สิริชัย บุญวัฒนกุล ได้เวลาจัดระเบียบ "ร่างกาย"

มืออาชีพ
ช่างภาพ: 

อาการปวด คอ บ่า และหลัง ดูจะเป็นโรคคู่กันของคนยุคศตวรรษที่ ๒๑ ซึ่งเกิดจากการทำงานและการใช้ชีวิตประจำวันที่ต้องนั่งอยู่หน้าคอมพิวเตอร์ หรืออยู่ในอิริยาบถใดอิริยาบถหนึ่งยาวนานต่อเนื่องจนนำไปสู่อาการอักเสบ ปวดกล้ามเนื้อ สร้างความทุกข์ทรมาน หลายคนเป็นๆหายๆ จนเกิดความท้อใจในการรักษา ทว่า สิริชัย บุญวัฒนกุล นักกายภาพบำบัด ผู้จัดระเบียบร่างกายให้คืนสู่ปกติคนนี้ให้ความเชื่อมั่นว่า อาการเจ็บปวดต่างๆ ที่ว่ามานั้นสามารถรักษาหายได้ ขอแต่เพียงอย่าท้อใจหรือหมดหวังไปก่อนเท่านั้น

คุณฮอล์ล-สิริชัย จบการศึกษาจากคณะสหเวชศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย สาขาที่ถนัด คือ โรคทางสมอง กระดูก และกล้ามเนื้อ เมื่อแรกเริ่มทำงานนั้น เขาบอกว่ายังไม่ได้รู้สึกอะไร แต่เมื่อได้รักษาคนไข้ ได้เห็นอาการป่วยที่ดีขึ้นจึงรู้สึกพิเศษกับวิชาชีพนี้ เกิดมีกำลังใจในการทำงาน และเป็นแรงผลักดันในการพัฒนาตนเอง หลังจากที่ทำงานในโรงพยาบาลมาเป็นเวลา ๑๑ ปี คุณฮอล์ลจึงตัดสินใจลาออกเพื่อมารักษาประจำอยู่ที่ คลินิกกายภาพบำบัด พีเฮชพี (PHP PT Clinic)

"คนไข้ของผมที่นี่ส่วนใหญ่มาด้วยปัญหาระบบกระดูกและกล้ามเนื้อ เขาจะบอกว่าปวดตรงไหนบ้าง แต่เราจะดูโดยรวมทั้งตัว เพราะบางครั้งแม้จะมีอาการปวดจุดนี้ แต่ไม่ได้แก้ที่ตรงนี้ เพราะสาเหตุมาจากอีกจุด เราจะทำการจัดระเบียบกล้ามเนื้อกันใหม่ เมื่อกล้ามเนื้ออยู่ในตำแหน่งที่ถูกต้อง การเคลื่อนไหวต่างๆ จะทำได้ดีขึ้น

กล้ามเนื้อของคนเรานั้นมีลักษณะนุ่มเหมือนฟองน้ำ เพราะต้องทำหน้าที่ คลาย หด อยู่ตลอด แต่เกือบทุกคนมักประสบปัญหาการเกร็งตัวของกล้ามเนื้อ โดยธรรมชาติแล้วกล้ามเนื้อของคนเราจะเกร็งเพื่อป้องกันการอาการบาดเจ็บ ความรู้สึกปวดเมื่อยเป็นสัญญาณที่ดี เตือนเราถึงขีดจำกัด ให้หยุดกิจกรรมนั้นๆเสีย แต่คนส่วนใหญ่แม้รู้สึกปวดเกร็งก็ยังคงฝืนใช้ร่างกาย ทำงานหรือทำกิจกรรมนั้นต่อไป ทำให้อาการเจ็บปวดต่างๆ ยิ่งอักเสบรุนแรงขึ้น ในบางครั้งคนไข้แก้ปัญหาผิดวิธี โดยการกดหรือทำอะไรที่รุนแรงต่อกล้ามเนื้อ ยิ่งก่อให้เกิดการบาดเจ็บหนักขึ้น เพราะกล้ามเนื้อของเราเมื่อเจอกับอะไรที่รุนแรงจะยิ่งเกร็งตัว เป็นกระบวนการป้องกันการบาดเจ็บของร่างกาย ส่งผลให้ยิ่งเกิดการอักเสบขึ้น พอกล้ามเนื้อเกร็งมากเข้าแนวของร่างกายจะเริ่มผิดเพี้ยนไปเรื่อยๆ

ขั้นตอนการรักษา เริ่มต้นตั้งแต่คนไข้เดินเข้ามา ผมจะสังเกตท่าเดิน ท่านั่ง เริ่มวิเคราะห์ในหัวเลยว่า คนนี้เดินแบบนี้แสดงว่าต้องมีอะไรผิดปกติแล้ว พอคนไข้เล่าอาการ และนำมาประมวลกับที่เราวิเคราะห์ไว้ จะสามารถหาสาเหตุของโรคได้เร็วและรักษาได้ตรงจุดขึ้น จากนั้นทำการปรับโครงสร้างร่างกายก่อน โดยเทคนิคทางกายภาพ ไม่ว่าจะเป็นการดันหรือจัดกล้ามเนื้อให้กลับสู่แนวปกติ ซึ่งต้องตรวจดูว่ากล้ามเนื้อนั้นมีคุณสมบัติในการยืดหยุ่นเป็นอย่างไร มีพังผืด หรือมีการอักเสบระดับไหน ถ้าความยืดหยุ่นสมบูรณ์ กล้ามเนื้อจะกลับสู่แนวเดิมได้เอง

การออกกำลังกายเพิ่ม เราจะวางโปรแกรมให้เป็นเฉพาะบุคคล เพราะแต่ละคนมีปัญหาไม่เหมือนกัน ท่าที่ใช้ออกกำลังกายจึงแตกต่างกันตามความเหมาะสมของแต่ละคน ระยะเวลาที่ใช้ในการรักษาขึ้นอยู่กับความหนักเบาของแต่ละคน บางคนเป็นหนักอาจต้องใช้เวลาเป็นปี ส่วนบางคนเป็นไม่มากรักษาแค่ ๗ - ๑๐ ครั้งก็หายแล้วครับ ถ้าเกิดอาการขึ้นแล้วรีบมารักษาเลย จะแก้ไขได้ไว หากทิ้งไว้นาน ฝืนใช้ร่างกายอย่างต่อเนื่อง ปมปัญหาพันกันซับซ้อนแล้วก็ต้องใช้ระยะเวลาในการรักษามากหน่อย"

เมื่อถามถึงปัญหาที่คนไข้เป็นกันมากในขณะนี้ คุณฮอล์ลให้คำตอบว่า "กระดูกสันหลังคด" เป็นปัญหาที่พบมากที่สุดในปัจจุบัน และพบว่าผู้ป่วยมีอายุน้อยลงเรื่อยๆ โดยคนไข้เด็กที่สุดที่เคยให้การรักษามีอายุเพียง ๔ - ๕ ปีเท่านั้น ซึ่งสาเหตุเกิดจากพฤติกรรมการใช้ชีวิตของคนยุคนี้ที่มีการใช้คอมพิวเตอร์ แท็บเล็ต หรือโทรศัพท์มือถือเป็นประจำ รวมถึงการอยู่ในท่าทางที่ก้มหน้า หลังค่อม หรือเอนหลัง เป็นเวลานาน จนส่งผลทำให้แนวร่างกายเกิดความผิดปกติขึ้น

"เราใช้ร่างกายตลอดเวลาโดยไม่รู้ตัว ทุกคนที่มาหาผมมักจะบอกว่าตัวเองไม่ได้ไปทำอะไรที่ผิดปกติเลย แต่แท้จริงแล้วเขาไม่ทราบว่ากิจกรรมในชีวิตประจำวัน ที่ต้องนั่งนิ่งๆ อยู่กับที่นั้น เป็นการใช้ร่างกายอย่างหนัก เกิดความเครียดสะสมโดยไม่รู้ตัว เพราะกล้ามเนื้อของคนเราไม่ได้ถูกออกแบบมาสำหรับการอยู่นิ่ง แต่มันถูกสร้างมาให้เคลื่อนไหว เมื่อเราทำสิ่งที่ขัดกับธรรมชาติจึงเกิดปัญหาขึ้นตามมา

มีบางกรณีที่คนไข้ตื่นมาจะรู้สึกไม่สดชื่น ทั้งที่เพิ่มระยะเวลาการนอนแล้ว เราพบว่าปัญหามาจากภาวะหลังค่อม ซึ่งเกิดจากท่าทางที่ก้มหน้าใช้โทรศัพท์หรือแท็บเล็ต เป็นประจำ แนวหลังที่ค่อมคล้ายกับกระดองเต่านั้น พอเวลาคนไข้นอนหลังจะนูน คอจะเด้งขึ้น เกิดอาการคอเป็นเหน็บ กล้ามเนื้อตึง ทำให้กระบวนการหายใจต่างๆ ทำงานได้ไม่ดี ร่างกายที่ควรจะได้ผ่อนคลายและพักฟื้นในขณะหลับจึงทำได้ไม่เต็มที่"

นอกจากนั้นแล้ว กรณีของคนไข้เปลี่ยนข้อเข่า ยังเป็นอีกปัญหาที่พบบ่อยไม่แพ้กัน

"ผมมักจะเจอคนไข้ที่เปลี่ยนข้อเข่าแล้วบอกว่าปวด ไม่สามารถเดินได้ ยังคงเดินด็อกๆ แด็กๆเหมือนก่อนการผ่าตัด เมื่อถามลึกลงไปพบว่านี่ไม่ใช่อาการปวด แต่เป็นอาการตึงจนเจ็บ เพราะก่อนรับการรักษา แนวข้อเข่าได้โก่งไปหมด กล้ามเนื้อเองถูกดึงให้ไปตามแนวข้อที่ผิดปกตินั้น แม้ได้ทำการเปลี่ยนข้อเข่าเทียมแล้ว แต่แนวกล้ามเนื้อยังไม่ได้รับการปรับตามแนวข้อใหม่ จึงยังไม่พร้อมที่จะใช้งานในมุมใหม่นี้ คนไข้เลยเกิดอาการตึงรั้ง ทำให้ยังเดินได้ไม่ดี การแก้ไขคือเราต้องค่อยๆ ปรับกล้ามเนื้อให้รับกับแนวข้อเข่าเทียม ตรงไหนมีการอักเสบ มีการตึงตัวอยู่ ต้องมาปรับใหม่กัน"

สำหรับข้อแนะนำเบื้องต้นสำหรับการดูแลรักษาร่างกาย คุณฮอล์ลแนะว่า ควรหมั่นตรวจเช็คร่างกายอยู่เสมอ เช่น ยกแขนสองข้างขึ้นแล้วลองเทียบกัน หัวไหล่ติดไหม แขนสองข้างปวดต่างกันไหม อย่าวางใจว่าเป็นเรื่องเล็กน้อย ส่วนการออกกำลังกาย หากมีอาการอักเสบของกล้ามเนื้อแล้ว ควรศึกษาก่อนว่าการออกกำลังกายแบบนั้นเหมาะสมกับเราหรือไม่ เพราะอาจไปกระตุ้นการอักเสบให้มากขึ้นได้ นอกจากนั้นสำหรับผู้ที่มีอาการปวด ความเย็น เป็นตัวช่วยบรรเทาอาการเบื้องต้นที่ให้ผลดี

"ความเย็นจะช่วยลดการอักเสบ และช่วยเรื่องการไหลเวียนโลหิตได้ เวลาปวดกล้ามเนื้อให้ใช้ความเย็น เช่น น้ำแข็งก้อนวนบริเวณที่ปวด หรือ แผ่นประคบเย็น วางบนจุดที่มีอาการ จะสามารถบรรเทาอาการปวดได้ ผมแนะนำเลยว่าออฟฟิศทุกแห่งควรจะมีติดไว้ หลายคนไม่เชื่อ แต่พอได้ลองจะพบว่าความเย็นช่วยคลายปวดได้ดีมากจริงๆ ส่วนการประคบร้อนสามารถรักษาโรคได้เช่นกัน แต่บางจุดของร่างกายไม่ควรใช้ความร้อน เพราะยิ่งทำให้เกิดการอักเสบได้ ดังนั้นในกรณีกล้ามเนื้ออักเสบ การประคบเย็นจะได้ผลดีกว่า และยังสามารถประคบได้เรื่อยๆ ทุกจุดด้วย"

งานกายภาพบำบัดนอกจากความท้าทายที่ได้แก้อาการหลากหลาย ไม่ซ้ำกันของแต่ละคนแล้ว ความรู้สึกที่ได้ช่วยให้ผู้อื่นมีสุขภาพที่ดีขึ้น เป็นแรงบันดาลใจสำคัญในการทำงานของชายคนนี้

"การได้เห็นคนไข้อาการดีขึ้น จากที่เคยถอดใจทำไมไม่หายสักที เริ่มดีจนสามารถทำอิริยาบถต่างๆได้ เป็นกำลังใจสำคัญที่ทำให้ผมทำงานด้วยความสุข หลายคนเมื่อมีอาการปวดที่เรื้อรังมานานหลายปี อาจจะเกิดความรู้สึกยอมแพ้ ปลงว่าต้องอยู่ในสภาพแบบนี้ไปตลอด ผมอยากให้ทุกคนมีความหวัง ในการรักษาบางครั้งผู้ป่วยอาจให้ข้อมูลน้อยเกินไป อาจต้องค่อยคุยค่อยปรับ แต่อยากให้เชื่อว่าทุกอาการหายได้ ร่างกายมนุษย์ทุกคนพร้อมจะกลับสู่แนวปกติ กล้ามเนื้อนั้นอยากจะคลายตัวอยู่แล้ว ไม่ว่าจะอายุเท่าไหร่ก็หายได้ เพียงแค่ต้องใจเย็น วางแผนร่วมกันทำอย่างไรจะหายขาด อย่าท้อใจ อย่าหมดหวัง มั่นใจ ทุกอย่างมีทางออกครับ"

การจัดระเบียบร่างกายให้คืนสู่ความสมดุลต้องอาศัยปัจจัยหลายส่วนเป็นตัวช่วย ทั้งเทคนิคการรักษาและความร่วมมือของผู้ป่วย แต่เหนือสิ่งอื่นใด "กำลังใจ" คือสิ่งสำคัญที่สุดในการรักษา