ความผิดพลาดในญี่ปุ่น (วันที่เจ็ด)

สายลม แสงแดด

ช่างเป็นความน่าอัศจรรย์ใจเหมือนหลุดเข้าไปอยู่ในโลกการ์ตูน เมื่อได้เห็น...เด็กนักเรียนชาวญี่ปุ่น ชุดนักเรียนญี่ปุ่นมันเหมือนกับในการ์ตูนที่เขาวาดออกมาจริงๆนะ!

ถ้าใครเคยอ่านการ์ตูนญี่ปุ่นมาบ้าง ไม่ว่าจะเป็นการ์ตูนตาหวาน แฟนตาซี สืบสวน หรือสยองขวัญ ไม่ว่ายังไงก็คงเคยเห็นตัวละครที่เป็นเด็กนักเรียนใส่ชุดเครื่องแบบมาอย่างน้อยสักตัวสองตัวแน่ๆ สุดแสงดาวเคยเห็นมาไม่ต่ำกว่าหลายสิบตัว (ถ้าไม่ใช่หลายร้อย) เด็กญี่ปุ่นที่ใส่ชุดเครื่องแบบนักเรียนจริงๆนั้นหน้าตาต่างจากในการ์ตูนเล็กน้อย ตาไม่กลมโตกินเนื้อที่ไปครึ่งหน้าแบบในการ์ตูน (ซึ่งก็ดีแล้ว เพราะถ้าเจอแบบในการ์ตูนเข้าในโลกความเป็นจริงคงวิ่งหนีไม่ทัน) สีตาก็สีเข้มแบบคนเอเชียเรานี่แหละ ไม่ได้มีทุกเฉดอย่างในการ์ตูน เว้นแต่ใส่คอนแทคเลนส์ เอ...ที่นี่มีกฎห้ามเด็กนักเรียนใส่คอนแทคเลนส์สีแบบที่ไทยหรือเปล่านะ

ประเด็นก็คือ ภาพเด็กนักเรียนญี่ปุ่นในชุดเครื่องแบบที่ยืนสะพายกระเป๋าอยู่ตรงสถานีรถไฟชนบทท่ามกลางแสงอาทิตย์อัสดงยามเย็นมันช่างมีเสน่ห์อย่างบอกไม่ถูกเลยละ

ยิ่งตอนนั้นเราเพิ่งลงมาจากเส้นทางแอลป์ ทาเตยามะ-คุโรเบะด้วยแล้ว...อา นี่แหละ บรรยากาศที่แสวงหา

ย้อนกลับไปตอนเช้าวันนั้น พวกเราเช็กเอาท์ออกจากที่พักในเกียวโตที่ไปอาศัยซุกหัวนอนอยู่หลายคืน เสื้อผ้าในกระเป๋าหอมฟุ้งเพราะเอาไปซักอบมาเรียบร้อยกับตู้หยอดเหรียญที่มีให้บริการในที่พัก เกียวโตนับว่าเป็นหลักไมล์สำคัญจุดหนึ่งของเรา ผ่านที่นี่ไปก็หมายความว่าเรามาเกินครึ่งทริปแล้วโดยสวัสดิภาพ ตอนนี้เริ่มได้ยินเสียงบ่นหงุงหงิงจากเพื่อนว่า "ไม่อยากกลับกรุงเทพฯเลยง่า"

ก่อนออกจากเกียวโตเราแวะร้านสะดวกซื้อ หาขนมไปกินระหว่างทาง เจ้าหน้าที่ที่เคาน์เตอร์เป็นผู้ชายอายุยังไม่มาก ถามเราเป็นภาษาอังกฤษว่ามาจากไหน พอบอกว่ามาจากไทยแลนด์ เขาก็ "อ้อ สวัสดีครับ" แหม พูดชัดเกือบเป๊ะ!

เราขึ้นรถไฟไปลงสถานี JR โทยาม่า แล้วก็ไปยืนงงๆกันอยู่ครู่หนึ่ง รู้แต่ว่าจากที่นี่เดินไปสถานีเด็นเทสึโทยาม่าได้ ไม่ไกลกันมาก แต่ไม่รู้ว่าต้องไปทางไหน หันไปเห็นหนุ่มน้อย (หรืออาจจะไม่น้อยแต่หน้าเด็กก็ไม่รู้) ในชุดเครื่องแบบพนักงานสถานี กำลังเช็ดราวบันไดอยู่ก็พุ่งเข้าไปขอความช่วยเหลือ เขาชี้แผนที่ซึ่งติดอยู่บนผนังสถานีให้ดู อธิบายเป็นภาษาญี่ปุ่น (ซึ่งสามคนไม่มีใครฟังออก) แต่พอหันกลับมาดูหน้าก็เห็นว่า เอ๋อรับประทาน กันทั้งสามคน เลยวางมือจากงาน แล้วพาเดินไปส่งที่สถานีเสียเลย

เป็นคนญี่ปุ่นที่บริการได้น่ารักน่าประทับใจที่สุดเลยในการไปเที่ยวครั้งนั้น เราตั้งชื่อให้เขา (ชื่อจริงไม่รู้เพราะไม่ได้ถาม และถึงอยากถามก็ไม่รู้จะถามเป็นภาษาญี่ปุ่นว่าอะไร) ว่า "โทยามะคุง" ตามชื่อสถานี เรียกติดปากกันจนถึงบัดนี้ เป็นอันรู้กันเองว่าหมายถึงพ่อหนุ่มคนนั้นน่ะแหละ

แต่แรกเราวางแผนกันไว้ว่าจะใช้บริการขนส่งสัมภาระที่เด็นเทสึโทยาม่า เอาแต่เป้บรรจุของจำเป็น (เช่นกระเป๋าสตางค์ กล้องถ่ายรูป) ติดตัวขึ้นเขาไปด้วย จะได้ไม่ต้องหอบให้หนักเกะกะ เส้นทางแอลป์นี้ต้องใช้เวลาเดินทางทั้งวัน และเราจะลงทางด้านสถานี JR ชินาโนะโอมัตจิ รับสัมภาระที่นั่นก่อนเดินทางต่อโดยไม่ย้อนกลับมาอีก

ความผิดพลาดครั้งยิ่งใหญ่ที่สุดของทริปนี้เกิดขึ้นตอนนี้นี่แหละ

ขณะนั้นเลยเวลาให้บริการขนส่งสัมภาระไปแล้ว!

งานนี้ยกเลิกหรือเปลี่ยนแผนไปเที่ยวทางอื่นไม่ได้เสียด้วย เพราะเป็นไฮไลท์ของการเที่ยวญี่ปุ่นครั้งนี้เลยทีเดียว อีกอย่าง เรากำหนดเอาไว้แล้วว่ายังไงๆก็ต้องผ่านเส้นทางนี้เพื่อไปยังจุดต่อไปที่เราจะเข้าพัก

ไม่มีทางอื่นนอกจากกัดฟันลากกระเป๋าขึ้นไปเที่ยวด้วย

ลำพังสุดแสงดาวเองมีกระเป๋าเดินทางแบบลากใบขนาดกลางๆหนึ่ง กระเป๋ากีฬาอีกหนึ่ง แล้วก็เป้อีกหนึ่งใบ ตอนเดินทางก็ใช้วิธีเอาเป้สะพายหลัง กระเป๋ากีฬาวางไว้บนกระเป๋าลากแล้วลากไป ส่วนกล้องถ่ายรูปคล้องไว้ที่คอเพื่อความสะดวกในการหยิบใช้ แต่นั่นเป็นการเดินทางปกติ ซึ่งประกอบไปด้วยการเดินเท้ากับขึ้นลงรถไฟเป็นหลัก แค่นั้นก็ยังมีแบกขึ้นลงบันไดสถานีแฮ่กแล้ว แต่งานนี้มีขึ้นลงกระเช้ากับลุยหิมะด้วยนะเออ

แต่เราก็กระเสือกกระสนขึ้นไปกันจนได้ มาถึงที่แล้วนี่นา! พอขึ้นไปแล้วก็พบว่าทางไม่ได้ยากขนาดที่คิดไว้หรอก เขาอำนวยความสะดวกให้ทุกจุด ใครอยากพาเด็กหรือผู้สูงอายุมาเที่ยวด้วยก็ยังได้นะ ตอนนั้นที่ไปก็มีชาวญี่ปุ่นวัยเกษียณผมขาวเต็มศีรษะมากันกลุ่มใหญ่ทั้งชายหญิง ดูกระฉับกระเฉงกันดี

เส้นทางแอลป์ ทาเตยามะ-คุโรเบะ เป็นเส้นทางการท่องเที่ยวเยี่ยมชมธรรมชาติที่สวยงามมาก ไม่ว่าจะไปฤดูไหนก็จะได้ชมธรรมชาติในลักษณะที่แตกต่างกันออกไป ไม่ว่าจะเป็นทุ่งดอกไม้ น้ำตก น้ำพุร้อน หรือทะเลสาบเหนือเขื่อนซึ่งมีเรือท่องเที่ยวให้บริการ แต่ที่เราตั้งใจไปดูกันอย่างจริงจังนั้นก็คือกำแพงหิมะ ซึ่งจะตั้งตระหง่านรอรับนักท่องเที่ยวในฤดูร้อนอยู่อย่างน่าอัศจรรย์

น่าเสียดายที่ช่วงที่เราไปนั้นทุ่งดอกไม้มีแต่หิมะปกคลุม เสียงว่าอันตรายและไม่อนุญาตให้ออกไปเดินเล่น แต่ก็ได้ย่ำหิมะตรงอื่นกันแทน น้องชายลงไปนอนเกลือกกลิ้งเล่นนางฟ้าหิมะที่พื้น เราเก็บภาพสวยๆเอาไว้และผลัดกันถ่ายรูป อยากได้รูปสามคนแบบไม่ต้องเซลฟี่บ้างก็ไปขอให้คนแถวนั้นถ่ายให้ น่าจะเป็นคู่รักหรือสามีภรรยาชาวญี่ปุ่น มาด้วยกันสองคน อายุก็น่าจะอยู่ในช่วงวัยกลางคน แต่เอาไอแพดไปขอให้ถ่ายรูปให้ (ดีจริงๆที่เขาพูดภาษาอังกฤษได้) เขาดูตื่นเต้นกระตือรือร้นและถามว่าต้องกดปุ่มถ่ายรูปตรงไหน

แหม นึกว่าคนญี่ปุ่นทุกคนจะเทพเทคโนโลยีเสียอีก ไม่ว่าเรื่องอะไรก็ไม่ควรจะเหมารวมสินะ แต่จะว่าไป ตอนอยู่ที่ญี่ปุ่นก็แทบไม่เห็นใครถือไอแพดเลยแฮะ อาจจะเพราะไม่ใช่ของที่ทำในประเทศรึเปล่า

พอถ่ายรูปให้เราเสร็จ เขาก็ยื่นกล้องของตัวเองให้ แล้วขอให้เราถ่ายรูปให้เขาสองคนบ้าง แน่นอนว่าเราตกลงด้วยความยินดี การไปเที่ยวแล้วเจอเพื่อนร่วมทางน่ารักๆแบบนี้ก็เป็นความสุขอย่างหนึ่ง

เพิ่งเห็นตอนที่ขึ้นไปบนนั้นว่าเส้นทางแอลป์มีที่พักให้เข้าพักด้วย โธ่ ถ้าไม่ใช่เพราะจัดตาราง จองที่พักและจ่ายเงินเอาไว้เรียบร้อยแล้วคงจะเลี้ยวเข้าไปถามหาห้องพักว่างแล้วนอนมันคืนนั้นเลยถ้ามีเป็นแม่นมั่น ได้ตั้งปณิธานกันเอาไว้แล้วว่าไปญี่ปุ่นครั้งต่อไป นอกจากภูเขาไฟฟูจิแล้วก็มีที่นี่แหละที่จะต้องไปอีกรอบให้ได้ และจะไปพักบนนั้นด้วย คราวนี้กะจังหวะดีๆตอนทุ่งดอกไม้บานสะพรั่ง เพราะอยากเห็นเหลือเกิน

ไม่เป็นไร ครั้งนี้เที่ยวเขื่อนไปก่อนแล้วกัน อากาศเย็นกำลังสบายตอนที่เราโผล่ออกมาที่ทะเลสาบเหนือเขื่อนแวดล้อมไปด้วยขุนเขา มาที่นี่แล้วนึกถึงเขื่อนศรีนครินทร์ที่กาญจนบุรี ที่นั่นก็สวยงาม เงียบสงบคล้ายๆแบบนี้เหมือนกัน

เจอแล้ว วิมานอีกแห่งบนพื้นพิภพ

เย็นนั้นเรานั่งรถไฟไปชินจูกุ กว่าจะถึงโรงแรมเคอุนโซะก็ดึกมากแล้ว...