"สินจัย เปล่งพานิช" ในบทบาทผู้จัดละคร

ศิลปบันเทิง
ช่างภาพ: 

นักแสดง นักร้อง นางแบบ...หลากหลายบทบาทที่ "สินจัย เปล่งพานิช" พิสูจน์ความสามารถ จนได้รับการยอมรับว่าเป็นคนบันเทิงแถวหน้า หากแต่วันนี้ ความท้าทายในบทบาทล่าสุดของ สินจัย เปล่งพานิช ไม่ใช่เพียงแต่นักแสดง แต่เธอคือ "ผู้จัดละคร" ด้วย

"ที่เริ่มมาเป็นผู้จัดละครเรื่อง เพราะว่า คุณฉัตรชัย-ฉัตรชัย เปล่งพานิช อยากให้ช่วยค่ะ ที่บริษัท เรา (บริษัทเมตตามหานิยม จำกัด) มีความตั้งใจว่าอยากจะทำให้ได้ปีละ ๒ เรื่อง แต่สุดท้ายก็ปีละเรื่องเพราะค่อนข้างใช้เวลาในการถ่ายทำเยอะกว่าคนอื่นเขา แต่ก่อนนี้ พี่นกชาย-ฉัตรชัย เปล่งพานิช เขาจะคุมทีละเรื่อง ถ้าเรื่องไหนยิ่งกำกับด้วยก็ยิ่งทำได้น้อยลงค่ะ พี่นกชายก็เลยบอกให้มาช่วยหน่อยจะได้ทำงานได้เยอะขึ้นด้วย แล้วเราก็คิดว่าน่าจะถึงเวลาแล้วด้วยค่ะก่อนหน้านี้ก็ไม่ได้คิดอยากจะทำผู้จัดสักเท่าไร เพราะรู้สึกว่ามันค่อนข้างยุ่งยากแล้วเรารู้สึกว่าเราไม่ค่อยถนัด เคยลองทำมาบ้างแบบตอนเดียวจบพอเป็นทั้งเรื่องแล้วมันรู้สึกว่าค่อนข้างยาก แต่ตอนนี้คือหนึ่ง อยากช่วยพี่นกชายเขา สอง นกเองก็รู้สึกว่าได้เวลาแล้ว ปีหน้าเราจะ ๕๐ แล้ว จะมานั่งเล่นละครอย่างเดียวก็คงไม่ได้ แล้วมันก็เป็นบริษัทของเราเองก็เลยอยากลองทำดู"

ลองทำ ไม่ได้แปลว่าทำเล่นๆ การทำงานของสินจัยในฐานะผู้จัดละครครั้งแรก คือการจัดเต็มทุกหน้าที่ ไม่ต่างจากผู้จัดมืออาชีพคนอื่น

"คือทำแทบทุกอย่างค่ะ เริ่มต้นตั้งแต่หาเรื่องว่าทำเรื่องไหนแล้วก็ยื่นเสนอช่องผ่าน พอผ่านก็ต้องมาหาคนเขียนบทที่เหมาะสม หานักแสดง หารายละเอียดทุกอย่างที่จะควบคุม ยิ่งถ้าเป็นเรื่องที่เราคิดขึ้นเองมันจะยุ่งกว่าบทประพันธ์ที่มีอยู่แล้ว เพราะเหมือนเราต้องสร้างเรื่องเองทั้งหมดก็ต้องมีการจัดเรียงแก้ไขค่อนข้างเยอะกว่าจะเตรียมงานได้พร้อม อันนี้ขั้นตอนการเตรียมงานค่อนข้างยุ่ง พอเตรียมงานเสร็จเริ่มลงมือหาสถานที่ ติดต่อคิวต่างๆ เสื้อผ้าหน้าผมทุกอย่าง เรื่องกล้อง เรื่องเทคนิคยังสามารถให้พี่นกชายเป็นคนดูแลได้เพราะเรายังไม่เก่งเรื่องตรงนี้ว่าต้องใช้กล้องอะไร แสงอะไร อันนี้พี่นกชายก็รับผิดชอบไป นกก็ดูเรื่องเสื้อผ้าหน้าผม ละคร สถานที่ เรื่องของการถ่ายทำในแต่ละวันที่มันมีรายละเอียดเยอะมาก มีปัญหาให้เราจัดการทุกวัน ถึงแม้เป็นเรื่องเดิมๆ แต่ก็ต้องมีให้ทำทุกวันๆ เราก็รู้สึกว่ามันยุ่งยากมาก มันเหนื่อยมาก แล้วหยุดไม่ได้ พักไม่ได้ อย่างเราก็ประชุมกัน ๑ วันประชุมเสร็จอีกวันเราก็ต้องหาสถานที่ ถึงเวลาถ่ายสมมติใน ๗ วัน ถ่ายทำวันพฤหัสบดี ศุกร์ เสาร์ อาทิตย์ แต่ วันจันทร์ อังคาร พุธ เราก็ต้องเตรียมงาน คือใช้เวลาทั้งหมดที่มีเลยค่ะ มันหนัก แต่ก็เข้าใจว่ามันเป็นเรื่องแรกของเรา เราก็อาจจะยังไม่คล่องเราก็ต้องเรียนรู้ทุกอย่าง ถามว่าสนุกไหม ก็สนุกดีค่ะ หนักก็หนักดี คือจากนักแสดงมาทำเบื้องหลังมันรับผิดชอบเยอะมาก"

จากนักแสดงมาสู่ผู้จัดละคร ทำให้ได้เผชิญหน้ากับปัญหาโดยตรง และสิ่งหนึ่งที่เธอมองว่าเป็นปัญหาหนักสำหรับกองถ่าย คือบทถ่ายทำ

"ปัญหามันมีเหมือนกันทุกกอง เรื่องของสถานที่ที่เราอยากได้จะไม่ได้ ที่อยากได้ก็แพงไป หรืออยากได้แต่คิวไม่ลงตัว แต่ว่าตอนนั้นกว่าปัญหาที่ใหญ่สุดของผู้จัดทุกคนคงเป็นเรื่องของบท เรามีคนเขียนบทจำกัดมาก บทกว่าจะมา กว่าเราจะได้บทมาเตรียมงานมันทำให้ทุกอย่างมันช้าค่ะ บทช้า มาถึงบางทีเราก็ต้องแก้ไข เราก็ต้องใช้เวลาในการแก้ไข กว่าจะเตรียมงานต่างๆก็เลยทำให้ทุกอย่างค่อนข้างใช้เวลาเยอะ นกว่าเป็นปัญหาหลักของคนทำละครทุกคนเลย เพราะมันเป็นหัวใจค่ะ บทมันยังไม่พร้อม บทยังไม่เสร็จหรือมันยังไม่เข้าที่ มันใช้เวลาแก้ไขไปกับตรงนั้นซึ่งมันเสียเวลา"

การให้ความสำคัญกับบท ทำให้น้อยครั้ง จนแทบไม่มีเลยที่ "เมตตามหานิยม" จะถูกติงเรื่องบท และส่วนหนึ่งของการควบคุมบท นก-สินจัยบอกว่า ประสบการณ์การเป็นนักแสดงช่วยได้มาก

"เราอาศัยประสบการณ์ของการเป็นนักแสดง ทั้งนกและพี่นกชายก็จะช่วยกันแก้บท ดูว่ามันควรจะเป็นยังไง อันไหนที่ถ้าส่งกลับไปแล้วมันช้าเราก็ปรับกันเองเอาที่เหมาะสม เพราะบางทีมันก็ไม่ใช่บทผิดอย่างเดียว บางทีคิวนักแสดงไม่ได้ หรือสถานที่มันไม่ได้อย่างที่บทเขียนไว้ก็ต้องปรับ เราในฐานะผู้จัดเพราะเราต้องคุมงบประมาณคุมอะไรทุกอย่าง ก็ต้องปรับในส่วนที่เหมาะสมที่สุด ไม่ถึงกับเปลี่ยนบทมากไปก็ทำให้เราทำงานได้ค่ะ ผู้จัด ผู้กำกับฯก็ต้องช่วยตรงนี้ก็จะช่วยให้ขั้นตอนในการทำงานมันร่นขึ้น"

ละครเรื่อง "ภพรัก" ที่นก-สินจัย ลงมาเป็นผู้จัดละครเต็มตัว ใช้ระยะเวลาถ่ายทำยาวนานเกือบปี แต่ก็ออกมา สนุก สวย สมบูรณ์สมกับความทุ่มเทของทีมงาน และความโดดเด่นในละครของค่ายนี้ก็ยังมีอยู่อย่างเต็มเปี่ยม ทั้งความสวยของภาพ และความครบรสของบท

"จริงๆตอนแรกตั้งใจให้เป็นละครผีรักโรแมนติค แต่ตอนนี้มีหมดทุกอย่างเลย ทั้งบู๊ดราม่า แฟนตาซี คอมเมดี้แอ็คชั่นมีครบทุกรสเลย แล้วภาพรวม ทั้งภาพ การตัดต่อ แสง การถ่ายทำ ตรงนี้ก็คืออยากให้เป็นเอกลักษณ์ของบริษัทเพราะว่าหลายคนก็จะบอกว่าบริษัทนี้เหมือนบริษัทถ่ายภาพยนตร์ทั้งโทนอะไรต่างๆก็จะเป็นแนวนั้น ซึ่งเราก็รู้สึกว่าเรามาทางนี้ ก็คงจะเป็นเอกลักษณ์ของบริษัท"

ในส่วนของเนื้อหา เธอบอกว่า ความตั้งใจที่จะทำละครเรื่องนี้ มาจากความรู้สึกที่ว่า "คนเราเหมือนต้องรอให้ทุกอย่างสายไป ต้องตายไปก่อนถึงจะรู้ว่าอะไรคืออะไร"

"ละครเรื่องนี้ เกิดจากความรู้สึกที่ว่าคนเราเหมือนต้องรอให้ทุกอย่างมันสายไปต้องตายไปก่อนถึงจะรู้ว่าอะไรคืออะไร ตายแล้วจะไปไหน ตายแล้วจะรู้ไหมว่าเป็นยังไง หรือบางทีตายไปแล้วยังไม่ได้พูดอะไรเลย ยังไม่ได้บอกอะไรใคร นกเชื่อว่าเรื่องราวหลังความรู้สึกตรงนี้มันเป็นอะไรที่น่าเสียดาย ก็เลยมีความรู้สึกว่าทำไมเราต้องรอให้อะไรมันสายเกินไป ก็เลยเกิดพล็อตขึ้นมาว่า นางเอกเป็นลูกคนรวยก็เลยถูกเลี้ยงมาอย่างดี ดูแลทุกอย่าง ไม่ต้องรับผิดชอบอะไรมาก มีนิสัยตามใจตัวเอง ดูถูกคนโดยที่ไม่ทันคิดอะไรแล้วก็ไม่ค่อยรับผิดชอบอะไร ในขณะที่ตัวแม่นางเอกเองทำทุกอย่างเพื่อธุรกิจ ทุกอย่างต้องธุรกิจมาก่อนเท่านั้น ปลาใหญ่ต้องกินปลาเล็ก คือเป็นคนทำงานแบบนั้น พอมันเกิดเรื่องราวขึ้นว่านางเอกตายแล้วเป็นผี ความจำเสื่อมไม่รู้ว่าตัวเองตายเพราะอะไร มาจากไหน แล้วสักพักก็ค่อยๆทำสิ่งดีๆขึ้น พอทำสิ่งดีๆก็จะมีความทรงจำกลับคืนมา แล้วก็เหมือนบอกกับตัวเองว่าเราทำอะไรไม่ดีไว้ตั้งหลายอย่างตอนที่เราเป็นเด็ก ตอนที่เราโต หรือตอนที่เรามีเพื่อนก็จะค่อยๆแก้ไขสิ่งที่ไม่ดีของตัวเอง ซึ่งมันก็จะส่งกับเรื่องราวในเรื่องต่อไปค่ะ"

ความรู้สึกเสียดายของการสายไป คงเป็นเรื่องที่น่าเสียใจ แต่สำหรับสินจัยในวันนี้ บทบาทที่เธอเลือกทำ เป็นสิ่งที่เธออยากทำ ได้ทำ และเกิดผลขึ้นมาโดยที่ไม่ต้องกลัวคำว่าสายไป

"คือถ้าถามเราตอนที่เป็นนักแสดง ก็อยากเล่นอะไรที่มีความหลากหลาย แต่ในความหลากหลายนั้นก็ต้องมีอะไรที่น่าสนใจ ให้แง่คิด ให้คติ หรือให้สัจธรรมอะไรบางอย่างในชีวิต คือดูแล้วให้คิดได้ แต่พอเรามาทำละคร นกรู้สึกว่าเราควรมีความรับผิดชอบต่อสังคม ไม่ใช่ว่าเอาสนุก เอาตลาด เอาอะไรก็ได้ที่คนดูชอบ มันไม่ใช่ทุกคนที่ต้องการจะดูแบบนั้น ยังมีคนดูอีกหลายคนที่อยากดูอะไรแล้วได้แง่คิดดี มีความน่าติดตาม หรือมีอะไรที่ตอบแทนสังคมบ้าง นกว่าตรงนั้นมันก็เป็นอะไรที่ควรทำ เพราะว่าจริงๆละครตลาดมันก็มีเยอะอยู่แล้ว มีคนทำแบบนั้นเยอะอยู่แล้ว น่าจะมีคนที่ทำอะไรแล้วคำนึงถึงสังคมบ้าง ไม่ได้บอกว่าตัวเองดีแต่หมายถึงว่ามีหลายๆคนที่อยากทำเพียงแต่ว่าใครที่แข็งแรงพอที่จะยืนหยัดทำไปได้เรื่อยๆ เพราะว่าสุดท้ายถ้ามันไม่ขาย เดี๋ยวก็ต้องกลับไปทำตลาด แต่ว่านกก็มีความรู้สึกว่าเออถ้าเรายืนยันชัดเจนว่าเราอยากทำงานแบบนี้ทำละครแบบนี้ให้อะไรแก่สังคม เราก็ควรจะยืนหยัดที่จะทำแบบนี้ต่อไปไม่ว่าจะเป็นสไตล์ไหนก็ตามเราต้องมีพื้นฐานของความเป็นจริงของชีวิตอยู่ในนั้น"

ความรับผิดชอบต่อสังคมของนก-สินจัย ในการเป็นผู้จัดคือการเลือกทำละคร ส่วนความรับผิดชอบต่อสังคมในฐานะนักแสดงก็คือการเลือกบท

"คือบางคนอาจจะบอกว่าถ้างั้นต้องเลือกแต่บทดีๆ บทนางเอก อันนั้นก็ไม่ใช่ จริงๆบทที่ร้ายก็บอกอะไรคนดูเหมือนกันว่าทำไมตัวละครตัวนี้ถึงต้องมีนิสัยแบบนี้ ทำไมชีวิตต้องเป็นแบบนี้ทำไมต้องมีพฤติกรรมแบบนี้ ตัวละครทุกตัวไม่ว่าละครหรือภาพยนตร์ก็ตามทุกอย่างมันมีผลซึ่งกันและกัน มันก็คือชีวิตจริงนั้นแหละค่ะ ชีวิตจริงมันก็มีทั้งคนดีและคนไม่ดี มีทั้งเรื่องร้ายเรื่องดีอยู่ตลอดเวลา ละครทุกเรื่องจริงๆถ้ามองกันดีๆต่อให้เป็นตลาดตบตียังไงก็ตามมันก็ให้แง่คิดได้ มันอยู่ที่การนำเสนอมากกว่าว่าคุณต้องการที่จะขายอะไร ชูประเด็นอะไรมากกว่า เพราะฉะนั้นถ้าในฐานะนักแสดงจะสังเกตว่านกไม่ได้ยึดบทที่จะเป็นนางเอกตลอดไปหรือว่าเป็นคนดีตลอดไปนกก็เคยเล่นบทร้าย ซึ่งนกคิดว่าถ้าในแง่ของการแสดงมันน่าสนใจเราได้แสดงความสามารถ สองเราก็ทำให้คนดูเห็นได้ว่าทำไมคนนี้ต้องเลว ทำไมคนนี้ถึงต้องทำตัวแบบนี้แล้วสุดท้ายมีผลอะไร ซึ่งนกว่าเวลาเป็นนักแสดงแล้วเล่นบทแบบนี้มันสนุกมาก มันท้าทาย มันได้แสดงความสามารถ เพราะว่าโดยชีวิตจริงบางทีเราก็ทำเรื่องเลวๆอย่างนี้ไม่ได้ เดินไปตบใครก็ไม่ได้ แต่พอเป็นการแสดงคือทำยังไงให้คนเชื่อ ทำยังไงให้คนสนุกกับตัวละครที่เราแสดง นี้คือหน้าที่ของนักแสดง"

วิธีเลือกบทของสินจัย คือการเลือกรับบทที่ตนเองสามารถถ่ายทอด และรับผิดชอบได้อย่างเต็มที่ นั่นคือส่วนหนึ่งของความรับผิดชอบต่อส่วนรวมในหน้าที่ของนักแสดง ซึ่ง "ความรับผิดชอบ" นี้ เป็นสิ่งที่กำลังถูกกังขาในนักแสดงรุ่นใหม่ และสินจัยก็บอกเล่าในมุมมองของเธอว่า อาจเป็นเพราะรูปแบบสังคม โดยเฉพาะวงการบันเทิงที่เปลี่ยนไป และในฐานะนักแสดงและผู้จัด สินจัยก็มีวิธีเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมของนักแสดงเหล่านั้นด้วยวิธีของเธอ

"นกก็ทำเหมือนที่ผู้ใหญ่เคยทำ เขาทำตัวยังไงเราก็แอบมอง มาถึงเสื้อผ้าหน้าผมพร้อม มานั่งรอเรียกเข้าฉากเมื่อไหร่ก็เข้า บทซ้อมแล้วเรียบร้อย เราก็ทำตัวอย่างนั้น เด็กรุ่นใหม่คนไหนที่รักดีใฝ่ดีเขาก็จะแอบมองเองว่ารุ่นนี้เขาทำแบบนี้นะ เขาทำแบบนี้กันมาเขาถึงได้อยู่กันนาน นี่คือสิ่งที่นกได้ยินนะคะ ซึ่งนกก็รู้สึกว่าแค่นี้เราก็พอใจแล้ว เราก็รู้สึกมีความสุขว่าสิ่งที่เราทำมาตลอดก็จะเป็นตัวอย่างที่ดีให้กับเด็กรุ่นใหม่ๆต่อไป"

"ภพรัก" พิสูจน์บทบาทใหม่ของ สินจัย เปล่งพานิช แล้ว กับกระแสตอบรับที่ดีในทุกด้าน ความครบรสที่พิถีพิถันของละคร ทำให้หลายคนคาดหวังจะได้เห็นนก-สินจัย ในฐานะผู้จัดอีกครั้ง และในฐานะนักแสดงเจ้าบทบาทที่มีบทบาทหลากหลายอยู่ตลอดเส้นทางการทำงาน หลายคนก็อาจคาดหวังจะได้เห็นบทบาท หรือ ละคร ที่เป็นความฝันของนก-สินจัยจริงๆ

"ก็มีอยู่ในใจค่ะ แต่ยังไม่อยากบอกตอนนี้ ยังไม่เก่งพอขนาดนั้น วันหนึ่งก็อาจจะได้ทำเรื่องที่เราฝันอยากจะเล่นมาตลอดชีวิตก็ได้ จริงๆแล้วคนที่ทำละครก็มาจากความฝันทั้งนั้นเลย ยังพูดกับพี่นกชายอยู่เลยว่า นกคงมาเป็นผู้จัดช้ามากช้ากว่าคนอื่น นึกถึงย้อนลงไปก่อนหน้านี้ผู้จัดทุกคนที่เริ่มทำงานตรงนี้ทุกคนทำด้วยความฝันจริงๆฝันว่าฉันอยากทำละครเรื่องนี้ มีนักแสดงแบบนี้ใส่เสื้อผ้าอย่างนี้ คือแบบพอฝันแล้วเขาก็ทำตรงนั้นได้จริง ตอนนี้มันเหมือนตัวแปรค่อนข้างเยอะ นกรู้สึกว่าความฝันเพียวๆ ตรงนี้มันเลยหายไปเยอะมาก ทุกอย่างมีขั้นมีตอนของมันมีความสำเร็จรูปอะไรบางอย่าง ซึ่งนกรู้สึกว่ามันไม่สนุกเลย อิจฉาคนยุคแรกๆที่บุกเบิกทุกอย่างด้วยความฝันของตัวเองจริงๆ ทำอย่างนั้นแล้วมันมีความสุข รู้เลยว่าเขาทำละครจบเห็นออกอากาศเขาคงมีความสุขมากในแต่ละเรื่อง แต่ตอนนี้เรารู้สึกว่าเมื่อไหร่มันจะเสร็จ มันจะจบมันมีรายละเอียดอะไรเยอะมากที่มันทำให้ศิลปะบางอย่างหายไป

นกก็พยายามจะรักษา อันนี้เราก็เลยต้องยอมแลกว่าถ้าเรายังรักษาความฝันของเราไว้ได้เราก็คงจะต้องหากำไรไม่ค่อยได้ ก็ช่างมัน แต่เรารู้สึกว่าอย่างไหนเรามีความสุขกว่า ถ้าสมมติชีวิตเราสบายเรามีกำไรมากมาย แต่ว่าทำงานแล้วไม่มีความสุข หรือว่าออกไปแล้วเราพูดไม่ได้เหมือนตอนเวลาที่เราเป็นนักแสดง จบเรื่องนี้แล้วเราก็พูดได้ว่าเรื่องนี้ฉันเลือกที่จะเล่น มันเป็นผลงานที่จะอยู่กับเราตลอดไป เราทำละครเราก็อยากให้มันเป็นอย่างนั้น ถ้ามันแลกกับกำไรที่เหลือติดลบบ้างหรือว่าเหลือทุนไว้นิดๆหน่อยๆ พอเปิดกล้องก็พอแล้วแหละ อย่าไปสนใจมาก นกคิดว่าตรงนั้นถ้ามันไม่ได้ทำให้เรามีความสุขก็ไม่เลือกค่ะ"

สิ่งหนึ่งที่เป็นความสุขของนก-สินจัย นอกเหนือจากงานที่รักคือการใช้เวลาร่วมกับครอบครัว ซึ่งหลายคนอาจมองว่าเป็นเรื่องที่รองลงมา แต่สำหรับสินจัย ครอบครัวคือที่ที่ปลอดภัยที่สุด

"เวลาของครอบครัวคือเวลาที่นอกเหนือจากการทำงาน ซึ่งขึ้นอยู่กับเราว่าเราเลือกที่จะทำอะไร ตอนนี้นกมีหลาน เขาก็ยังต้องการเวลาหรือแม้แต่ตอนที่ยังไม่มีหลาน มีลูกอยู่ ยังไงเราก็ต้องมีครอบครัวเป็นหลัก เวลาที่จะอยู่ด้วยกัน เวลาไปทานข้าว เวลาที่จะรู้ว่าชีวิตเขาเดินไปแบบไหนเราก็ยังอยู่ด้วยกัน เขาก็ยังไม่ได้ไปไหน มันก็ยังต้องเป็นครอบครัว เพราะครอบครัวเป็นหลักสำคัญที่สุดค่ะ สุดท้ายแล้วยังไงวันไหนวันหนึ่งที่เราไม่มีงานไม่มีอะไรครอบครัวคือที่ที่ปลอดภัยที่สุดที่เราจะคุยได้ ว่าได้ หรือว่าร้องไห้ได้ หัวเราะได้ทุกสิ่งเราทำได้ในครอบครัวของเรา เราต้องจัดลำดับความสำคัญว่า ณ เวลานั้นเราต้องทำอะไรก่อนอะไรหลังแค่นั้นเอง คือจริงๆแล้วอย่างสังคมเราก็ทำไปพร้อมๆกันได้ เราก็ทำไปพร้อมครอบครัวได้"

ครอบครัวจัดสรรพื้นที่ปลอดภัย งานที่รักให้ความสุขในการทำงานต่อไป ผลงาน และตัวตนของ "สินจัย เปล่งพานิช" จึงมั่นคง มีคุณค่า และสร้างความสุขให้ผู้คนได้เสมอ

(ตีพิมพ์เมื่อ ๑๐ ธันวาคม ๒๕๕๔)