โครงการคืนความสุขด้วยประวัติศาสตร์สุพรรณบุรีมาจากไหน?

ตำนานน่ารู้

พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ สุพรรณบุรี เป็นอาคารทรงไทยประยุกต์ 2 ชั้น จัดตั้งขึ้นตามโครงการพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติประจำเมือง เมื่อพ.ศ.2538 จัดแสดงเรื่องราวจังหวัดสุพรรณบุรีผสมผสานกับการใช้สื่อโสตทัศนูปกรณ์ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จพระราชดำเนินไปทรงเป็นประธานเปิดอย่างเป็นทางการในวันที่ 1 กันยายน 2546 เพื่อเป็นแหล่งเรียนรู้และเป็นองค์กรด้านการดูแล อนุรักษ์ เผยแพร่ สร้างสรรค์งานด้านมรดกทางศิลปวัฒนธรรม ทั้งนี้ได้รับการเชิดชูเกียรติยกย่องให้เป็นแหล่งเรียนรู้ตลอดชีวิตต้นแบบรุ่นที่ 2 เมื่อวันที่ 20 กันยายน 2555 จากสำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา และรางวัลพิพิธภัณฑ์ต้นแบบการเรียนรู้ด้านการบริการในพิพิธภัณฑ์ที่เป็นเลิศ (Best Practice) เมื่อวันที่ 16 มกราคม 2557 จากสถาบันพิพิธภัณฑ์การเรียนรู้แห่งชาติ (สพร.)

นักโบราณคดีได้ศึกษาเมืองสุพรรณบุรี พบว่าดินแดนแห่งนี้มีผู้คนเข้ามาตั้งถิ่นฐานตั้งแต่สมัยก่อนประวัติศาสตร์ในยุคหินใหม่อายุ 3,500 ปีมาแล้ว สืบเนื่องมาถึงยุคโลหะ (สำริด-เหล็ก) จนเข้าสู่ยุคสมัยประวัติศาสตร์ในเวลาต่อมา ในสังคมยุคหินเก่าหรือสังคมแบบเร่ร่อนมนุษย์รู้จักใช้เทคโนโลยีในการผลิตเครื่องมือเครื่องใช้ทำมาจากหิน เรียกว่า ขวานหินขัดดำรงชีวิตแบบสังคมเกษตรกรรม รู้จักการเพาะปลูก เลี้ยงสัตว์ ทอผ้า เครื่องปั้นดินเผาสำหรับการหุงต้มอาหาร การทำเครื่องประดับจากกระดูกสัตว์และเปลือกหอย หลักฐานพบที่อำเภออู่ทอง ดอนเจดีย์ ด่านช้าง หนองหญ้าไซ หนองราชวัตร พบภาชนะดินเผาแบบพิเศษ หม้อสามขาแสดงถึงความสัมพันธ์กับชุมชนโบราณในวัฒนธรรมบ้านเก่าที่ จังหวัดกาญจนบุรี เชื่อมโยงกับวัฒนธรรมลุงซานทางตอนใต้ของประเทศจีน

ในยุคปลายโลหะผู้คนในย่านนี้ยังขยายพื้นที่ติดต่อค้าขายกับดินแดนโพ้นทะเลที่ไกลออกไปทั้งอินเดีย เปอร์เซีย จีน พบโบราณวัตถุ ศิลปวัตถุจำนวนมาก ลูกปัดแก้วมีตา ลูกปัดหินอาเกต คาร์เนเลียน ลูกเต๋างาช้าง ตะเกียงโรมัน เหรียญกษาปณ์โรมันที่พ่อค้าวาณิชนำมาแลกเปลี่ยนกับผลผลิตพื้นเมือง มีเครื่องเทศของป่า แร่ธาตุต่างๆ มีพระเถระ2รูปพระโสณะเถระและพระอุตตะเถระจากประเทศอินเดีย ได้เดินทางมาประกาศพุทธศาสนายังดินแดนสุวรรณภูมิ ทั้งยังได้พบหลักฐานสำคัญแสดงถึงอารยธรรมแบบอินเดียนำไปสู่ข้อสันนิษฐานว่าบริเวณภาคกลาง ภาคตะวันตกของไทยเป็นศูนย์กลางการค้าของสุวรรณภูมิหมายถึงดินแดนแห่งทองคำ

จังหวัดสุพรรณบุรี มีหลักฐานทางโบราณคดีที่แสดงถึงความเจริญทางวัฒนธรรมและพัฒนาการตั้งแต่สมัยก่อนประวัติศาสตร์มาถึงสมัยประวัติศาสตร์ในวัฒนธรรมทวารวดีที่มีศูนย์กลางความเจริญอยู่ที่เมืองโบราณอู่ทอง ทั้งนี้มีการค้นพบทั้งโบราณสถานและโบราณวัตถุจำนวนมาก เหรียญเงินที่มีจารึกว่า ศรีทวารวดี ศวรปุญยะ หมายความว่าการบุญของพระเจ้าศรีทวารวดี ต่อมาได้รับอิทธิพลเขมรได้ขยายอำนาจทางการเมืองเข้ามาทางภาคตะวันตก ทั้งนี้มีข้อความในจารึกปราสาทพระขรรค์ที่กล่าวถึงชื่อเมือง 23 แห่งหนึ่งในนั้นยังมีการระบุชื่อเมืองสุวรรณปุระ นักวิชาการมีความเชื่อว่าหมายความถึงเมืองสุพรรณบุรี อิทธิพลวัฒนธรรมขอมหรือเขมรจากประเทศกัมพูชาแพร่อำนาจมายังแถบภาคกลางด้านตะวันตกของเมืองไทยในพื้นที่สุพรรณบุรี พบประติมากรรมศิลปะเขมรในเขตอำเภอเมือง สุพรรณบุรี ที่วัดปูบัว วัดลำปะซิว วัดลาวทอง ทั้งนี้พบแหล่งโบราณคดีบ้านหนองแจง อำเภอดอนเจดีย์ และแหล่งโบราณสถานเนินทางพระ อำเภอสามชุกเชื่อมโยงกับข้อความในจารึกปราสาทพระขรรค์พบที่ประเทศกัมพูชาที่กล่าวถึงการสร้างพระชัยพุทธมหานาถ ซึ่งเป็นพระพุทธรูปฉลองพระองค์พระเจ้าชัยวรมันที่ 7 เพื่อไปประดิษฐานตามสถานที่ต่างๆ รวม23เมือง

ทั้งนี้ก่อนที่จะมีการสถาปนากรุงศรีอยุธยายังได้พบหลักฐานทางโบราณสถาน โบราณวัตถุที่แสดงถึงอิทธิพลสุโขทัยในเมืองสุพรรณบุรี ทั้งนี้ยังได้ปรากฏข้อความในศิลาจารึกหลักที่ 1สมัยพ่อขุนรามคำแหงมหาราช กล่าวถึงชื่อสุพรรณภูมิ หมายความถึงสุพรรณบุรี และพระพุทธรูปหลวงพ่อโตขนาดใหญ่ที่ประดิษฐานไว้ในอาคารที่มีลักษณะแคบที่เรียกว่า คันธกุฎี ที่วัดศรีชุม จังหวัดสุโขทัย และสมัยอยุธยายังมีการค้นพบโบราณสถาน โบราณวัตถุตามกรุวัดต่างๆ ที่พระพิมพ์วัดชุมนุมสงฆ์ วัดพระรูป วัดพระศรีรัตนมหาธาตุ มาถึงสมัยกรุงรัตนโกสินทร์ยังพบหลักฐานสำคัญ เป็นภาพจิตรกรรมฝาผนัง วัดหน่อพุทธางกูร วัดประตูสาร แสดงถึงวัฒนธรรมที่ผสมผสานระหว่างศิลปะจีน ไทย ลาว

คนสุพรรณมีหลักฐานการอยู่อาศัยกระจายในหลายพื้นที่ในเมืองสุพรรณบุรี คนไทยเชื้อสายละว้า อพยพมาจากประเทศพม่า เรียกกันว่า อุก๋อง หมายถึงคนหรือสายตระกูล กลุ่มชนละว้า ปัจจุบันอาศัยอยู่ที่บ้านวังควาย บ้านกกเชียง อำเภอด่านช้าง จังหวัดสุพรรณบุรี มีอาชีพทำการเกษตรและเลี้ยงสัตว์ นับถือศาสนาพุทธและนับถือผีมีประเพณีการไหว้ผีบ้านผีเฮือน เจ้าป่าเจ้าเขา และผีหมู่บ้านฯ มีภาษาพูดเป็นของตนเอง คนไทยพื้นถิ่น คนไทยชาวสุพรรณบุรีมีวิถีชีวิตแบบชนบทภาคกลาง ประกอบอาชีพเกษตรกรรมเป็นหลัก บ้านเรือนแบบใต้ถุนสูงตั้งอยู่ริมฝั่งแม่น้ำ สันนิษฐานว่าคนไทยพื้นถิ่นอพยพมาตั้งแต่สมัยอยุธยา-รัตนโกสินทร์ตอนต้น นับถือบรรพบุรุษและเทพเจ้าตามคติชาวจีน มีประเพณีการไหว้เจ้าในวันตรุษจีน และสารทจีน เป็นประจำทุกปี มีงานประเพณีทิ้งกระจาด ซึ่งเป็นงานบุญตามคติพุทธศาสนามหายานของชาวจีน คนไทยเชื้อสายพวน มีถิ่นฐานเดิมอยู่ที่เมืองพวน เชียงขวาง ซำเหนือ ซำใต้ ในประเทศสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาวอพยพเข้ามาพึ่งพระบรมโพธิสมภารพระเจ้าแผ่นดินในรัชสมัยกรุงธนบุรี-กรุงรัตนโกสินทร์ตอนต้น อยู่อาศัยในย่านบ้านมะขามล้ม อำเภอบางปลาม้า มีประเพณีพิธีกำฟ้าเป็นการบูชาเทวดาผู้เป็นใหญ่ในสวรรค์และทำบุญอุทิศให้กับญาติผู้ล่วงลับ

คนไทยเชื้อสายลาวโซ่งมีถิ่นฐานเดิมอยู่ในประเทศสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว ประเทศเวียดนามเข้ามาตั้งถิ่นฐานในสมัยกรุงธนบุรี-รัตนโกสินทร์ตอนต้นในสงครามกบฏเจ้าอนุวงศ์ เรียกว่า ไทยทรงดำ มีการย้อมผ้าครามเข้มเกือบเป็นสีดำ มีประเพณีการไหว้ผีเรือน (พิธีเสนเฮือน) พิธีขึ้นบ้านใหม่ พิธีแต่งงานและงานศพ ลาวโซ่งอาศัยอยู่ในเขตอำเภออู่ทอง อำเภอสองพี่น้อง อำเภอบางปลาม้า

คนไทยเวียงมาจากเขตเวียงจันทน์ประเทศลาว อพยพเข้ามาพร้อมชาวลาวอื่นๆตั้งถิ่นในฐานในเขตอำเภออู่ทอง อำเภอเมืองสุพรรณบุรี คนไทยเขมรอยู่ในเขตชุมชนวัดสกุณปักษี วัดสามทอง วัดสุวรรณนาคี อำเภอบางปลาม้า มีประเพณีไหว้พระแขจัดขึ้นในวันเพ็ญเดือน12เป็นการเสี่ยงทายเพื่อความเป็นสิริมงคลแก่เกษตรกรชาวเขมรก่อนจะเข้าสู่ฤดูกาลทำนา

บุคคลสำคัญในแผ่นดินไทยที่เป็นชาวจังหวัดสุพรรณบุรีนำอัตชีวประวัติมาจัดนิทรรศการภายในพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ สุพรรณบุรี คือ

1. สมเด็จพระบรมราชาธิราชที่ 1 (ขุนหลวงพะงั่ว) ปฐมกษัตริย์แห่งราชวงศ์สุพรรณภูมิ และเป็นกษัตริย์ลำดับที่ 3 แห่งอาณาจักรกรุงศรีอยุธยา ทรงครองราชย์เมื่อพ.ศ.1913-1931 ทรงเป็นเครือญาติกับ สมเด็จพระรามาธิบดีที่ 1 (พระเจ้าอู่ทอง) ในฐานะพี่พระมเหสีพระองค์ทรงเป็นกษัตริย์ที่มีพระปรีชาญาณด้านการรบเมื่อครั้งยังครองเมืองสุพรรณบุรี

2. สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ (ปุน ปุณณสิริ มหาเถระ) สมเด็จพระสังฆราชสกลมหาสังฆปริณายกองค์ที่ 17 พระนามเดิมว่า ปุ่น สุขเจริญ ประสูติเมื่อวันที่ 30 มีนาคม 2439 บ้านสองพี่น้อง อำเภอสองพี่น้อง จังหวัดสุพรรณบุรี ทรงบรรพชาเป็นสามเณร และอุปสมบทที่วัดสองพี่น้อง จำพรรษาที่วัดพระเชตุพนฯ สอบได้เปรียญธรรม 6 ประโยค ได้รับการสถาปนาเป็นสมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราชสกลมหาสังฆปริณายก เมื่อวันที่ 21 กรกฎาคม 2515

3. พระมงคลเทพมุนี (หลวงพ่อสด) อดีตเจ้าอาวาสวัดปากน้ำ ภาษีเจริญ ธนบุรี มีนามเดิมว่า สด มีแก้วน้อย เกิดวันที่ 10 ตุลาคม 2427 ณ บ้านสองพี่น้อง อุปสมบทเป็นพระภิกษุที่วัดสองพี่น้อง ต่อมาจำพรรษาที่วัดพระเชตุพนฯ และจำพรรษาเป็นการถาวรที่วัดปากน้ำภาษีเจริญ หลวงพ่อสดวัดปากน้ำ เป็นพระเถระที่ริเริ่มวิชาธรรมกาย โดยปฏิบัติตามหลักพระกรรมฐาน จนมีประชาชนให้ความเลื่อมใสศรัทธาเป็นจำนวนมาก

4. เจ้าพระยายมราช (ปั้น สุขุม) เกิดวันที่ 15 กรกฎาคม 2405 ณ บ้านน้ำตก แขวงเมืองสุพรรณบุรี เป็นสามัญชนที่ถวายงานได้รับความไว้วางพระราชหฤทัยจากพระเจ้าแผ่นดินแห่งกรุงรัตนโกสินทร์ในรัชกาลที่ 5 จนถึงรัชกาลที่ 8 เมื่อครั้งดำรงตำแหน่งเป็น พระยาสุขุมนัยวินิต จนถึง เจ้าพระยายมราช (ปั้น สุขุม) เคยเป็นเสนาบดีกระทรวงนครบาล เสนาบดีกระทรวงโยธาธิการ เสนาบดีกระทรวงมหาดไทย และเป็นผู้สำเร็จราชการแทนรัชกาลที่ 8 ในขณะที่พระองค์ทรงศึกษาต่อที่ประเทศสวิตเซอร์แลนด์

5. พลอากาศโท พระยาเฉลิมอากาศ (สุณี สุวรรณประทีป) เกิดวันที่ 26 เมษายน 2430 ตำบลบ้านไร่ อำเภอศรีประจันต์ จังหวัดสุพรรณบุรี เป็นบุคคลสำคัญท่านหนึ่งแห่งกองทัพอากาศไทยในการพัฒนากิจการกองทัพไทย การจัดตั้งแผนการบินของกองทัพไทย การจัดตั้งแผนการบินการแสวงหาและจัดหาพื้นที่สร้างสนามบินดอนเมือง การยกฐานะแผนการบินขึ้นเป็นกองบินทหารบก ทั้งยังดำรงตำแหน่งผู้บังคับการกองอาสาสงครามและผู้ช่วยหัวหน้าทูตทหารประสานงานสัมพันธมิตร ณ ทวีปยุโรปในเหตุการณ์สงครามโลกครั้งที่ 1

6. มนตรี ตราโมท มีชื่อเดิมว่า บุญธรรม เกิดวันที่ 17 มิถุนายน 2443 บ้านท่าพี่เลี้ยง อำเภอเมือง จังหวัดสุพรรณบุรี จบการศึกษามัธยมปีที่ 6 โรงเรียนปรีชาพิทยากร จังหวัดสุพรรณบุรี เข้าอุปสมบทที่วัดสุวรรณภูมิ สอบได้นักธรรมตรี มีผลงานด้านประพันธ์เพลง ดนตรีไทย นาฏศิลป์ ได้รับการเชิดชูเกียรติให้เป็นศิลปินแห่งชาติ สาขาดนตรีไทยประจำปี 2528

ผู้สนใจเข้าชมพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ สุพรรณบุรี เปิดทำการวันพุธ-วันอาทิตย์ และวันนักขัตฤกษ์ ยกเว้นวันขึ้นปีใหม่ และวันสงกรานต์ ระหว่างเวลา09.00 - 16.00น. โทรศัพท์ 0-3553-5330

ในวันเดียวกันคณะสื่อมวลชนมาถึงโรงละครแห่งชาติ สุพรรณบุรี รู้สึกตะลึงกับสถานที่สร้างใหญ่โตยิ่งกว่าโรงละครแห่งชาติ วังหน้า อีกทั้งบรรยากาศที่ครูนำนักเรียนเยาวชนในชุดเครื่องแบบเข้าร่วมงานคึกคัก เด็กๆจับกลุ่มหัวเราะกันอย่างสนุกสนาน มีบรรยากาศร่วมกับกิจกรรมที่กรมศิลปากรนำเสนอ ร้อยตรี สุพีร์พัฒน์ จองพานิช ผู้ว่าราชการจังหวัดสุพรรณบุรี กล่าวเปิดงานโครงการคืนความสุขด้วยประวัติศาสตร์สุพรรณบุรีมาจากไหน? จัดขึ้นที่โรงละครแห่งชาติสุพรรณบุรี จังหวัดสุพรรณบุรี มีความสำคัญทางประวัติศาสตร์มาอย่างยาวนาน พบร่องรอยการอยู่อาศัยตั้งแต่สมัยก่อนประวัติศาสตร์เมื่อ 4,000 ปีมาแล้ว เกิดเป็นเมืองโบราณขนาดใหญ่ หรือเมืองโบราณอู่ทองอันเป็นรัฐโบราณในวัฒนธรรมทวารวดีมีการติดต่อกับชุมชนภายนอก จีน อินเดีย อาหรับ มีพัฒนาการสืบเนื่องมาในสมัยสุโขทัยจนเป็นเมืองสุพรรณบุรีในสมัยกรุงศรีอยุธยาโ ดยเป็นเมืองลูกหลวงที่มีความแข็งแกร่ง กระทั่งมีกษัตริย์จากเมืองสุพรรณบุรีเสด็จขึ้นครองราชย์เป็นกษัตริย์ครองกรุงศรีอยุธยา ขุนหลวงพะงั่วที่เป็นกษัตริย์นักรบที่มีชื่อเสียงในสมัยนั้น สำเนียงเหน่อสุพรรณเป็นเอกลักษณ์สำคัญ สันนิษฐานว่าน่าจะเป็นสำเนียงหลวงครั้งสมัยอยุธยา ก่อนจะเพี้ยนเปลี่ยนมาเป็นสำเนียงภาคกลาง

โรงละครแห่งชาติภาคตะวันตก มีกิจกรรมที่น่าสนใจเมื่อ สุจิตต์ วงษ์เทศ ศิลปินแห่งชาติ สาขาวรรณศิลป์ (กวีนิพนธ์) พ.ศ.2545 นักเขียนรางวัลศรีบูรพา พ.ศ.2536 องค์ปาฐกถาพิเศษด้านศิลปวัฒนธรรมประวัติศาสตร์และโบราณคดีเล่าเรื่องสุพรรณได้อย่างมีรสชาติ "คนในวัฒนธรรมลาวจากลุ่มน้ำโขงเคลื่อนย้ายลงมาตั้งหลักแหล่งทางลุ่มน้ำเจ้าพระยา มีสำเนียงสุพรรณหรือรู้จักกันว่าเหน่อสุพรรณเป็นเครือญาติชาติภาษาใกล้ชิดอย่างยิ่งกับสำเนียงลาวเหนือ หลวงพระบาง ร่องรอยอีกอย่างหนึ่ง คือ สำเนียงภาษาพูดของกลุ่มคนพื้นเมืองตั้งแต่ลุ่มน้ำยมที่เมืองสุโขทัยลงไปทางฝั่งตะวันตกลุ่มน้ำเจ้าพระยาที่สุพรรณบุรี ราชบุรี เพชรบุรี ที่จดหมายเหตุจีนเรียกว่า พวกเสียนหรือสยาม ใกล้ชิดกับสำเนียงหลวงพระบาง แม้แต่ จิตร ภูมิศักดิ์ ยังตั้งข้อสังเกตว่า ปลอกเขตภาษาที่เรียกกันว่า สำเนียงสุพรรณทั้งหมด ซึ่งคลุมในบริเวณจังหวัดสุพรรณบุรี กาญจนบุรี นครปฐม ราชบุรี เพชรบุรี เป็นสำเนียงภาษาที่มีความสูงต่ำทางวรรณยุกต์คล้ายคลึงกับภาษาลาวเหนือ ทางแขวงหลวงพระบาง ไปถึงซำเหนือ (หัวพัน) เป็นสิ่งที่ข้าพเจ้าแปลกใจมานานแล้ว สำเนียงที่ว่าเหน่อ คือสำเนียงหลวงของกรุงศรีอยุธยา หมายความว่าพระเจ้าแผ่นดินก็ดี ไพร่ฟ้าประชาราษฎรส่วนมากก็ดี ล้วนตรัส และพูดจาในชีวิตประจำวันด้วยสำเนียงอย่างนี้ ดังมีร่องรอยเป็นขนบอยู่ในการละเล่นโขน เมื่อถึงเจรจาโขนที่ต้องใช้สำเนียงเหน่อสืบเนื่องมาถึงทุกวันนี้ ถ้าใช้สำเนียงกรุงเทพฯ ถือว่าผิดขนบ"

อัครพงษ์ ค่ำคูณ อาจารย์วิทยาลัยนานาชาติปรีดี พนมยงค์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ศิริพจน์ เหล่ามานะเจริญ นักวิชาการอิสระทำหน้าที่พิธีกรตลอดงาน ทำให้ผู้เข้าชมที่มาจากโรงเรียนในจังหวัดสุพรรณบุรี นักธุรกิจข้าราชการในจังหวัดสุพรรณบุรี จากนั้นมีการนำเสนอสารคดีเหน่อหลวงพระบาง พากย์เจรจาหนังใหญ่วัดขนอน(ราชบุรี) ชมการแสดงระเบ็ง (โอละพ่อ) การละเล่นในราชสำนักยุคต้นอยุธยาได้แบบจากประเพณีเซิ้งบั้งไฟของคนสองฝั่งโขง แล้วแพร่หลายลงไปพร้อมกลุ่มชนที่เคลื่อนย้ายเมื่อเกือบพันปีมาแล้ว คนแต่ก่อนเรียกระเบง ว่าเล่นโอละพ่อ เพราะมีบทร้องขึ้นต้นละว่า โอละพ่อ สอดคล้องกับเซิ้งบั้งไฟขึ้นต้นว่า โอเฮาโอ ระเบงมีบทร้อง (เซิ้ง) เป็นร่ายนับเป็นวรรณกรรมเก่าแก่เรื่องหนึ่งในยุคต้นอยุธยาที่สืบต่อจากยุคก่อนอยุธยา ผู้เล่นเป็นชายสวมสนับเพลาแล้วนุ่งโจงกระเบนทับสนับเพลา โดยไม่มีจีบหางหงส์ มีผ้าคาดหน้าผืนหนึ่งแล้วสวมเทริดกำมะลอบนศีรษะ

"โอละพ่อจะไปไกรลาส รักแก้วข้าเอยจะไปไกรลาส รักพี่ข้าเอยจะไปไกรลาส รักน้องข้าเอยจะไปไกรลาส รักแก้วข้าเอยจะไปชมนก รักแก้วข้าเอยจะไปชมไม้ รักพี่ข้าเอยจะไปชมไม้ รักน้องข้าเอยจะไปชมไม้ โอละพ่อพระกาลมาแล้ว โอละพ่อขวางหน้าอยู่ไย โอละพ่อหลีกไปให้พ้น โอละพ่อพร้อมกันทั้งปวง โอละพ่อตะบะทั้งปวง โอละพ่อศรทั้งปวง โอละพ่อแผลงศรทั้งปวง บทพระกาล โอละพ่อสลบทั้งปวง โอละพ่อฟื้นขึ้นทั้งปวง บทกษัตริย์ โอละพ่อยกกลับเข้าเมือง โอละพ่อเรามาถึงเมือง" ในระหว่างนั้นเยาวชนภายในโรงละครฯจับกลุ่มกันเต้นตามพร้อมกับร้องเพลงเป็นจังหวะได้อย่างสนุกสนาน

ชมละครชาตรี เรื่อง พระรถ เมรี เป็นนิทานบรรพชนลาวล้านช้าง เมื่อลาวล้านช้างเคลื่อนย้ายจากลุ่มน้ำโขงลงลุ่มน้ำเจ้าพระยามีนิทานตำนานพระรถ เมรี ติดลงมาด้วย แล้วแต่งเป็นบทขับไม่ใช้ขับในพิธีกรรมศักดิ์สิทธิ์ พระราชพิธีสมโภชสำคัญเสมือนยกย่องเรื่องพระรถ เมรี เป็นพิเศษ เรื่องพระรถ เมรี จบลงที่นางเมรีร้องหาพระรถจนขาดใจตาย เมื่อพระรถขี่ม้าข้ามน้ำเหาะหนีนางเมรีอยู่อีกฝั่ง นางเมรีกำลังร้องไห้เสียใจ ทั้งยังได้รำพึงรำพันสุดท้ายว่า "ชาตินี้น้องตามพี่มา ชาติหน้าพี่ต้องตามน้องไป" อยู่ริมแม่น้ำที่กำลังไหลแรงอันเกิดจากยาวิเศษ บรรดารี้พลกองทัพยักษ์ที่กำลังเดินข้ามภูเขาป่าไม้ใหญ่ที่เป็นเครื่องกีดกั้นเกิดจากยาวิเศษที่พระรถทรงโปรยไว้ มีความหมายว่าครั้งนี้พระรถหนีนางเมรี ครั้งหน้าเมื่อเกิดใหม่เป็นพระสุธน มโนห์รา นางมโนห์ราจะหนีพระสุธน นางเมรีอธิษฐานจิตหากเกิดใหม่ในชาติหน้า ขอให้พระรถต้องเป็นฝ่ายติดตามนางบ้าง มีการนำมาผูกโยงเรื่องราวให้ต่อเนื่องกับเรื่อง พระสุธน มโนราห์

"ชาตินี้น้องตามพระองค์มา ได้ความเวทนาจาบัลย์ ไปชาติหน้าขอองค์พระทรงพุทธ ต้องตามนุชสุดโศกกรรแสงศัลย์ แม้นกำเนิดเกิดไปในภายหน้า ขอพบพระภัสดาให้จงได้ ขอเป็นพระมเหสีที่ร่วมใจ ให้ข้านี้หนีไปไกลนคร ประทมนิ่งกริ่งกรึกแล้วนึกกรอง ตั้งจิตจองเวรพระภัสดา พอแก้แค้นแทนทำให้หนำจิต ที่ทรงฤทธิ์ลวงเล่ห์สิเนหา ในชาตินี้พระหนีเมรีมา ไปชาติหน้าเมรีจะหนีไป ให้พระองค์ทรงพระกันแสงโศก ด้วยวิโยคจากมิตรพิสมัย ต้องร้อนจิตติดตามเราร่ำไป ให้ลำบากยากใจเหมือนอย่างนี้" (บทละครเรื่องพระรถ เมรี โดย สุจิตต์ วงษ์เทศ และกรมศิลปากรนำมาจัดแสดงครั้งแรกปี 2552 และอีกครั้งในปี 2557)

ทั้งนี้มีวงดนตรี วงมโหรีเป็น 2 วง มีเครื่องดนตรีอย่างเดียวกัน คือ ซอสามสาย กระจับปี่ พิณ ขลุ่ย โทน ทับ กรับ (ฉิ่ง) การทำวงดนตรีทำเพลงร้อง ยอพระเกียรติ แต่วงมโหรีทำเพลงขับกล่อมเล่าเรื่องเชิงเกี้ยวพาราสีสังวาส การแสดงในช่วงมอมเหล้าเมรี เรียกเสียงหัวเราะอย่างสนุกสนานจากผู้ชมเป็นอย่างยิ่ง ปี่พาทย์ทำเพลงนกจากในขณะที่พระรถ นางเมรี นั่งในตำหนักทองเพื่อชมสวน "เมื่อนั้น พระรถปลื้มเปรมเกษมศรี ร่วมเรียงเคียงหมอนเมรี กลวิธีตำรับลับลวงพราง (นางเมรีพูดกับพระรถ) ร้องเพลงร่ายชาตรี เมรีชี้ชวนสวนขวัญ อุทยานทานตะวันใหญ่กว้าง (ทอด) ไพร่พลมนตรีแต่งที่ทางกินเลี้ยงทุกอย่างให้สำราญ พร้อมบทเจรจา เมรี-งานเลี้ยงไพร่พลมนตรีมีข้าวเหล้าเตรียมพร้อมแล้วเจ้าค่ะ พระรถ-เดินดูต้นไม้ในสวนเมืองทานตะวันก่อนดีไหม บอกไพร่พลกินไปก่อน เมรี-เชิญเสด็จเพคะ เมรีจะพาไปดูหมู่ไม้ ร้องเพลงชมดงนอก พระรถชมนกชมไม้ ต้นน้อยต้นใหญ่แน่นขนาน เมรีชี้ชมเชี่ยวชาญ บอกขานนามมีทุกที่ทาง ดำเนินพลาง ทางแถวแล้วแลหา พืชพรรณว่านยาอยู่หลายอย่าง เห็นไม้เรียงเคียงกันเป็นกึ่งกลาง ก็ถามนางเมรีนี่อะไร (นางเมรีหันกลับมาพูดกับพระรถ) ครานั้นเมรีมีวาจา ไม้นี้นานมานับไม่ได้ มะงั่วหาวมะนาวโห่มหาชัย พูดไปร้องไปได้ทั้งนั้น เป็นมิ่งไม้มเหสักข์หลักเมือง ทานตะวันรุ่งเรืองราวสวรรค์ พลเฝ้าไม่น้อยกว่าร้อยพัน ไม้สำคัญศักดิ์สิทธิ์เรืองฤทธา" พระรถ "ทำไมตอนนี้มะงั่วมะนาวไม่พูดจา หรือร้องอะไรออกมา" เมรี "หม่อมฉันมาน่ะซี่ เลยไม่พูดจาอะไร ถ้าคนแปลกหน้าเข้ามาจะร้องโห่ฮาลั่นไปให้ได้ยินทั้งเมือง ไปทางโน้นดีกว่า ยังมีอย่างอื่นอีกเจ้าค่ะ (พระรถแกล้งทำเดินดูซ้ายขวาช้าๆ ให้นางเมรีเดินหน้าไปไกลๆ) ฟังเอยฟังแล้ว พระแก้วรู้หมากไม้มุ่งหาฉวยชักหักมะงั่วมะนาวมา ห่อภูษาซ่อนไว้เก็บไว้"

"ครานั้นพระรถอธิษฐาน บนบานแทนคุณทั้งแม่ป้า ผีบ้านผีเมืองผีฟ้า จงมาสะกดกล่อมมอมเมรัย มอมเหล้าเมรีลับลวงพราง จะหนีนางคืนนี้ให้จงได้ มะงั่วหาวมะนาวโห่ห่อซ่อนไว้ กลับไปถวายพระบิตุรงค์ เห็นนางยังไม่เมาเหล้าสุรา พระรถยกจอกมาแล้วยื่นส่ง เมรีซดเกลี้ยงก็เอียงองค์ สองทรงพะเน้าพะนอพอพระทัย สามจอก สี่จอก กรอกเข้า เมรี ขี้เมา ก็หลงใหล พูดจา เพ้อเจ้อ ละเมอไป ทันใด ลุกเล่น เต้นฟ้อน" (เมรีลุกขึ้นรำโซเซ) ปี่พาทย์ทำเพลงแร้งกระพือปีก (เมรีรำแล้วล้มลง พระรถประคอง ส่งเหล้าให้อีก เมรีกินไปพูดไป) ร้องเพลงแขกลพบุรี (เดินสองไม้) เมรีพลีใจให้พระรถ บอกหมดทุกอย่างที่บังซ่อน ห่อยาผงอัศจรรย์ของมารดร โรยร่อนเนรมิตฤทธิรณ ห่อนี้โรยไปเป็นไฟควัน ห่อนั้นโรยมาเป็นห่าฝน ห่อนี้เป็นข้าวปลาประสาจน ห่อนั้นแหลมหล่นเป็นหนามคม ห่อนี้โรยไปเป็นภูผา ห่อนั้นเป็นมหาสมุทรห่ม อันนั้นไม้กำพด เพียงพงษ์พรหม ศรพรหมาสตร์บรมพระรามา ถัดไปห่อดวงเนตรอนงค์ นางสิบสองสมพงศ์วาสนา ในห่อยังมีผงยา โรยประสมนัยน์ตาหายบอดพลัน และเรื่องราวสนุกสนานต่อไป

รายการสุดท้ายเป็นการแสดงสุพรรณ ออเคสตร้า โดยวงดุริยางค์สากล กรมศิลปากร เป็นเพลงให้อารมณ์สนุกสนานเป็นอย่างยิ่ง ปรากฏว่าเยาวชนแต่ละโรงเรียนจับกลุ่มแสดงความสามารถตามมุมต่างๆ เรียกเสียงหัวเราะจากเพื่อนฝูงได้อย่างเฮฮา ทำให้เจ้าหน้าที่กรมศิลปากรยิ้มแย้มแจ่มใสถึงการมีส่วนร่วมของนักเรียนเยาวชนได้เป็นอย่างดี ให้ความรู้สึกในการนำศิลปวัฒนธรรมเก่าแก่มานำเสนอในรูปการให้ความรู้ที่บอกเล่าด้วยการแสดงควบคู่กับการอ่านหนังสือเพื่อจะได้รู้จักสุพรรณบุรีในอดีต-วันนี้และอนาคตได้อย่างถูกต้องที่สุด