนประทานมาให้ งานปิดทองเป็นงานที่ละเอียดและต้องนิ่ง เพราะทองคำที่ปิดลงไปทุกแผ่นเป็นทองคำแท้ เราทำงานพุทธศิลป์ซึ่งเป็นของสูง เพราะฉะนั้นจะต้องทำให้ใจแน่วแน่ มีสมาธิ การที่เราปิดทองลงไปทีละแผ่นให้เรียบต้องใช้เวลา เราจึงต้องสงบ สมาธิต้องจดจ่ออยู่กับงานที่ทำ วอกแวกไม่ได้ ตรงนี้คือผลพลอยได้ที่ทำให้จิตใจเรานิ่งและละเอียดลออขึ้นเรื่อยๆ ความทุกข์ต่างๆที่ฟุ้งซ่านก่อนหน้านี้พอเราขึ้นไปนั่งอยู่บนนั่งร้านหันหน้าเขาฝาผนังหรือองค์พระ มือเริ่มคลี่แผ่นทองจิตเราจะนิ่งไปโดยอัตโนมัติ เรียกได้ว่าตอนนี้ก็รับงานเกี่ยวกับลงรักปิดทองทั้งหมด5

55แล้วชีวิตผกผันเข้าไปทำงานรับใช้พระศาสนาอย่างเต็มตัวได้อย่างไร

หลังจากที่สูญเสียทุกสิ่งทุกอย่างในชีวิตก็หันเหเข้าไปรับใช้สถานปฏิบัติธรรมมีชื่อแห่งหนึ่งอยู่หลายปี แต่ปรากฏว่าแนวความคิดสวนทางกัน เราก็เลยถอยออกมา และได้มีโอกาสรับใช้ท่านเจ้าคุณพระเทพโพธิวิเทศ หัวหน้าพระธรรมทูต วัดไทยพุทธคยา และวัดไทยกุสินารา สายอินเดีย - เนปาล ท่านเป็นพระนักพัฒนาที่เก่งมาก อาจารย์โยได้มีโอกาสเข้าไปทำร้านขายของที่ระลึกของวัดให้ท่าน ชื่อร้าน 960 ซึ่งจะเป็นร้านที่รวมของสินค้าที่มาจากอินเดีย เนปาล จึงกลายเป็นร้านขายของที่ระลึกที่ดีทีเดียว ตอนหลังก็ทำที่พักด้วย เพราะเวลาที่ญาติโยมไปแสวงบุญที่อินเดียก็ลำบาก จริงแล้วชอบทำงานอยู่เบื้องหลังมากกว่า เพราะไม่อยากให้ใครมาเขม่นเรา

นอกจากนั้นก็มีโอกาสได้ทำแท่นวัชรอาสน์ ซึ่งใช้เวลาศึกษาอย่างถ่องแท้จากของจริงอยู่นาน 2 ปี จึงแล้วเสร็จกระทั่งอัญเชิญมาประดิษฐานที่วัดไทยพุทธคยาในปัจจุบัน ณ ใต้ต้นพระศรีมาโพธิ์ที่ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ทรงปลูกไว้ และแท่นวัชรอาสน์ดังกล่าวเป็นชิ้นที่ 2 ของโลก ซึ่งต้องทำเรื่องขอในการทำจำลองให้ถูกต้อง นอกจากนี้ยังช่วยท่านทำร้านขายวัตถุมงคลให้กับทางวัด รวมทั้งออกแบบลานปฏิบัติธรรมอีกด้วย

ปัจจุบันชีวิตปลดล็อคจากความทุกข์แล้วใช่มั้ยคะ

จะว่าอย่างงั้นก็ได้ เพราะทุกวันนี้มีความสุขมาก หมดหนี้หมดสินเพราะพระมหากรุณาธิคุณของ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เพราะเมื่อครั้งที่ถูกฟ้องล้มละลาย บ้านซึ่งเป็นสมบัติชิ้นสุดท้ายกำลังจะถูกยึด มีเงินติดตัวอยู่บาทเดียว จึงตัดสินใจถวายฎีกาไปยังพระองค์ท่านเพราะจนหนทาง เพียงไม่กี่วันพระองค์ท่านก็พระราชทานความเมตตาลงมาให้เรา ซึ่งเป็นพสกนิกรตัวเล็กซึ่งกำลังลำบากยากแค้นอย่างแสนสาหัส

แต่อีกจุดหนึ่งคือการได้ไปเข้าคอร์สเข็มทิศชีวิตกับ ครูอ้อย-ฐิตินาถ ณ พัทลุง ทำให้เราได้คำแนะนำดีๆ บางอย่างมาปรับใช้กับชีวิต และรู้ต่อไปด้วยว่าเงินไม่ใช่คำตอบของชีวิต แต่มันแค่สนองกิเลสเท่านั้นเอง ถ้าเราไม่ไปวิ่งตามกิเลส เงินก็คือปัจจัย 4 ที่เราต้องใช้ ต้องกิน ต้องอยู่ ความรวยความจนมันขึ้นอยู่กับว่าเราพอแค่ไหน เงินหมื่นบาทอาจจะมากสำหรับเรา แต่สำหรับคนรวยอาจจะไม่มีค่าเลย เราอาจจะอยู่ได้เป็นเดือน

ชีวิตที่ประสบความสำเร็จในวันนี้ได้ต้องขอบคุณครูอ้อยจริงๆ เพราะตัวเราก็ไม่รู้มาก่อนว่าเธอคือใคร เท่าที่ได้เข้าไปสัมผัสครูอ้อยเป็นผู้ให้จริงๆ และนำเอาหลักของพระพุทธศาสนามาสอน เพราะเมื่อไหร่ที่เราพร้อมเราก็สามารถไปทำบุญที่ไหนก็ได้

เราเองก็เป็นครูบาอาจารย์เช่นกัน เพราะฉะนั้นจิตวิญญาณของครูอ้อยคงไม่ต่างไปจากเรา ถ้าเด็กคนไหนเปิดครู ทุกคนก็ย่อมเต็มที่ ทั้งๆที่ครูเต็มที่อยู่แล้ว โดยเฉพาะกับคนที่ไม่มีตัวตน ซึ่งเราเองก็เป็นแบบนั้น เพราะเราจะไปเพื่อเอาวิชาไม่ว่าคนที่อยู่ตรงหน้าเราจะอายุมากหรือน้อยกว่า เราก็ตามคนคนนั้นก็คือครูของเรา การที่เราขึ้นมาเป็นระดับครูบาอาจารย์ ยิ่งจะทำให้เงื่อนไขในชีวิตเรามากขึ้น เชื่อมั้ยคะว่าการไปเรียนครั้งนี้ทำไห้เรารู้สึกว่าเราตีลังกากลางอากาศได้ ทั้งนี้เพราะเป็นศาสตร์ของพลังจักรวาล และด้วยความที่เราเป็นคนปฏิบัติทุกอย่างจึงพลิกอย่างรวดเร็ว เพราะใจมันพร้อมที่จะรับ เพียงแค่พลิกความคิด ชีวิตก็เปลี่ยน ในความรู้สึกของอาจารย์โย ครูอ้อยเกิดมาเพื่อช่วยคน ทุกคนที่เข้าไปรวมกันอยู่ในห้องนั้นหนักหมด แต่มันก็ทำให้เรารู้ว่ามีคนที่หนักกว่าเราอีก แล้วเชื่อมั้ยว่าคนที่มีปัญหาหนักที่สุดแล้วเปิดใจ จะพลิกได้เร็วมาก

ทุกวันนี้ชีวิตมีความสุขอยู่กับสิ่งใดบ้าง

มีความสุขกับการได้ที่ได้รับใช้พระพุทธศาสนาทางด้านพุทธศิลป์ทั้งในไทย อินเดีย และเนปาล ซึ่งเป็นงานบุญล้วนเลย นอกจากนั้นก็เป็นงานส่วนตัวที่ทำให้เรามีรายได้ รับปิดทองพระพุทธรูปอยู่กับบ้าน ส่วนใหญ่แล้วลูกค้ามักจะส่งวัตถุมงคลที่ต้องการจะปิดทองมาให้เราตีราคา ซึ่งราคาก็จะแตกต่างกันออกไป จริงๆแล้วงานปิดทองคืองานอดิเรกไปแล้ว เวลาส่วนใหญ่จะหมดไปกับการเดินทางเพื่อดูงานให้กับพระคุณเจ้าที่อินเดียกับเนปาลเป็นหลัก

แต่ถ้าถามว่าประสบความสำเร็จคงไม่ใช่ แต่ขอใช้คำว่ามีความสุขมากกว่า สำหรับเราแล้วยังตอบไม่ได้นะคะว่าความสำเร็จนั้นอยู่ตรงไหน แต่การมีความสุขสำหรับเราแค่มีความสุขก็เพียงพอแล้ว บางคนอาจต้องการมีเงิน 100 ล้านบาทแล้วจึงจะมีความสุข แต่สำหรับอาจารย์โยไม่ใช่เรามีความสุขคนรอบข้างมีความสุข นั้นถือว่าเราประสบความสำเร็จแล้ว

นอกจากความเชี่ยวชาญทางด้านศิลปะอาจารย์โยคิดว่ายังมีปัจจัยแวดล้อมอื่น

ความเจ็บปวดค่ะ (หัวเราะ) ซึ่งกระแทกแรงมาก รวมถึงความสูญเสียด้วย เพราะก่อนหน้านี้เราหมดพลังแล้ว แต่ครูอ้อยเป็นคนที่ทำให้เรามีความรู้สึกว่าเราเป็นคนที่มีความสามารถและมีคุณค่า เราปล่อยให้ความสูญเสียที่ผ่านมาดูดพลังเราไปใช้จนหมด แต่หาได้เอาพลังความสามารถมาใช้กับตัวเราไม่ ทั้งๆที่เราศักยภาพที่จะทำให้ตัวเราเองรวยได้ชั่วพริบตา หรือแค่ช้างกระพือหูงูแลบลิ้น อันนี้เป็นเรื่องจริงเลยนะ ถ้าเราพลิกชีวิตเราเป็น เพราะมนุษย์ทุกคนล้วนมีปัญญา และมีทักษะความสามารถของแต่ละคนที่แตกต่างกันออกไป เพียงแต่เราจะไปสะกิดจุดตรงนั้นออกมาใช้ได้อย่างไรเท่านั้นเอง

ทั้งที่จริงๆแล้วเราเป็นคนที่มีศักยภาพที่สมบูรณ์พร้อม แต่เป็นศรัทธาจริต ซึ่งบางครั้งมันก็สุดโต่งและมากเกินไปในบางขณะ เท่าที่อาจารย์โยประเมินนะ 15 ปีที่ผ่านมาเราศูนย์เสียความเป็นตัวของตัวเองไป แต่บุญที่เราได้ทำคนอื่นไม่เห็นแต่เทวดาฟ้าดินเห็น ทุกวันนี้รู้สึกว่าในบั้นปลายของชีวิตเราสบายอย่างแน่นอน ซึ่งก่อนหน้านี้อยู่กับความรู้สึกที่ว่าถ้าเราตายใครจะเอาศพเราลงโลง และจะมีโลงใส่หรือไม่ ใครจะมาเผาผีเราเพราะเราตัวคนเดียว หรือผิดนักก็อาจจะไปบวชเป็นแม่ชีแก่ๆอยู่ที่วัดใดวัดหนึ่ง อาศัยกินข้าวก้นบาตร ตรงนั้นเป็นภาพหลอนสำหรับเรามากเลยนะคะ ถ้าเราไม่มีเงินเราลำบากแน่ๆ ซึ่งอนาคตเราจะต้องเป็นอย่างนั้นแน่นอนถ้าเราไม่ออกจากหม้อต้มกบนั้นเสียที

เพราะเมื่อไหร่ที่คนเราอยู่กับที่ทำงานเดิมๆอยู่กับคนเดิมๆ เราจะเกิดความคุ้นชิน อุณหภูมิจะเพิ่มขึ้นโดยที่เราเองก็ไม่รู้ตัว ก็จะทำให้เกิดภาวะ Comfort Zone ไม่กล้าที่จะออกไปไหนเพราะกลัวจะเอาตัวไม่รอด

ครูอ้อยทำให้เราจำตัวเราได้ว่าเราคือใครโดยที่เราไม่รู้ตัว เพราะเราไปหารูปเก่าๆ มาแล้วโพสต์ขึ้นเฟซบุ๊ค อาจารย์อ้อยเห็นเข้า ก็พูดกับเราว่าอาจารย์โยเริ่มจำตัวเองได้แล้วว่าเราเป็นใคร สมัยก่อนนี้เราเป็นนางแบบเฉิดฉายอยู่ที่ปารีส แล้วพอสูญเสียครอบครัวกอปรกับอาการเมาบุญทำให้เรายอมที่จะกดตัวเราลง เราลืมไปเสียสนิทว่าเราคือใครตลอดระยะเวลา 15 ปีที่ผ่านมา ทั้งๆที่เราเป็นคนมีความสามารถรอบด้าน

คำของครูอ้อยที่บอกว่า "โยจำได้แล้วว่าโยเป็นใคร" แค่คำนี้เพียงคำเดียวทำให้เราตาสว่างว่าเราจบปริญญาโทนะ เป็นนางแบบที่ฝรั่งเศส เป็นดีไซเนอร์เคยมีเงินมีทอง มีชื่อเสียงตั้งแต่อายุยังน้อย แล้วเรามัวไปทำอะไรอยู่ล่ะ ปล่อยให้ความศรัทธาในบางอย่างกับบางคนพาเราเพลิดไปไกล จนกระทั่งหลงลืมแม้กระทั่งตัวตนและความสามารถของตัวเองไปอย่างน่าเสียดาย ความศรัทธาบางครั้งก็เป็นดาบสองคมได้เช่นกัน

พอเราเป็นตัวนึงที่กระโดดออกมาจากหม้อต้มที่เต็มไปด้วยการสะกดจิตนั้นได้ชีวิตเราก็ไปโลดเลย ตอนนี้กำลังจะเปิดบริษัททัวร์ ออกแบบจิวเวลรี่ ทำวัตถุมงคลส่งออก ปิดทอง ฯลฯ ซึ่งเป็นเรื่องที่หน้าประหลาดมากหลังจากที่เราออกจากห้องเรียนเข็มทิศชีวิต ชีวิตกลับดีวันดีคืนหน้าตาแจ่มใสมาก จิตใจก็ผ่องแผ้วขึ้น เพราะเรามีความสุขจากภายใน เพราะความเป็นตัวตนของเรากลับคืนมา มีความอิสระในชีวิต สรุปแล้วคือตอนนี้มีความสุขมากค่ะ...