ผ้าหม้อห้อม...ผ้าสีกรมท่า บ้านทุ่งโฮ้ง

เรียนรู้เรื่องราว

ยังไม่ทันเดินถึงที่หมายดีเลย ก็ยินสำเนียงอันน่ารักว่า...สวัสดีทุกๆคน อันนี่คือ ป้าเหลือง เจ้า พวกเรารีบส่งรอยยิ้มให้ แล้วยกมือไหว้เร็วพลัน

ทำหม้อห้อมมาเมิ้น ตั้งแต่เป็นละอ่อน ช่วยป่อแม่ทำน้อ แล้วกะจนถึงปัจจุบันนี่ ลูกมาสืบทอดต่อไปอะเจ้า...ป้าเหลือง ทองสุข วัย 73 เกริ่น

แล้วก็เริ่มให้คำจำกัดความ หม้อห้อม ที่เป็นคำในภาษาเหนือ มาจากการรวมคำ 2 คำ คือ คำว่า หม้อ และคำว่า ห้อม เข้าไว้ด้วยกัน โดยหม้อ...เป็นภาชนะอย่างหนึ่ง ที่ใช้ในการบรรจุน้ำหรือของเหลวต่างๆ ที่มีทั้งขนาดเล็กและขนาดใหญ่ ส่วนห้อม...เป็นพืชล้มลุกชนิดหนึ่ง ชาวบ้านนำเอาลำต้นและใบมาหมักในน้ำ ตามกรรมวิธีที่สืบทอดมาแต่โบราณ ที่จะให้ได้น้ำเป็นสีกรมท่า สำหรับใช้ในการมาย้อมผ้าขาว ที่เรียกกันว่า ผ้าหม้อห้อม

ป้าเหลือง...อู้คำเมืองอีกว่า ต้นคราม ต้นห่อม แล้วก็ต้นบึก มาใช้ย้อมได้เหมือนกันเจ้า แต่ส่วนมากแล้วใช้คราม ตั้งแต่ป่อแต่แม่มาแล้ว ทีนี่...ครามมันปลูกขึ้นง่าย ห่อมมันชอบอากาศที่เย็นมาก ต้องไปปลูกบนเขาบนห้วยอาหยั่งปู่น เอามาลงปลูกตังลุ่ม มันบ่ค่อยดีเจ้า แล้วต้นครามก็ต้องปลูกหน้าฝน ครามเนี้ยจะปลูกได้ประมาณ 2 เดือนกว่า...ก็ตั๊ดได้ ถึงได้เอามาทำสีย้อม เฮาตัดมาเอาแต่สดๆ เวลาอากาศเย็นน่อย ทีนี่ตั๊ดมาทั้งกิ่งทั้งใบ ก็ทำเป็นมัด เอามาแจ่ในน้ำไว้เซยๆ 2 วัน 2 คืน น้ำก็จะออกมาเป็นสีเขียว แล้วใช้ปูนที่เคี่ยวกับหมาก เอามาผสมใส่แล้วก็ตี คนบ้านเฮาแต่ก่อนเรียกว่า ซวกคราม เอ้อ!!! ที่อู้เมืองฮู่เรื่องกันหมดก่อ

เราหัวเราะ เมื่อถูกถามว่า รู้เรื่องกันหรือไม่

บางคนก็ส่ายหน้า บ้างก็พยักหน้าเล็กน้อย

ส่วนผม...หันไปอ่านเนื้อหาที่แผ่นป้าย ก็เลยรับทราบอีกว่า ผ้าหม้อห้อม...เป็นชื่อผ้าที่ย้อมพื้นเมืองสีกรมท่า ที่สร้างชื่อเสียงให้กับเมืองแพร่มานานแล้ว ในอดีตผ้าหม้อห้อมเป็นผ้าฝ้ายทอมือ ที่นำดอกฝ้ายขาวมาทำเป็นเส้นใย แล้วทอด้วยกี่พื้นเมือง ให้เป็นผ้าพื้นสีขาว หลังจากนั้นนำไปตัดเย็บ เป็นเสื้อแบบต่างๆ หรือกางเกงเตี่ยวสะตอ และถึงนำไปย้อมในน้ำห้อม ที่ได้จากการหมักต้นห้อมเอาไว้ในหม้อ อย่างที่ป้าเหลืองอธิบายเมื่อครู่นี้

ผ้าหม้อห้อมเป็นสิ่งหนึ่ง ที่แสดงถึงความเป็นเอกลักษณ์ ของชาวเมืองแพร่ ก็จะเห็นได้จากชุดแต่งกายพื้นเมืองของชาวแพร่ นิยมสวมใส่เสื้อผ้าหม้อห้อม โดยการแต่งกายของชายนั้น นิยมสวมเสื้อหม้อห้อมคอกลม แขนสั้น ผ่าอกติดกระดุม หรือใช้สายมัด คล้ายกับเสื้อกุยเฮงของชาวจีน แล้วสวมกางเกงหม้อห้อมขาก๊วย มีผ้าขาวม้ามัดเอว

  ส่วนการแต่งกายพื้นเมืองของผู้หญิง จะเป็นเสื้อผ้าหม้อห้อมคอกลม แขนยาวทรงกระบอก ผ่าอกติดกระดุม และสวมผ้าถุงที่มีชื่อเรียกว่า ซิ่นแหล้ ซึ่งเป็นพื้นสีดำมีแถบสีแดง คาดบริเวณใกล้เชิงผ้า ชาวพื้นเมืองต่างๆในภาคเหนือ ตั้งแต่อดีตจนปัจจุบัน นิยมใช้เสื้อผ้าหม้อห้อมที่มาจากแพร่ และถ้าพูดถึงหม้อห้อมแท้ๆ ต้องเป็นหม้อห้อมแพร่เท่านั้น เพราะมีชื่อเสียงเป็นที่ยอมรับโดยทั่วไป ด้วยมีคุณภาพดี มีความคงทนในเนื้อผ้า และสีหม้อห้อมที่ใช้ย้อม...ก็ติดทน ตลอดจนรูปแบบที่ดูเรียบง่าย สะดวกต่อการสวมใส่ ได้ในหลายโอกาส

ปัจจุบันแหล่งผลิตเสื้อผ้าหม้อห้อม บ้านทุ่งโฮ้ง ตำบลทุ่งโฮ้ง อำเภอเมืองแพร่ จังหวัดแพร่ เป็นแหล่งผลิตที่ใหญ่ที่สุด และมีชื่อเสียงมากที่สุด

บ้านทุ่งโฮ้ง...ตามที่คำบอกเล่าของคนแก่ในหมู่บ้าน ว่าบ้านทุ่งโฮ้งเป็นหมู่บ้าน ของชาวไทพวน ที่ได้ถูกกวาดต้อน หรืออพยพมาจากแขวงเชียงขวาง สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว เมื่อประมาณ พ.ศ.2340-2350 โดยคนกลุ่มแรกที่มาถึงเมืองแพร่ ตั้งบ้านเรือนอยู่นอกกำแพงเมือง ต่อมาได้ย้ายจากที่เดิม มาตั้งหมู่บ้านขึ้นใหม่ ที่บ้านทุ่งโฮ้งใต้ในปัจจุบัน และก็อยู่อาศัยกันเรื่อยมา จนประมาณ พ.ศ.2360-2380 มีกลุ่มไทพวนกลุ่มใหม่ อพยพเข้ามาและได้ตั้งหมู่บ้าน ห่างจากเดิมราว 200 เมตร เป็นหมู่บ้านทุ่งโฮ้งเหนือในปัจจุบัน

ผู้ที่เข้ามาอาศัยอยู่เหล่านี้ มีอาชีพทางด้านการตีเหล็ก โดยมีเตาตีเหล็กกันแทบทุกหลังคาเรือน ชาวบ้านตีเหล็กมาเป็นเวลานาน จน ทั่ง ที่เป็นเครื่องมือรองรับการตีเหล็ก ได้สึกกร่อนลึกเป็นแอ่ง ภาษาไทพวนเรียกว่า โห้ง จึงเป็นที่มาของชื่อหมู่บ้านทั่งโฮ้ง ต่อมาได้เรียกเสียงเพี้ยนไปเป็นทุ่งโห้ง และทางการได้เขียนเป็นทุ่งโฮ้ง เป็นชื่อของหมู่บ้านในปัจจุบัน ส่วนอาชีพการตีเหล็ก ได้เลิกไปประมาณ พ.ศ.2450-2460 แล้วไปรับจ้างชักลากซุง โดยใช้ ล้อเวิ้น ที่เทียมด้วยควายไปชักลาก แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น...การทอผ้าการย้อมผ้า ยังคงสืบทอดกัน

ตัวอย่างที่ผมเห็นได้อย่างชัด และใกล้ตัวที่สุดขณะนี้ คือ หม้อห้อม...ป้าเหลืองนี่แหละ ที่เริ่มตั้งแต่ต้นไปชนที่ปลาย หรือเรียกได้ว่า ทำเองทุกขั้นทุกกระบวนการ อย่างที่เมื่อสักครู่...ที่ให้รับรู้เรื่องของการทำห้อม แล้วก็ต่อด้วยกระบวนการย้อม

โดยหลังจากแช่ต้นครามได้สองคืน นำเศษกิ่งและใบออก นำปูขาวเข้าผสม แล้วตีฟองไปเรื่อยๆ จนเหนี่ยวฟองเป็นสีน้ำเงิน ปล่อยทิ้งให้เนื้อครามตกตะกอน กรองเอาตะกอนเก็บเอาไว้เป็นหัวคราม สำหรับการทำน้ำหม้อห้อม จะใช้น้ำขี้เถาใส่ถังแล้วเจาะรู ที่หยดลงไปก็เป็นน้ำด่าง แล้วนำไปใส่โอ่งไว้ โอ่งหนึ่งน้ำ 80 ลิตร ใช้หัวคราม 3 กิโลกรัม ใช้ปูน 1 กิโลกรัม และคอยมาคนทุกวัน ช่วง 3-5 วัน ให้สังเกตน้ำเขียว เป็นหม้อห้อมย้อมได้

"ป้าจะใช้ผ้าดิบ แต่ผ้าฝ้าย ผ้าโทเลย์ ผ้ามันๆ ผ้าไนลอนเนี่ยเจ้า มันบ่ค่อยติ๊ด ที่เฮาก็ใช้ผ้าฝ้ายเนี่ย โดยจะไปแช่น้ำก็ได้ ถ้าเป็นผ้าเนื้ออ่อน...บ่ต้องแช่ก็ได้ แล้วก็ย้อมเลยเจ้า เอ้อ!!! ป้าเหลืองอู้เมืองอีกแล้ว ฮู่เรื่องก่อ" ...ป้าเหลืองพูดถึงเรื่องการย้อมห้อม แล้วเปลี่ยนโทนเสียงเป็นสำเนียงภาคกลางว่า... "จริงๆป้าเหลืองก็พูดภาษากลางได้ค่ะ"

โถ่!!! หลงตะแคงหูฟัง...เป็นนานสองนาน

แต่ว่า...ป้าอู้ต่อไปเต๊อะ...กำลังคุ้นชินเลย

จากนั้นป้าเหลือง...ก็ส่งต่อไปให้ลูกสาว พรรณี ทองสุข คุยถึงการทำผ้าหม้อห้อมบาติค ซึ่งเห็นกำลังขะมักเขม้นอยู่หลังบ้าน...เราจึงเข้าหา

พี่ณี...ที่พิมพ์ลวดลาย ทำมาจากอะไรครับ

เราทำจากไม้สักค่ะ...แข็งแรงดีกว่าไม้อื่นๆ

ระยะ 10 กว่าปี น่าจะเกิน 500 ลายแล้วค่ะ

เริ่มต้นพูดคุยกันเอง แล้วก็ตามมาอีกเยอะ

"เรื่องของแม่พิมพ์ลาย เราคิดขึ้นมากันเอง แล้วค่อยไปจ้างเค้าแกะ ช่างทางเหนือแกะลายกันเก่ง สำหรับลวดลายของทางเรานั้น ทั้งเกิดจากการคิดเอง และลูกค้ากำหนดมาให้เรา แต่ก็จะมีหลักเกณฑ์หลักๆในเรื่องของการนำไปใช้สอย อย่างจะไปทำเป็นผ้าคลุมไหล่ นำไปตัดเป็นเสื้อผ้า เป็นผ้าม่าน เป็นผ้าคลุมโต๊ะ หรือเป็นผ้าถุง ผ้าโสร่ง

...โดยแต่ละลวดลายต่างๆนั้น เราจะพิมพ์นัมเบอร์เอาไว้ เมื่อลูกค้ามีการสั่งเข้ามา เราก็จะได้ทราบทันที ทางเราถือเป็นเจ้าแรกๆ ในการทำผ้าหม้อห้อมพิมพ์ลาย เพราะที่อื่นๆเค้าย้อมเป็นสีพื้นกัน ก็สมัยต่อพี่เรียนรามฯ มีเพื่อนๆที่อยู่ทางภาคใต้ ก็ไปเที่ยวบ้านดูทำบาติค จึงนำหลักการมาปรับเปลี่ยน กระบวนการทำคล้ายคลึงกัน เพียงแต่ตอนที่นำไปย้อมคราม เราต้องย้อมครามหลายครั้ง ก็ประมาณ 2-3 ครั้งแล้วแต่สี แล้วเทียนที่ใช้พิมพ์ลาย ก็ต้องให้มันเหนียวกว่า เพื่อกันสีซึมเข้าในลวดลาย ด้วยต้องย้อมครามแล้วตากหลายครั้ง

...การดูแลรักษาผ้าหม้อห้อม ก็แค่อย่าใช้ผงฟอกขาวเยอะๆ หรือใช้ที่สำหรับซักผ้าสี แล้วควรนำไปตากในร่ม หรือยามที่ซื้อนำกลับใช้สอยกัน ก่อนไปใช้ก็แช่น้ำเกลือหรือน้ำส้ม เพื่อกันสีตกสักหน่อย แต่ว่าผ้าหม้อห้อมบาติคที่นี่...สีไม่ตกค่ะ"

การันตีคุณภาพอย่างนี้...เห็นทีต้องซื้อหา

ด้วยเมื่อสักครู่ แอบเหล่ เอาไว้หลายอย่าง

ก่อนเดินออกไปที่ส่วนร้านค้า พี่ณี-พรรณี ทองสุข ยังเสริมเทคนิคเคล็ดลับ ว่าในการย้อมผ้า ต้องขยำให้ทั่วทั้งผืน เพื่อให้สีติดอย่างสม่ำเสมอ โดยการย้อมครามในแต่ละวัน จะย้อมได้วันละสองครั้งเท่านั้น เพราะต้องนำไปตากให้แห้งสนิท ก่อนนำกลับมาย้อมอีกครั้ง เพื่อให้การดูดซึมสีที่ดียิ่งขึ้น และต้องโจกห้อมทุกครั้งหลังการย้อม แล้วก็ทิ้งหม้อห้อมให้ตกตะกอน โดยเวลาในการย้อมแต่ละครั้งนั้น จะต้องห่างกันประมาณ 6-8 ชั่วโมง

ส่วนมากเพื่อนๆซื้อผ้าคลุมกัน แล้วหยิบมาอวดในรถ อ้าว!!! ลายเหมือนกันเลย จากนั้นก็นำมาห่มกันแอร์เย็น ก็เลยให้แลดูตัวกลม...กรมท่า

ปัจจุบันการทำผ้าหม้อห้อม นับว่าสร้างงานและทำรายได้ ให้ชาวบ้านทุ่งโฮ้งเป็นอย่างมาก ทำให้ประชาชนในหมู่บ้าน มีฐานะทางเศรษฐกิจดี