"ถ้ำดินเพียง" ...มหัศจรรย์ใต้ผืนพิภพ

ท่องเที่ยวธรรมชาติ

ปอดลอย ระย่อใจ ทะท้าว ตื่นแตก อักอ่วน โอย!!! ระคนปนเปอารมณ์ อันได้ก่อตัวขึ้นมา ในระหว่างการเดินทาง ไปจังหวัดหนองคาย ตามทางหลวงหมายเลข 211 ซึ่งเรียบขนานไปตามลำน้ำโขง ในระยะทางราว 96 กิโลเมตร เพื่อไปยังบ้านดงต้อง ตำบลผาตั้ง อำเภอสังคม แล้วเราก็เห็นป้ายทางด้านซ้ายมือ ที่บอกถึงเส้นทางที่ไป วัดถ้ำศรีมงคล ระยะทางอีกประมาณ 14 กิโลเมตร

มิได้มาถือศีลภาวนา แล้วก็มิได้ปฏิบัติธรรม

แต่ก็...มาตามคำเล่าลือของความมหัศจรรย์

"ถ้ำดินเพียง" เมืองบาดาล ภายใต้ผืนพิภพ

ถ้ำดินเพียง...ถ้ำที่พระธุดงค์จากลาว ได้เดินทางข้ามแม่น้ำโขง มายังฝั่งไทย โดยมิได้ผ่านข้ามมาทางเรือ แต่เป็นการเดินลอดมาภายในถ้ำแห่งนี้ และผู้ที่สามารถเห็นเส้นทางภายในถ้ำได้ ต้องเป็นผู้ที่บำเพ็ญศีลภาวนา หรือเป็นพระอภิญญา

ถ้ำดินเพียง...ถ้ำแห่งนี้แต่เดิมนั้น เป็นเส้นทางเข้าออกของธิดาพญานาค ที่ได้ขึ้นมาหลงรักกับเจ้าชายบนโลกมนุษย์ แต่ครั้นพอถึงวันออกพรรษา ธิดาพญานาคต้องกลับไปสู่เมืองบาดาล เพื่อไปเล่นน้ำกับพญานาคด้วยกัน และสุดท้ายเจ้าชายตามมาพบ และล่วงรู้ว่า คนรักของตนเป็นพญานาค เจ้าชายจึงขอตัดขาดจากกัน ณ ถ้ำแห่งนี้

ถ้ำดินเพียง...ณ ถ้ำแห่งนี้เอง ที่มีสามเณรรูปหนึ่ง มานั่งท่องหนังสือสวดมนต์ อยู่ที่บริเวณของปากถ้ำ วันหนึ่งได้มีสามเณรที่ไม่ทราบมาจากที่ใด เดินออกมาจากถ้ำ เอ่ยชวนให้เข้าไปเที่ยวภายในถ้ำ สามเณรจึงวางหนังสือลง แล้วตัดสินใจเดินตามเข้าไป เมื่อเข้าไปเพียงสองร้อยกว่าเมตร ก็ได้พบเสาศิลาขนาดใหญ่ตั้งเป็นแถว สามเณรจึงนับเสาหินไปเรื่อยๆ ในขณะที่เดินนับเสาอยู่นั้น ก็ได้ยินเสียงน้ำไหล อยู่เบื้องบนศีรษะ พร้อมกับมีเสียงเรือวิ่งด้วย จึงถามสามเณรผู้พาเข้ามาถ้ำว่า...เสียงอะไร แล้วได้รับคำตอบว่า...ข้างบนเป็นแม่น้ำโขง ถ้ำที่กำลังเดินอยู่นี้ เป็นถ้ำที่อยู่ใต้แม่น้ำโขง เดินทะลุไปถึงเวียงจันทน์ได้ สามเณรเดินมาจนพบกับพวงมาลัยที่ห้อยลงมาจากผนังถ้ำ แล้วก็คว้าพวงมาลัยนั้นเอามาคล้องคอตนเองเอาไว้ แล้วก็ให้รู้สึกตัวว่า ถูกดึงลอยขึ้นไปข้างบน และมารู้ตัวอีกที ก็มานอนอยู่บนเรือคนหาปลาแล้ว คนในเรือถามว่า...ไปไงมาไงถึงมาอยู่ในน้ำ ในระหว่างเล่าก็เหลือบเห็นเณรผู้พาเข้าถ้ำ กลายเป็นปลาบึกยักษ์

นั่นคือ...เนื้อหาเล่าขานต่อกันมาเป็นทอดๆ

ผมครุ่นคิดตลอดทาง จึงอารมณ์แปรปรวน

หนองคาย...เมืองชายแดนริมฝั่งแม่น้ำโขง ถือเป็นประตูสู่เมืองเวียงจันทน์ เมืองหลวงของสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว (สปป.ลาว)

วิถีชีวิต ประเพณีวัฒนธรรม...ได้ผูกพันต่อกัน

ความเชื่อ ตำนาน เรื่องเล่า...ก็ได้พันผูกต่อกัน

จังหวัดหนองคาย...ลือกันว่าเป็น เมืองพญานาค ที่เกิดมาจากความศรัทธา การกล่าวขาน นิทาน และเหตุการณ์เกี่ยวข้อง ที่ได้เกิดขึ้นมามากมาย

ถ้ำดินเพียง...ก็มีเรื่องราวที่พิสูจน์ไม่ได้เช่นกัน

แต่กลับกลายเป็นจุดขาย...ด้านการท่องเที่ยว

มาถึง วัดถ้ำศรีมงคล หรือมีอีกนามหนึ่งว่า วัดถ้ำดินเพียง มีสถานที่สำคัญซึ่งเป็นที่มาของชื่อวัด คือ ถ้ำดินเพียง ที่หลายคนพูดถึงกันหลายด้าน

แทนที่ผมจะไปชมตามอาราม กลับเบี่ยงเบนทิศทางมาที่ถ้ำ แล้วก็เดินตรงรี่ไปที่ศาลาแห่งหนึ่ง ที่ชาวบ้านได้เชื่อถือกันว่า เป็นที่สถิตควรกราบไหว้ของ พ่อปู่อินทร์นาคราช และ แม่ย่าเกตุนาคราช ผมก็เลยตรงเข้าไปทำความเคารพ พร้อมๆกับได้กล่าวคำบูชาอธิษฐานภายในใจว่า กายะ วาจะ จิตตัง อะหังวันทา องค์อมราอินทราธิบดี สิริหานาโค วิสุทธิเทวา ปูเชมิ กายะ วาจะ จิตตัง อะหังวันทา นางพญาคิณีเกตุนาคา วิสุทธิเทวี ปูเชมิ

แต่ผมก็ยังรู้สึก...ตื่นเต้น กังวล สับสน ตระหนก

ยิ่งพอได้มาศึกษาดูแผนที่ภายในถ้ำดินเพียง ซึ่งภายในที่เรียกว่า ศาลาพันห้องนั้น จะได้ประกอบไปด้วยห้องมากมาย แต่ที่อนุญาตให้เข้าไปรับชมกันได้ คือห้องโถงทางเข้า ห้องหีบศพ...ปู่อินทร์นาคราช ห้องเจดีย์...ที่มีหีบศพ และแท่นบูชา ห้องธิดานาคราช ห้องช้างสามเศียร ห้องพระคัมภีร์ ห้องโถงทางออก และห้องปฏิบัติธรรมพระสงฆ์

จากนั้นผมก็มาดูลาดเลา ตรงที่บริเวณของปากถ้ำ จึงได้รับทราบความเป็นมาอีกเล็กน้อยว่า ถ้ำดินเพียง หรือที่ชาวบ้านเรียกว่า ถ้ำพญานาค ได้ถูกค้นพบโดยบังเอิญจาก ลุงคำสิงห์ เกศศิริ ซึ่งเดิมเป็นเจ้าของที่ดินบริเวณปากถ้ำนี้ ต่อมาได้ทำการยกพื้นที่ ให้กับทางวัดศรีมงคล และก็มีการพัฒนาเป็นสถานท่องเที่ยว ที่สำคัญอีกแห่งในจังหวัด

ส่วนสาเหตุที่ได้ชื่อว่า...ถ้ำดินเพียง ก็เนื่องจากถ้ำแห่งนี้ เป็นถ้ำใต้ดิน มีปากทางเข้าถ้ำ อยู่เสมอกับพื้นดิน ในระดับที่เป็นปกติ ทำให้หลายๆคน มักเข้าใจว่า เป็นเพียงหลุมธรรมดา พร้อมกับที่ผมก็แลเห็นว่า ช่างได้คับแคบ เกินกว่าจะเข้าไปได้

ปี 2530 มีการลงไปสำรวจ ด้วยการนำเชือกผูกโยงไว้ ให้มีคนหนึ่งคอยเฝ้าตรงปากถ้ำ เพื่อกันการพลัดหลง แต่หากถ้าเกิดหลงทางกัน ก็ให้เดินกลับมาตามเส้นเชือก จากนั้นได้ลงไปติดไฟฟ้า ปรับปรุงเป็นแหล่งท่องเที่ยว คนก็ทยอยมากันเรื่อยๆ

อีกทั้งทางวัดถ้ำศรีมงคล ประกาศเรื่องการปฏิบัติตน ทั้งแก่ผู้นำเที่ยวและนักท่องเที่ยวว่า ควรศึกษาเส้นทางภายในถ้ำ และเคารพกฏิกาอย่างเคร่งครัด อาทิ ก่อนเข้าถ้ำให้จุดธูปขออนุญาตก่อน ห้ามใส่รองเท้าเข้าถ้ำ เข้าถ้ำแล้วห้ามบ้วนน้ำลาย ห้ามปัสสาวะ และห้ามส่งเสียงดัง ที่สำคัญทุกคณะต้องมีไก๊ด์นำทาง ห้ามเข้าไปเองโดยเด็ดขาด

ปัจจุบันมีการเปิดให้เข้าชมได้ทุกวัน ในเวลาเปิดทำการ 08.00-17.00 น. กับระยะเส้นทางภายในถ้ำช่วงสั้นๆ ที่ใช้เวลาประมาณ 30-45 นาที หรืออาจขึ้นอยู่กับที่ว่า จะมุดจะคลานได้รวดเร็วเพียงใด แต่สำหรับกลุ่มของเรานั้น ที่ได้มากับ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) คงต้องขอใช้เวลาเยอะอีกสักหน่อย มิใช่แค่ใช้เวลาในการถ่ายภาพ แต่ก็เพื่อสังขารแต่ละคนด้วย เลยแจ้งความประสงค์ไปสู่ที่ไก๊ด์ ที่จะใช้เวลาเดินทางอยู่ที่ 2 ชั่วโมง

ยืนตรงปากถ้ำ สูดลมหายใจ และก็ทำใจด้วย

หมดเวลากับความรู้สึกใด...ด้วยต้องเข้าในถ้ำ

ปากถ้ำคับแคบหน่อย ดีนะ...ที่กินข้าวมาน้อย

ผมมุดเข้ามาแบบทแยงตัว ก็เข้ามาได้อย่างไม่ยากเย็นนัก แล้วก็ไม่รู้ว่า...ลมเย็นๆโบกพัด มาจากทิศใด เสมือนกับให้การต้อนรับกับพวกเรา พร้อมกับที่ฝ่าเท้าอันเปลือยเปล่า ก็ได้ไปสัมผัสความเย็นของมวลน้ำ ที่เห็นไหลระรินไปตามทางเดิน พอผมเดินก้มหัวเข้ามาได้สักหน่อย ได้มาถึงตรงที่เรียกว่า ห้องโถงทางเข้า ที่ทำให้เราเดินยืดตัวได้สบายขึ้น แถวๆนี้จะเห็นมีเป็นเสาหิน ที่เรียงรายอย่างเป็นระเบียบ จำนวนราวห้าหกสิบต้นขึ้นไป

พอเดินตามหลังพี่ ททท. เข้ามาอีก ก็เจอกับช่องทางที่เบียดแคบ ทำให้ต้องตะแคงตัวเดินผ่านไป เมื่อเดินผ่านพ้นออกไปได้ ก็เห็นไก๊ด์ยืนรอตรงปากทางพอดี แล้วก็นำพาเราไปพบเห็นกับ ห้องเจดีย์ ที่มีแท่งหินที่คล้ายกับหีบศพ แล้วที่ใกล้กันมีหินเป็นแท่นบูชา ตรงนี้ไก๊ด์เค้าให้เวลาไหว้อธิษฐานขอพร และก็พาเราเข้าไปที่แคบยิ่งกว่าอีก

เจอกับช่องทางแสนสาหัส ยังไงก็ต้องมุ่งหน้ากันต่อไป จะหันหลังเดินกลับไปทางเดิม...ก็คงไม่ใช่ที่ แม้ว่า...จะได้อยู่ในสภาพคลานด้วยศอก

คลานผ่านพ้นมาก็เจอแอ่งน้ำ เห็นขุ่นๆ...เลยมองไม่ออกว่าลึกแค่ไหน จึงไม่อยากจะเสี่ยงลุยเดินลงไป เลยค่อยๆอ้อมไปตามทางแคบซ้ายมือ

ว้าย...ตูม!!! ผู้หญิงที่ตามหลังผมมา ส่งเสียงด้วยความตกใจ ที่พลาดลงไปในแอ่งน้ำจนได้ พอผมหันไปดูพบว่า น้ำลึกแค่หัวเข่าเธอเท่านั้นเอง

จากนั้นก็หันกลับไปเดินหน้าต่อ แต่แล้วก็...อ้าว!!! ไก๊ด์เอย พี่ๆ ททท.เอย หรือผองเพื่อนเอย กระทั่งกลุ่มนักท่องเที่ยวอื่นๆ ต่างพากันหายไปหมด เลยเดินลำพังไปตามแสงไฟฟ้า ที่มีการติดตั้งไว้ตลอดเส้นทาง จนกระทั่งมาสมทบกันทันตรงห้องปฏิบัติธรรมพระสงฆ์ ผมก็เลยอดที่จะดีใจด้วยไม่ได้ แล้วถัดไปอีกก็ถึง ห้องโถงทางออก และพอแหงนมองขึ้นไป ก็เป็นปากทางออกของถ้ำ ซึ่งเป็นบันไดเหล็กที่หนาและแข็งแรง...แต่ชันมากไปหน่อย

ที่...หวาดหวั่น วุ่นวายใจ เกรงกลัว วิตกจริต

รู้สึกไม่ดีมาตลอดทางนั้น จริงๆแล้ว...ก็สนุก

แม้จะต้อง...มอมแมม เปื้อนเปรอะ สกปรก