ชาวกะหร่างนับพันชีวิตที่ถูกลืมใจกลางป่าแก่งกระจาน

รายงานพิเศษ

(ตอนที่ 1) ภาพที่เห็นไกลลิบๆอยู่เบื้องหน้า ใครจะเชื่อว่าบนป่าเขาลำเนาไพรไกลปืนเที่ยงอย่างนี้มีการติดตั้งแผงโซล่าเซลล์พลังงานทดแทนจากแสงอาทิตย์เป็นพลังงานไฟฟ้าเรียงต่อกันทิวแถวชาวปะกาเกอญอหรือชาวกะหร่างหลายครอบครัวทั้งผู้สูงวัย-วัยกลางคนตลอดจนวัยหนุ่มสาวพร้อมลูกเด็กเล็กแดงจำนวนมากที่ซ่อนตัวอยู่ภายในหมู่บ้านโป่งลึก และหมู่บ้านบางกลอย ตำบลห้วยแม่เพรียง อำเภอแก่งกระจาน จังหวัดเพชรบุรี ลึกเข้าไปในอุทยานแห่งชาติแก่งกระจานมากกว่า 58 กม. การเดินทางเข้าไปในหมู่บ้านโป่ง-บางกลอยลึกต้องใช้รถกระบะเป็นพาหนะเท่านั้น เส้นทางที่คดเคี้ยวเต็มไปด้วยฝุ่นสีแดงใช้เวลาเดินทางที่วิบากกว่า 2 ชั่วโมง ที่นี่เขาสูบน้ำด้วยพลังงานแสงอาทิตย์ทำให้ชาวกะหร่างบ้านโป่งลึก-บางกลอยมีน้ำใช้เพียงพออย่างสม่ำเสมอ มูลนิธิข้าวขวัญ และ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เข้ามาส่งเสริมองค์ความรู้ในการปลูกข้าวไร่แบบขั้นบันไดเพื่อให้เพียงพอต่อการบริโภค ส่งเสริมการปลูกพืชหลังนาและไม้ผล เพื่อยกระดับเศรษฐกิจและความเป็นอยู่ที่ดีให้แก่ชาวบ้านอย่างยั่งยืน

การพัฒนาระบบน้ำแบบถาวรโดยนำวิธีการสูบน้ำด้วยพลังงานแสงอาทิตย์มาใช้ จะเปลี่ยนเป็นพลังงานไฟฟ้าขนาด 15,360 วัตต์ หรือ 15 กิโลวัตต์ ผ่านตัวอุปกรณ์ตัดต่อ (เบรกเกอร์) ส่งไปยังตัวชุดควบคุมการทำงานเครื่องสูบน้ำขนาด 15,000 วัตต์ ติดตั้งไว้ทั้งที่บ้านบางกลอย และบ้านโป่งลึก สูบน้ำได้วันละ 500 ลูกบาศก์เมตร เข้าสระเก็บน้ำทั้งสองหมู่บ้าน แล้วกระจายน้ำสู่แปลงเกษตรของชาวบ้าน มีการติดตั้งในเดือนพฤษภาคม2557แม้ในขณะที่เมฆฝนครื้มเครื่องสูบน้ำพลังงานแสงอาทิตย์ก็ยังสามารถสูบน้ำเข้าสระได้ตลอดเวลา ขณะเดียวกันยังมีการก่อสร้างฝายเกษตรห้วยโป่งลึกเป็นระบบเสริมการสูบน้ำด้วยพลังงานแสงอาทิตย์ซึ่งเริ่มเก็บกักน้ำได้ในเดือนมิถุนายน 2557 และมีแผนการต่อท่อส่งน้ำใช้ท่อพีวีซีขนาด 6 นิ้ว ลอดใต้สันฝาย แล้วลดขนาดเป็นท่อ 4 นิ้ว ส่งน้ำเข้าสู่สระเก็บน้ำ 1,800 ลูกบาศก์เมตร ที่บ้านบางกลอย ในเดือนมกราคม 2558

การปลูกกล้วยน้ำว้าพันธุ์เหลืองนวลด้วยการเพาะเนื้อเยื่อนำมาจากมูลนิธิแม่ฟ้าหลวงในพระบรมราชูปถัมภ์ ขณะเดียวกันเร่งให้มีการปลูกไม้ผลระยะยาว ทุเรียน เงาะ มังคุด ลำไย ลองกอง ส้มโอ มะขาม ละมุดแก่เกษตรกรจำนวน 75 รายเพื่อเป็นพืชอาหารและสร้างรายได้อย่างยั่งยืน ปริมาณกล้วยที่ปลูก 20,000 ต้น ให้ผลผลิตในปีแรก 7,000 เครือ เฉลี่ยเครือละ 7 หวี หรือ 49,000 หวี ซึ่งจะขายได้คิดเป็นเงิน 7 แสนบาท เมื่อหักค่าขนส่งชาวบ้านจะมีรายได้ประมาณ 5 แสนบาท ขณะนี้กล้วยสามารถสร้างรายได้ให้ชาวบ้านและผู้ขนส่งในพื้นที่ราบเป็นจำนวนมาก ในระยะกว่า 2 ปี ตั้งแต่เริ่มต้นโครงการมีชาวบ้านเข้าร่วมโครงการ 86 ครอบครัว เมื่อโครงการฯประสบผลเป็นที่น่าพอใจทำให้ชาวบ้านเข้าร่วมโครงการเพิ่มขึ้นเป็น 123 ครอบครัว จากครอบครัวที่อยู่ในพื้นที่ทั้งหมด 181 ครอบครัว หรือร้อยละ67.95 และในปีต่อไปการปลูกกล้วยจะขยายเป็น 80,000 กล้า

ดังพระบรมราโชวาท "ขอให้สร้างป่าโดยมีคนอาศัยอยู่ด้วยโดยไม่ทำลายป่า คือต้องช่วยเขาเหล่านี้จริงๆ ให้มีความเป็นอยู่ที่ดีพอสมควร เช่น มีที่ดินทำกิน น้ำ ให้การศึกษา ส่งเสริมงานศิลปาชีพต่างๆ ให้มีรายได้เพิ่มขึ้นเมื่อเขาอยู่ได้แล้ว เขาจะได้ช่วยดูแลป่า" ทั้งหมดนี้อันเนื่องมาจาก สถาบันส่งเสริมและพัฒนากิจกรรมปิดทองหลังพระ สืบสานแนวพระราชดำริ เข้ามาร่วมบูรณาการทำงานร่วมกับหน่วยงานในพื้นที่มากกว่า10หน่วยงาน ตั้งแต่พ.ศ.2555 แต่ละหน่วยงานแบ่งหน้าที่รับผิดชอบการทำงานในพื้นที่ ชลประทานจังหวัดร่วมแก้ไขปัญหาขาดแคลนน้ำบ้านโป่งลึก-บางกลอย สถานีพัฒนาที่ดินจังหวัดส่งเสริมการปรับปรุงบำรุงดินให้เหมาะสมกับการเพาะปลูกตามลักษณะพื้นที่ สำนักงานเกษตรจังหวัดส่งเสริมการปลูกข้าวไร่ การผลิตอาหารในครัวเรือน การส่งเสริมการเกษตรในสภาพพื้นที่ลาดเอียง ปศุสัตว์จังหวัดส่งเสริมการเลี้ยงสัตว์เพื่อสร้างแหล่งอาหารในครัวเรือนและมูลนิธิแม่ฟ้าหลวงในพระบรมราชูปถัมภ์

สุทิน พยัคฆ์ ผู้ประสานงานโครงการปิดทองหลังพระฯ นำทีมคณะสื่อมวลชนเดินทางเข้าไปในพื้นที่ปิดทองหลังพระ สืบสานแนวพระราชดำริ มีรถกระบะเกือบ 20 คัน ขับตามกันตลอดเส้นทางจนฝุ่นตรลบแต่ก็ยังมองเห็นข้อความสติกเกอร์ที่ติดกระจกรถกระบะ "ทวงผืนป่าประเทศไทย หากเราได้ทุกอย่างดังที่คิด สิ้นชีวิตจะเอาของกองที่ไหน" สื่อมวลชนหลายคนมีอาการวิงเวียนศีรษะ ไม่สบายเมารถ ต้องหยิบยาดมทายาหม่องหอมฟุ้งทั้งคันรถเป็นการใหญ่ นักข่าวรุ่นใหญ่คนหนึ่งไปคว้ายาดมของโชเฟอร์ที่วางอยู่ภายในรถกระบะเพื่อสูดดมแก้อาการเคว้งคว้าง การเข้าไปในพื้นที่กันดารห่างไกลแห่งนี้ต้องขออนุญาตเจ้าหน้าที่อุทยานฯเสียก่อน หมู่บ้านโป่งลึกอยู่คนละฝั่งแม่น้ำกับหมู่บ้านบางกลอย อยู่ในพื้นที่ตำบลห้วยแม่เพรียง อำเภอแก่งกระจาน จังหวัดเพชรบุรี ระหว่างสองหมู่บ้านมีสะพานแขวนข้ามแม่น้ำเพชรบุรีเชื่อมไปมาหาสู่กัน คนทั้งสองหมู่บ้านเกือบ 100% เป็นชาวกะหร่าง ตามรอยเศรษฐกิจพอเพียงของ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว อบรมให้ความรู้กับชุมชนชาวกะหร่าง เข้าใจ เข้าถึงพัฒนา

ชาวปะกาเกอญอหรือชาวกะหร่างอยู่สูงกว่าระดับน้ำทะเล 300 เมตรขึ้นไป ถ้าต่ำกว่านั้นส่วนใหญ่เป็นชาวกะเหรี่ยง นอกจากนั้นการใช้ภาษาและวัฒนธรรมก็แตกต่างกัน ชาวกะเหรี่ยงส่วนใหญ่นับถือศาสนาคริสต์ ส่วนกะหร่างนับถือศาสนาพุทธ นับถือผี นับถือไก่ มีการไหว้ไก่ ไหว้บรรพบุรุษ มีการเคลื่อนย้าย อยู่เป็นกลุ่ม เป็นชุมชน ชาวกะหร่างถึงมาอยู่ใน2หมู่บ้านนี้ได้ประมาณ 100 ปีมาแล้ว ชาวกะหร่างติดเชื้ออหิวาต์มีคนล้มตายกันมาก จึงพามารวมกันที่โป่งลึก ตั้งเป็นหมู่บ้านน้อยๆขึ้นมา ครั้นปี 2535 เกิดปัญหาเรื่องยาเสพติดตามแนวเทือกเขาด้านตะวันตก เจ้าหน้าที่ตำรวจตระเวนชายแดนตายไป 5 นาย ทำให้เกิดการบริหารจัดการชาวบ้านใหม่เพื่อสะดวกในการดูแล ต่อมาพ.ศ.2539 จึงเปิดการเจรจากันระหว่างเจ้าหน้าที่กับชาวกะหร่าง

ในช่วงก่อนเดือนธันวาคม 2555 ชาวปะกาเกอญอนับพันชีวิตในหมู่บ้านโป่งลึกและบางกลอยดำรงชีพอย่างอดอยากและยากลำบากใจกลางอุทยานแห่งชาติแก่งกระจานขาดโอกาสในการประกอบอาชีพรวมทั้งปัจจัย 4 ทั้งที่อยู่อาศัย อาหาร เครื่องนุ่งห่ม ยารักษาโรค แม่น้ำเพชรบุรีที่อุดมสมบูรณ์เป็นสายน้ำหลักหล่อเลี้ยงผืนดินแก่งกระจาน ทั้งสองหมู่บ้านได้ยินเสียงเสียงน้ำไหลผ่านแต่ไม่สามารถเอื้อมมือคว้ามาใช้ประโยชน์จากแม่น้ำเพชรบุรีที่อยู่ต่ำลงไปกว่า 20 เมตรได้ พื้นที่ราบซึ่งจะใช้เพาะปลูกก็มีน้อยแม้ในยามฝนตกชุกทำให้ความแห้งแล้งอดอยากเข้ามาเคาะประตูบ้านอย่างยาวนานเป็นแรมปี ทำให้ได้ผลผลิตข้าวไร่ไม่ถึง 20 ถังต่อไร่ ไม่เพียงพอต่อการบริโภค ชาวบ้านมากกว่าร้อยละ20 เป็นประชากรตกสำรวจเพราะห่างไกลความเจริญอยู่ในถิ่นทุรกันดาร หลายคนเสียสิทธิ์ในการเป็นพลเมืองไทยโดยเฉพาะในยามเจ็บป่วยต้องเดินเท้าเกือบทั้งวันหรือถึงจะมีพาหนะเป็นรถกระบะในการเดินทางก็ต้องใช้เวลาเกือบสามชั่วโมงอย่างที่เรียกว่าทุลักทุเลจริงๆจึงถึงตัวจังหวัดเพชรบุรี

ปัญหาการขาดแคลนน้ำและพื้นที่ทำกินเป็นของตัวเอง ส่งผลให้ชาวบ้านต้องออกไปบุกรุกป่าเพิ่มมากยิ่งขึ้น พฤติกรรมดังกล่าวนี้ย่อมส่งผลต่อผืนป่าแก่งกระจานมรดกโลก และหนึ่งในยี่สิบห้าผืนป่าสำคัญของโลก ป่าแก่งกระจายเดินทางก้าวสู่ภาวะวิกฤติอย่างรวดเร็ว เมื่อพื้นที่ป่า และสัตว์ป่าถูกเบียดเบียนอย่างหนักรวมทั้งเหตุการณ์รุนแรงอย่างต่อเนื่อง ชาวบ้านหาวิธีเอาตัวรอดด้วยการรับจ้างตั้งแต่การเก็บมะนาว ปลูกข้าว ทำการเกษตรในเมือง มีการคำนวณว่าคนทั้งสองหมู่บ้านมีรายได้เฉลี่ยต่อครอบครัวเพียง 43,300 บาท/ปี ร้อยละ76ของรายได้มาจากการรับจ้าง รายได้จากการเกษตรเพียงร้อยละ7เท่านั้น ในขณะที่รายจ่ายเฉลี่ยอยู่ที่ครอบครัวละ 6,700 บาท

การปลูกข้าวในปีแรกเป็นข้าวไร่ขั้นบันไดได้ผลผลิตเฉลี่ย 158.13 กิโลกรัม/ไร่ ยังไม่เพียงพอต่อการบริโภคเนื่องจากการเปิดพื้นที่เพื่อปรับเป็นขั้นบันไดในปีแรกนั้นทำให้ธาตุอาหารในดินน้อยประกอบกับระบบน้ำยังไม่สมบูรณ์ อีกทั้งในช่วงเก็บเกี่ยวข้าวมีฝนตกหนักทำให้ผลผลิตเสียหายเป็นจำนวนมาก สถาบันส่งเสริมและพัฒนากิจกรรมปิดทองหลังพระฯจึงได้ร่วมมือกับจังหวัดเพชรบุรีให้ช่วยเหลือด้วยการมอบข้าวเพื่อการดำรงชีวิตพร้อมกับร่วมมือกับชาวบ้านเร่งฟื้นฟูการเพาะปลูกข้าวและคาดหมายว่าผลผลิตข้าวไร่ขั้นบันได ในพ.ศ.2557 จะเพิ่มขึ้นประมาณ1เท่าตัว เป็น 300-350 กิโลกรัม/ไร่ ให้มีจำนวนเพียงพอต่อการบริโภคตลอดทั้งปี

ปลายปี 2557 เป็นปีแรกที่ชาวโป่งลึก-บางกลอยเก็บเกี่ยวผลผลิตกล้วยน้ำว้าพันธุ์เหลืองนวล มูลค่า 7 แสนบาท เมื่อหักค่าขนส่งแล้วจะเหลือเป็นรายได้ 5 แสนบาท การปลูกกล้วยพันธุ์นี้บนภูเขาสูงต้องปลูกในช่วงฤดูฝนต่างจากการปลูกกล้วยพื้นล่างต้องเตรียมปลูกในช่วงฤดูแล้ง เนื่องจากในฤดูฝนมีแมลงน้อยกว่า ต้นกล้วยอายุ 1 ปี จึงจะออกปลี และให้เครือกล้วย 1 เครือ 1 ต้น และอีก 3 ปีจึงจะแตกต้นใหม่เป็นกอ กล้วยมีประโยชน์ช่วยควบคุมอุณหภูมิในร่างกายให้เป็นปกติ กล้วยอุดมไปด้วยวิตามิน และแร่ธาตุต่างๆที่สำคัญต่อร่างกาย ธาตุเหล็ก ฟอสฟอรัส โพแทนเซียม แมกนีเซียม คาร์โบไฮเดรต โปรตีน วิตามินเอ วิตามินบี 6 วิตามินบี 12 วิตามินซี ช่วยเพิ่มพลังสมองเพราะมีสารที่ช่วยทำให้เกิดสมาธิและมีการตื่นตัวตลอดเวลา มีสารต่อต้านอนุมูลอิสระที่ช่วยในการชะลอความแก่ตัวของร่างกาย กล้วยสามารถทำเป็นมาสค์หน้า ช่วยเพิ่มความชุ่มชื้นให้แก่ผิว ลดความหยาบกร้านบนผิว การใช้กล้วยสุกหนึ่งผลมาบดให้ละเอียดแล้วเติมน้ำผึ้ง 2 ช้อนโต๊ะ จากนั้นคลุกให้เข้ากันแล้วนำมาพอกหน้าทิ้งไว้ประมาณ15นาทีแล้วล้างออก เปลือกกล้วยสามารถแก้ผื่นคันที่เกิดจากยุงกัดได้ จะลดอาการคัน เปลือกด้านในของกล้วยช่วยรักษาโรคหูดบนผิวหนังได้ โดยใช้เปลือกกล้วยปิดลงบริเวณหูดแล้วใช้เทปแปะไว้ หัวปลีนำมารับประทานเพื่อช่วยลดระดับน้ำตาลในเลือด และบำรุงขับน้ำนมสำหรับมารดาหลังคลอดบุตร ใบตองมาทำกระทง ห่อขนม ห่ออาหาร ทำบายศรีบวงสรวงต่างๆ

เป็นภาพที่ประทับใจเมื่อ ปริแม เจริญสุข ชาวกะหร่างวัย 50 ปี ยิ้มแป้นอย่างมีความสุขในฐานะผู้นำครอบครัวพอเพียงพร้อมด้วยภริยา ลี พุกาด วัย 47 ปี และ เด็กชายศิริชัย พุกาด วัย 12 ปี ช่วยกันยกกระสอบข้าวสาร พร้อมด้วยผลิตผลกล้วยน้ำว้าพันธุ์เหลืองนวลที่ลบเหลี่ยมแล้วที่กำลังสุกน่ารับประทานมาให้ หม่อมราชวงศ์ดิศนัดดา ดิศกุล ประธานกรรมการสถาบันส่งเสริมและพัฒนากิจกรรมปิดทองหลังพระ สืบสานแนวพระราชดำริ ด้วยน้ำใสใจจริงว่าครอบครัวนี้มีรายได้ความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นหลังจากที่โครงการปิดทองหลังพระสืบสานแนวพระราชดำริเข้ามาดำเนินงานในพื้นที่ หม่อมราชวงศ์ดิศนัดดา มอบเงิน 1,000 บาทให้กับ เด็กชายลี พุกาด กำเงินไว้แน่นในมือขวา จากนั้นหม่อมราชวงศ์ดิศนัดดาก็ซักถามว่า โตขึ้นอยากเรียนอะไรพร้อมที่จะส่งเสริมให้ได้รับการศึกษาที่ดีก็ได้รับคำตอบว่าอยากเป็นนายทหาร เรียนหนังสือที่โรงเรียนตชด.บ้านโป่งลึกได้เกรด 3.5 เมื่อสื่อมวลชนซักถามว่าจะนำเงินจำนวนนี้ไปทำอะไรก็ได้คำตอบว่าจะให้พ่อ 500 บาท แม่ 500 บาท หากจะต้องใช้เงินก็จะขอจากพ่อและแม่ ทุกวันนี้ไปโรงเรียนก็ไม่ได้ใช้สตางค์อะไรกลับมาบ้านก็มีข้าวกินยังมีพืชผักผลไม้ในสวน

เด็กชายลี กลับจากโรงเรียนก็มาช่วยพ่อแม่ทำงาน รวมทั้งดูแลน้องๆ เด็กชายลีมีน้องชาย และน้องสาว พ่อแม่เดียวกันอย่างละ 1 คน ศุภโชค นิติยากร และยังมีพี่ๆต่างบิดาอีก 4 คน พี่สาวคนโตต่างแม่อายุ 20 ปี เมื่อถามว่าทำไมใช้นามสกุลแม่ ก็ได้รับคำตอบว่า "ตอนนั้นที่แจ้งนามสกุลพ่อยังไม่ได้สัญชาติไทย จึงใช้นามสกุลของแม่ พ่อเพิ่งจะได้นามสกุลเมื่อไม่นานมานี้ แต่ก็ไม่กลับไปใช้นามสกุลพ่อ ยังขอใช้นามสกุลแม่ต่อไป"

คณะสื่อมวลชนทั้งหมดเข้าไปชมการสาธิตทำปุ๋ยหมักซึ่งเป็นสถานที่เดียวกับ พลากร สุวรรณรัฐ องคมนตรี ได้ดูงานก่อนหน้านี้เป็นเวลา 1 สัปดาห์ สูตรปุ๋ยพระราชทาน สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี : ปุ๋ยหมัก พร้อมลายพระหัตถ์พระราชทาน มีข้อความดังนี้ ต้นไม้ทุกชนิดต้องการอาหารเพื่อการเจริญเติบโต พูดง่ายๆเราต้องใส่ปุ๋ย ไร่นาสวนของเรา พืชผลจึงจะงามดี เดี๋ยวนี้ปุ๋ยที่ซื้อจากท้องตลาดแพงเหลือเกินนี่! เรามาทำปุ๋ยหมักใช้เองดีกว่า วิธีทำ ของที่ต้องเตรียม 1. ซากพืช ได้แก่ ใบไม้ ผักตบชวา หญ้าแห้ง ลำต้นถั่ว ลำต้นข้าวโพด ใบและต้นมันสำปะหลัง กระดูกปอสับเป็นท่อนๆสั้นๆให้เปื่อยเร็ว 2. การทำปุ๋ยคอก คือ มูลสัตว์ขี้วัว ขี้ควาย ขี้เป็ด ขี้ไก่ ขี้ค้างคาว น้ำปัสสาวะคนหรือสัตว์ กากเม็ดนุ่น กากถั่ว ซากต้นถั่วชนิดต่างๆ (พืชตระกูลถั่ว) 3. ดินร่วนพอสมควร ถ้าเป็นหน้าดินยิ่งดี

กองปุ๋ย 1 กองในหลุมต้องขุดหลุมขนาดกว้าง 1 เมตร ยาว 1 เมตร ลึก 1 เมตร ระวังดินพังทลายลงไปในหลุม ถ้ามีการระบายน้ำได้ยิ่งดี 2 กองในคอก ปรับดินบริเวณที่จะกองปุ๋ยหมักให้แน่นใช้ไม้ไผ่หรือไม้อื่นที่หาได้กั้นเป็นคอกกว้าง 2 เมตร ยาว 4 เมตร สูง 1 เมตร แบ่งออกเป็น 2 ส่วน ครึ่งหนึ่งไว้ใส่ปุ๋ยหมัก อีกครึ่งไว้กลบกองปุ๋ย ทำหลังคาใบจากหรือใบมะพร้าวคลุมหลังคา ถ้ามีถุงพลาสติกคลุมกันฝนชะ ปุ๋ยก็ดี 3 กองซากพืชที่เตรียมไว้ กองเกลี่ยในคอก (หรือในหลุม) ให้เป็นชั้น เหยียบตามขอบให้แน่น เหยียบแล้วไม่ยุบอีกชั้นหนึ่งสูงราว 1 คืบครึ่งรดน้ำให้ชุ่มแล้วเอาปุ๋ยคอกโรยทับให้ทั่วกันสูง 2 องคุลี (5 ซม.) ถ้ามีปุ๋ยเคมี (สูตร16-20-0หรือ14-14-14) แอมโมเนียซัลเฟตหรือยูเรียก็โรยบางๆให้ทั่วแล้วทับด้วยดินละเอียดหนาประมาณ 10 องคุลีสลับด้วยซากพืชแล้วรดน้ำทำเป็นชั้นอย่างนี้จนปุ๋ยเต็มคอก (น้ำที่รดจะผสมด้วยปัสสาวะด้วยก็ได้)

ข้อควรระวัง อย่าให้มีน้ำขัง หรือปุ๋ยกองใหญ่ไปจะทำให้เกิดความร้อนสูง ปุ๋ยจะเสีย ถ้าในกองปุ๋ยมีความร้อนสูงไปให้เติมน้ำลงไปด้วย ปุ๋ยกองเล็กจะไปจะสลายตัวช้า อย่าใส่ปุ๋ยพร้อมกับปูนขาว ควรใส่ปุ๋ยทุก 30 วัน ฯลฯ

โปรดอ่านต่อฉบับหน้า