ปี ๒๕๒๕ ดาวดวงใหม่ชื่อ "ปวันรัตน์ นาคสุริยะ" ปรากฏขึ้นบนฟากฟ้าแห่งวงการบันเทิง แม้ไม่ฉายแสงโดดเด่นมากในคราแรก แต่สามสิบกว่าปีผ่าน ชื่อของ "ปวันรัตน์ นาคสุริยะ" กลับผงาดขึ้นเป็นคนบันเทิงคุณภาพ ที่มีความสามารถหลากหลาย โดดเด่นทั้งเบื้องหน้า เบื้องหลัง และกลายเป็นดาวดวงใหญ่ ที่ส่องแสงรัศมีอยู่เบื้องหลังดาวดวงอื่นมากมาย ในบทบาทของการเป็นผู้กำกับละครเรื่องแรกในชีวิต อย่าง "ทางเดินแห่งรัก"

ปวันรัตน์ หรือเหมี่ยว เล่าย้อนให้ฟังถึงเส้นทางในวงการบันเทิงที่เธอเดินผ่านมา ว่ามีอะไรหลากหลาย มากมาย ให้ฝ่าฟันมากกว่าที่หลายคนคิด และแตกต่างไปจากวงการบันเทิงในปัจจุบันอย่างสิ้นเชิง

"เหมี่ยวเริ่มต้นจากการเรียนในโรงเรียนการแสดงของช่อง ๓ ค่ะ ซึ่งปีแรกทุกคนต้องเรียนการแสดง พอปี ๒ ก็จะได้เลือกเอก แล้วแต่ว่าใครถนัดอะไร ตอนที่เราเรียนแอ็คติ้ง (การแสดง) ก็จะได้เรียนโปรดักชั่น ซึ่งก็คือเรียนทุกอย่างที่เกี่ยวกับงานแสดงทั้งหมด การแสดง แต่งหน้า โปรดักชั่น เขียนบท พอจบก็ต้องสอบทำวิทยานิพนธ์ ก็ต้องทำเองทั้งหมด เลือกเพื่อนมาเล่น เขียนบทเอง ฉากเอง แล้วก็ส่ง อาจารย์ก็ดูผลงานจากตรงนี้ว่างานเป็นยังไง ก็เลือกให้เรียนต่อปีที่ ๒ เรียกว่าการแสดงขั้นสูง ก็ได้มาเขียนบท ธงชัย ประสงค์สันติ ก็เป็นรุ่นเดียวกัน เป็นเอกการแสดง แล้วก็มีเพื่อนอีก ๒-๓ คน เอกโปรดักชั่น คือเขาก็ดูจากตรงนี้ พอเรียนเขียนบทปุ๊บแล้วเราเป็นนักเรียนการแสดงช่อง ๓ ทางผู้จัดของช่องก็จะรู้ว่าใครทำอะไร ซึ่งพี่ไก่-วรายุฑ มิลินทจินดา เป็นคนแรกที่ให้เราเขียนบท ซึ่งตอนแรกตื่นเต้นมาก เพราะก่อนหน้านี้ก็เขียนให้โรงเรียน เขียนเป็นกลุ่มกับอาจารย์ เขาก็ไม่ได้ปล่อยเต็มที่ ก็คือเหมือนเป็นนักเรียน แต่พอเป็นของพี่ไก่เขาก็ปล่อยเลย นี่คือการเข้าสู่อาชีพครั้งแรก แล้วพี่ไก่เขาก็ไม่ได้เห็นผลงานเรามาก่อน

เรื่องแรกที่ทำคือ "เลขานินทานาย" ดัดแปลงมาจากนิยายเรื่องสั้นยอดฮิตของคุณมนันยา เป็นเรื่องสั้นชาวเขื่อนกับเลขานินทานาย แต่ตอนนั้นเราจะเอาชีวิตข้าราชการมาเขียนไม่ได้ เหมือนกับทางเซ็นเซอร์เขาจะไม่ให้เอาเรื่องไปเกี่ยวกับข้าราชการ ตำรวจ เพราะมันจะมีเรื่องกินเหล้าเมายา พี่ไก่ก็ไปขออนุญาตคุณมนันยาว่าขอเป็นแค่บริษัท คือย่อลงมาอยู่ในบริษัท แต่นักแสดงเหมือนเดิมชื่อเดิม แล้วพอดีเราก็อ่านเรื่องชาวเขื่อนอย่างหลงใหล แต่ไม่ได้สร้างเขื่อนนะคะ เอาเป็นก่อสร้างแทนแล้วเอามาปนกับเลขานินทาด้วย พี่ไก่ก็ไม่รู้ว่าเราชอบอ่านนิยายเรื่องนี้ มันก็เลยเป็นจุดที่ตื่นเต้นมากที่เราได้ทำจากนิยายเรื่องที่เราชอบ ผลตอบรับดี สนุก เพราะว่ามันแหกขนบธรรมเนียมของละครที่ต้องมีพระเอกนางเอกชีวิตร้องไห้ เพราะนี่เป็นตลก พระเอกคือ ลุงกำธร-กำธร สุวรรณปิยะศิริ นางเอกคือ พี่ตั๊ก-มยุรา เศวตศิลา แล้วก็มีแฟนเป็น พี่ตู่-นพพล โกมารชุน มีดาราผู้ใหญ่เป็นหลัก พอเราไปดูแล้วมันแบบ โห บทเราทุกคนกำลังถือบท และก็อ่าน ซ้อม แต่ก็ใช่ว่าเราจะเขียนเลอเลิศประเสริฐศรี พ่ออี๊ด-สุประวัติ ปัทมสูต ก็เรียกมาคุยเพราะบทมีข้อบกพร่องคือ การต่อเนื่องของไทมิ่งผิด เช่น เล่าเรื่องกลางวันแล้วโดดไปกลางคืนแล้วย้อนกลับมากลางวันอีก แล้วก็การที่ส่งให้ตัวละครเล่าเรื่อง เป็นการเล่าเรื่องด้วยการพูด ลุงธรก็บอกว่าคนเราจะพูดกันสั้นๆ ไม่พูดกันหรอกยาวๆ ให้เปลี่ยนเป็นแอ็คชั่นแทนการพูด โชคดีที่เมื่อก่อนผู้ใหญ่จะเมตตาเด็ก จะไม่กีดกันหน้าใหม่ เขาจะบอกจะสอน คราวนี้ก็อยู่ที่เรา แล้วก็เขียนบทมาเรื่อยๆ เบื้องหน้าก็ทำมาควบคู่กันค่ะ"

เริ่มต้นผลงานในวงการบันเทิงกับการเขียนบทละครที่ประสบความสำเร็จจนต้องทำออกมาถึง ๒ ภาค ขณะเดียวกัน "เหมี่ยว-ปวันรัตน์" ก็สร้างชื่อด้วยการเป็นนักแสดงสมทบมาพร้อมๆกัน

"ก็เป็นตัวประกอบมาตลอด เดี๋ยวนี้ก็เป็นตัวประกอบอยู่ บทอย่างเหมี่ยวเรียกว่าตัวประกอบ แต่เป็นตัวประกอบมีบท มีความสำคัญในการดำเนินเรื่อง ไม่ใช่ตัวเอก การเขียนบทมันเป็นความสามารถพิเศษที่อาจารย์เห็น แต่นักเรียนการแสดงทั้งหมดอยากแสดงกันทั้งนั้นค่ะ มีโอกาสได้เล่นก็เล่น แต่บทบาทที่ทำให้คนรู้จักและจำเราได้จริงๆ ก็น่าจะเป็นบทคนใช้จากโฆษณาไบก้อน คือก่อนหน้านั้นเราเล่นเป็นตัวประกอบ และเมื่อก่อนไม่มีใครเอาพรีเซ็นเตอร์ นางแบบโฆษณาเป็นคนใช้ เป็นบทคนใช้ที่ใส่เสื้อคอกระเช้า ไล่ตีแมลงสาบ เพื่อจะบอกว่าอย่าไปตีแมลงสาบ ใช้ไบกอนสิ มันก็เลยเป็นเรื่องที่ทุกคนตลก แล้วเราก็ได้ถ่ายไบก้อนอีก ๗ - ๘ เวอร์ชั่น อันสุดท้ายเป็นครู ครูสอนคนใช้ อันนี้ก็เลยทำให้คนติดแบบนี้ แล้วละครเรื่องแรกก็เป็นคนใช้อีก เรื่องพ่อครัวหัวป่า ชื่อกำไล เป็นติงต๊องๆหน่อย ละครไทยจะใช้คนใช้เล่าเรื่อง เป็นคนสื่อให้ เป็นตัวสรุป เหมือนลิเก ที่เล่าเสร็จจะมีตัวบ่าวตัวโจ๊กมาเล่าสรุปต่อ นี่เป็นวิธีของเราเลย ชาติอื่นไม่มี เพราะฉะนั้นอาชีพคนใช้จะอยู่คู่กับละครไทยตลอดเวลา เล่นบทอื่นคนจะจำไม่ได้"

บทบาทคนใช้สร้างชื่อเบื้องหน้า บทบาทคนเขียนบทสร้างชื่อเบื้องหลัง แต่จุดเริ่มต้นของความฝัน และการตัดสินใจเลือกเดินบนเส้นทางวงการบันเทิงเริ่มมาจากคนในจุดเบื้องต้นของชีวิตอย่าง "พ่อ"

"เมื่อก่อนพ่อเหมี่ยว (ธรรมรัตน์ นาคสุริยะ) เป็นโฆษก เขาไม่ได้เรียกพิธีกร เป็นผู้กำกับรายการ แล้วก็เป็นนักร้องด้วย พ่อทำงานอยู่ช่อง ๗ จนโตเป็นวัยรุ่น เลิกเรียนก็จะไปรอคุณพ่อหรือวันหยุดคุณพ่อก็จะพาไป ก่อนจะไปเที่ยวก็จะแวะไปทำงานก่อน หรือบางทีก็ทำงานจนไม่ได้ไปเที่ยวเราก็จะวิ่งเล่นอยู่แถวนั้น คุณพ่อพากย์หนังอยู่ก็จะเข้าไปรอแล้วบางทีก็หลับอยู่ในนั้น ห้ามพูดเพราะเมื่อก่อนพากย์สดไม่ได้อัดเทป พอโตขึ้นก็ไม่นึกอยากจะทำอย่างอื่นเลยนอกจากทำอันนี้ ได้เห็นนักร้อง นักแสดง ตลกตามรายการ เราได้เห็นทั้งเบื้องหน้าเบื้องหลัง เตรียมตัวยังไง ทำฉากยังไง รายการเมื่อก่อนจะสด เราเลยได้เห็นว่าเขาทำงานกันยังไง"

จากที่ได้เห็นทุกกระบวนการทำงานทีวี และทำงานอย่างมืออาชีพกับหลากหลายบทบาทในวงการบันเทิง ทั้งการเป็นนักแสดง โปรดิวเซอร์ เขียนบท วันนี้ของเหมี่ยว-ปวันรัตน์ ก้าวขึ้นมาเป็นผู้กำกับละครเรื่องแรกของช่อง ๓ ที่เดิมซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นในวงการบันเทิงของเธอ

"สนุกดีค่ะ เราไม่เคยอยู่ในจุดนี้ ปกติจะมาเล่นมาแหย่ผู้กำกับฯ แกล้ง พี่แจ๋ว-ยุทธนา ลอพันธุ์ไพบูลย์ พี่แจ๋วก็จะไล่ด่า พอมานั่งตรงนี้มันก็คนละมุมกับที่เรามองจากการเป็นนักแสดง เป็นการมองภาพรวมจะได้เห็นในสิ่งที่เราเคยเห็นเคยทำในกอง ในส่วนที่เป็นนักแสดง แต่คราวนี้เรามามองอีกวิวหนึ่ง ความรับผิดชอบมันคนละอย่าง นักแสดงรับผิดชอบตัวเอง แต่นี่เราต้องรับผิดชอบทั้งหมดทุกคนเหมือนเล่นละครเป็นทุกตัว เรื่องที่เรามันไม่ซับซ้อน สิ่งที่เราต้องทำก็คือหาข้อมูลเพิ่มบ้าง ในเรื่องหนุ่มสาวปัจจุบัน คู่ชีวิต คู่แต่งงานใหม่ แล้วก็เป็นเพื่อนที่แอบรักกัน วัยรุ่น ซึ่งมันก็จะเห็นตัวจริง ตัวอย่างไม่ได้เป็นเรื่องของประวัติศาสตร์หรือวงการอื่นมันเลยไม่ต้องลงลึก อันนี้เป็นเรื่องของคน ๔ คู่ ที่เรารู้จักอยู่แล้ว ความคาดหวังที่เราทำละครเรื่องนี้ก็คืออยากให้ดูสนุกค่ะ เป็นละครที่ไม่ใช่ชีวิตหนักแต่ในแต่ละเรื่องที่อยู่ใน ๔ คู่เนี่ย มันเป็นละคร ๔ เรื่องได้เลยนะ คือชีวิตแต่ละคนไม่เหมือนกันแต่เขาเป็นเพื่อนกัน อยากให้คนดูสนุกเพลิดเพลินว่าความรักของแต่ละคนมันเป็นแบบนี้นะ ตัวละครพวกนี้มันตัดสินใจแบบนี้ หรือตัวละครตัดสินใจผิดพลาดแล้วมันแก้ยังไง

เรารู้สึกว่า เรากำกับแล้วเรายังอยากดูเองอยากรู้ว่าจะเกิดอะไรขึ้นเองเลย เราเอาตัวเองตัดสินแทนคนดูว่าตัวเองอยากดูไหม มากไปน้อยไปไหม เพราะเราก็ดูอยู่กับละครมาตลอดชีวิต ต่อไปก็ขึ้นอยู่กับคนดูแล้วว่าจะชอบไหม จะสนุกไหมในแบบที่เราอยากเล่า เพราะเรื่องตลกแต่ละเรื่อง คนแต่ละคนเล่าก็จะมีวิธีเล่าต่างกันไป มันก็อยู่ตรงนี้แหละว่าได้ไม่ได้ เหมี่ยวว่าความมหัศจรรย์ของวงการมันอยู่ตรงนี้ค่ะ บางเรื่องเล่นกันมาอย่างดีเลย ปั้นอย่างดีเลยแต่คนดูไม่ชอบ ก็ เฮ้ย! เป็นไปได้ยังไง ก็เขาไม่ชอบอ่ะ หรืออันนี้ทำคั่นเวลานู้นนี้นั้น ตอนทำก็มีปัญหา แต่มันกลับโดน อันนี้เป็นมาแต่ไหนแต่ไร"

ประสบการณ์ตลอดหลายสิบปีของการทำงานภายใต้ความไม่แน่นอนและความคาดเดาไม่ได้ของวงการบันเทิง ทำให้ผู้กำกับฯมือใหม่ แต่หน้าเก่าและเก๋าในทุกงานที่ผ่านมา ไม่คาดหวังสิ่งอื่นใด นอกเหนือจากความสนุกที่อยากให้ผู้ชมได้รับจากการชมละคร เช่นเดียวกับผลงานเบื้องหน้าในวงการบันเทิงที่ ปวันรัตน์ไม่คาดหวังในบทบาทที่จะได้รับ และคิดภายใต้เงื่อนไขที่ว่า "มีอะไรก็จะทำ"

"มีอะไรก็จะทำนะคะคือหมายถึงว่า อยู่ในวงการนี้ เหมือนว่าคนที่อยู่ในวงการก่อสร้าง วงการธนาคารมาตลอดชีวิต เขาจะมาแสดงละครก็คงไม่ได้ อย่างเหมี่ยวก็คงไปทำอย่างอื่นไม่ได้แล้วละ เพราะไม่ได้ฝึกฝนอย่างอื่นมา แล้วสิ่งนี้ก็เป็นสิ่งที่เราชอบ  เมื่อก่อนที่เหมี่ยวเป็นนักแสดงใหม่ๆเลย เราเป็นนักเรียนการแสดง วันๆก็นั่งรอเข้าฉาก มันจะมีฉากที่โรงแรม ร้านอาหาร ไปนั่งเฉยๆเอาชุดไปเองก็จะได้เงินหนึ่งร้อย สองร้อย เรามีความรู้สึกว่าเราได้เข้าไปเห็นดาราดังเยอะแยะไปหมด ตอนนั้นแฮปปี้มากเลย แถมได้เงินด้วย นี่แหละสนุกจังเลย แล้วเมื่อก่อนตอนไม่มีบทเราก็ยังชอบไปนั่งดูคนอื่นเล่น บทมาจะรีบอ่านอยากรู้เรื่อง แสดงอยู่อีกเรื่องหนึ่งแต่ก็มาดูอีกเรื่องหนึ่งที่มีดาราดังๆ แล้วพอทุกคนไปพักกินข้าวเราก็ไปนั่งๆนอนๆดูเขา อย่างบางเรื่องของพี่ไก่ ฉากเขาจะสวยมาก เราก็จะไปดูว่า เฮ้ย! ฉากมันนิดเดียวเองทำไมถ่ายแล้วมันดูสวยมาก พวกนี้มันคือมายาของละคร เราก็มีความสุข แต่เราก็ไม่ได้คิดว่าอยู่แล้วเราจะได้บทดีๆตลอดไปหรือมีเงินทองมากมาย เรามีความรู้สึกว่าเรามีความสุขที่ได้แสดง"

นอกจากความสุขที่ได้จากการแสดง ตลอดสามสิบกว่าปีในวงการบันเทิงยังสร้างความเป็น เหมี่ยว-ปวันรัตน์ ในวันนี้ไว้อย่างเข้มข้น

"เดี๋ยวนี้ความเป็นธุรกิจมันก็เยอะขึ้น แต่เมื่อก่อนการจะเป็นนักแสดงต้องผ่านการฝึกนาน ต้องฝึกก่อน ต้องฝึกการพูด การใช้ชีวิต การแต่งตัว แต่ก่อนมีนักแสดงคนหนึ่งเปลี่ยนเสื้อผ้าแล้ววางกองไว้ พี่จิ๋ม -มยุรฉัตร เหมือนประสิทธิเวช นี่เรียกมาบอกเลยนะ ถึงแม้จะมีเจ้าหน้าที่แต่ก็ควรเก็บเอง สอนให้มีมารยาทในสังคม กินข้าวไม่อ้าปาก ช้อนไม่กระทบกัน คนเมื่อก่อนสอนกันเป็นครูเลย เมื่อก่อนครูเหมี่ยวชื่อครูนิด เขาเป็นลูกของ คุณวิจิตร-วิจิตร คุณาวุฒิ ครูนิดก็จะเอานักแสดงที่สนใจในโปรดักชั่นหนังไปที่บ้าน ไปดูวิธีทำหนังเพราะเราเรียนละคร มันก็เหมือนละครเวที คุณวิจิตรเป็นนักข่าวเขาก็เขียนบทเอง คนรุ่นนั้นเขาจะไม่หวง พวกทีวี หรือกลุ่มไหน เราสงสัยอะไรเขาก็จะสอน ทำทรีทเม้นต์ (เรื่องย่ออย่างละเอียด) ยังไง ทรีท
เม้นต์ของคุณลุงเนี่ยจะละเอียดมาก บอกว่าเรารู้จักตัวละครละเอียดแต่ไหน แล้วเราดึงตัวอย่างออกมาใช้มันจะแน่น มันจะมีพลัง มันจะไปของมันอย่างมีเหตุมีผล เข้าไปกับทฤษฎีที่เราเรียนพอดี เวลาที่เราจะทำคาแร็คเตอร์ตัวละคร สมมติว่ามาจากนิยายมีชื่อว่าพิมภักษร เป็นนางเอกผมหยักศก ผมยาวสวยสีดำ เวลาโดนแดดเป็นสีน้ำตาล ซึ่งจริงๆไม่ต้องใช้ ถนัดขวาแต่ถ้าเล่นกีฬาจะถนัดซ้าย มีไฝที่หลังไหล่ เธอชอบสีส้มแต่ขณะเดียวกันเสื้อผ้าจะใส่สีฟ้าหรือสีที่สุภาพ ชอบกินแฟนต้า ซึ่งพวกนี้มันไม่จำเป็นต้องอยู่ในละครแต่บางทีมันทำให้เรารู้จักตัวละคร เราจะเป็นตัวละครตัวนี้เลยเวลาเราเขียนหรือเล่น นี่คือ Analysis คือการวิเคราะห์แยกแยะ ยิ่งละเอียดเท่าไหร่ยิ่งดี ไม่งั้นเราจะรู้จักตัวละครแค่หลวมๆ เช่น อ๋อ แรด เรียบร้อย โผงผาง แค่นี้ไม่พอ เช่นถ้าเป็นคนปากจัด เพราะอะไร เมื่อก่อนอยู่โรงเรียนสตรีเป็นหัวโจก เลยกล้าแสดงออก ซึ่งพวกนี้เราไม่ต้องบอกว่าเขาเป็นแบบนี้ แต่เราจะรู้เองว่าเป็นแบบนี้เพราะอะไร เพราะฉะนั้นมันจะลุย ไม่ยอมคน แบบนี้จึงเป็นสิ่งที่น่าสนุกสำหรับเรา จากคนสมัยก่อนที่เขาไม่หวงความรู้"

เส้นทางในวงการบันเทิงของปวันรัตน์เดินหน้า ขณะที่รูปแบบการทำงานและความเป็นวงการบันเทิงในปัจจุบันก็เปลี่ยนไปด้วย

"ทุกวันนี้เหมี่ยวว่ามันรีบเร่งไปหน่อย คือพอวงการนี้มันสร้างเงินเป็นกอบเป็นกำ มันก็จะสร้างคนขึ้นมา บางทีก็หลวมๆ เพื่อที่จะเป็นพรีเซ็นเตอร์เป็นแชมเปี้ยนเร็วๆ แล้วเดี๋ยวก็จะมีคนใหม่มาละ เพราะฉะนั้นการบ่มเพาะที่เป็นเพชร เป็นตัวจริง ในวงการมันไม่มีที่จะให้ทุกคนเป็นเพชรได้ทุกคน อย่างแหวนเนี่ยมันก็ต้องมีไหล่มีลูกมีสิ่งแวดล้อม อย่างผู้กำกับฯจะเป็นตัวส่งให้เพชรได้เปล่งประกาย แต่ตอนนี้ทุกคนจะเป็นเพชรจะเด่นกันให้หมด นิ้วเรามี ๕ นิ้ว นิ้วไหนสำคัญที่สุด นิ้วก้อยสำคัญน้อยสุดตัดทิ้งไหม มันก็ไม่ได้ ก็ดูสินิ้วก้อยทำอะไรได้หิ้วของก็ไม่ได้เอาไว้เกี่ยวก้อยกันอย่างเดียวหรอ แต่มันก็ขาดไม่ได้ไง เพราะฉะนั้นสิ่งที่มันสำคัญที่สุดในโปรดักชั่นหรือในละครมันจะน้อยลง ถ้าเป็นละครเวทีมันจะเห็นได้ชัดว่าทุกคนจะเห็นความสำคัญของตัวละคร ไม่ต้องบอกว่าต้องเห็น เพราะทุกคนต้องพึ่งพากันตั้งแต่เจ้าของโรงละครยันนักแสดงที่ตัวเล็กสุด แต่ถ้าเป็นละครมันจะแยกกันทำงานไปหมด ต่างคนต่างสร้าง ศิลปะที่การละครที่ดูแล้วเกิดการยกระดับจิตใจ หรือดูละครแล้วสอนใจมันก็ไม่มี ไปเชื่อแต่ว่าคนดูชอบตบตี คนดูชอบโป๊ๆ ไปเชื่อกันแบบนั้นหมด มันอาจจะใช่ ชอบดูแต่มันไม่ได้อะไร เพราะฉะนั้นคนที่ทำอยู่ตรงนี้ ก็เหมือนนักข่าวที่ต้องรู้มากกว่าคนอื่น อะไรคือยาพิษ อะไรที่ไม่ดี ไม่ใช่คิดว่าคนดูเขาชอบ แล้วเราก็จะให้คนดูเขาดูแบบที่ไม่ดีไปเหรอ เรารู้ว่ามันไม่ดีไม่ถูกก็ยังจะทำ เมื่อก่อนนี่เป็นที่รังเกียจเลยนะ เหมือนรายการทีวีที่มาพูดมึงกูอะไรแบบนี้ ตายเลยนะ อย่างตอนที่เหมี่ยวเป็นพิธีกรรายการทีวีแชมป์เปี้ยน เหมี่ยวแค่พูดว่า ไปดูกันเลยค้า (เสียงดัง) พ่อยังเรียกพบเลยนะว่าทำไมต้องพูดห้าวๆขนาดนั้น ทำไมต้องตะโกน แล้วถ้าพูดไม่ชัด ร เรือ ล ลิง เนี่ยไม่ต้องไปสอบผู้ประกาศหรอกเขาไม่ปล่อยออกมาแน่นอน"

ท่ามกลางความเปลี่ยนแปลงที่พบเห็น ก็กลับกลายเป็นความเข้าใจที่สร้างมุมมองการทำงานที่ดีต่อไปให้กับผู้กำกับฯเบอร์ล่าสุดอย่างเธอด้วย

"มันไม่มีอะไรกลับไปเป็นอย่างเดิมได้หรอกค่ะ ทุกอย่างมันก็เริ่มพัฒนาขึ้นไปเรื่อยๆ มันก็จะเป็นไปตามเทคโนโลยีตามสื่อที่เราได้รับรู้ แต่สิ่งที่มันไม่ควรจะไปไหนคือความรับผิดชอบต่อสังคม สมมติเราเป็นนักแสดงเราก็ต้องรู้ว่าเราทำอะไร จะเกิดอะไรขึ้น ไม่ใช่เขาให้ทำอะไรบ้าๆบอๆ นำไปทางที่ผิดศีลธรรมแต่เพราะว่ามันดังเลยต้องทำ แบบนี้ก็ไม่ได้ มันต้องอยู่ในจิตสำนึก เพราะงานพวกนี้มันโน้มนำคนดูหรือสังคมได้ เพราะฉะนั้นถ้ามีจิตสำนึกที่มันดี มันก็จะนำไปในทางที่ดี แต่ถ้าคนดูชอบแย่ๆ ชอบให้พูดมึงกู วะโว้ย คือมันสนุกไหมมันก็สะใจ แต่มันไม่ได้ให้อะไรกับคนดู อย่างเรื่องตบตีเนี่ยมันก็มีมาแต่ไหนแต่ไร แต่มันต้องดูว่าตบตีแบบไหน ตบแบบทำเตือนให้รู้ว่าที่ทำมันไม่ถูกต้อง อย่าเรื่องบ้านทรายทอง หญิงเล็กก็ตบหน้าพจมานทั้งๆที่ไม่ได้ผิด แต่เราจะรู้สึกได้ว่าเราจะไม่ทำแบบหญิงเล็ก นั่นคือละครแบบที่เป็นมา ไม่ใช่แบบดูๆไปแล้วบอกว่าตบกันเลยตบกันเลย แบบนี้ไม่ใช่ละ ปัญหาคือว่ามันเป็นเรื่องเทคโนโลยี อย่างเหมี่ยวเข้าไปในอินเทอร์เน็ตแป๊บเดียว ๕ ชั่วโมงแล้ว โดยที่เราไม่ได้อะไรเลย ได้แค่สอดรู้สอดเห็นเรื่องชาวบ้าน สื่อพวกนี้มันจะไปเร็ว เหมือนสื่อโทรทัศน์ที่ฝรั่งเขาเรียกยักษ์ปากเหลี่ยม หรือเป็นสื่อขยะ เพราะฉะนั้นเราก็ต้องรู้เท่าทันมันว่า มันไม่ได้อยู่ตลอดไป มันเป็นสิ่งวูบวาบ วูบมาก็วูบไป ฉะนั้นในฐานะที่เราเป็นคนทำด้วย เราจะทำยังไงให้ความวูบวาบตรงนี้ติดอยู่ในใจคน"

ในมุมมองของผู้สร้างสรรค์ ปวันรัตน์มีทั้งความเข้าใจ และเงื่อนไขที่จะสร้างสรรค์ผลงานของตนเอง เช่นเดียวกับงานเบื้องหน้า ที่เธอก็มีหลักปฏิบัติจองนักแสดงที่ยึดมั่นและทำให้มีผลงานต่อเนื่องมาตลอดการทำงานในวงการบันเทิงสามสิบกว่าปี

"ถ้าไม่ได้เล่นอะไรก็จะเขียนบทค่ะ มีช่วงหนึ่งที่แต่งงานมีลูก ก็จะเขียนบท แต่เฉลี่ยงานแสดงก็มีทุกปีนะคะ การที่จะได้เล่นอะไรหรือไม่มันก็อยู่ที่การเลือกของผู้จัด ว่าเขาอยากได้ตัวละครแบบไหน แต่ถ้าให้คิดเองในแง่ตัวเอง เหมี่ยวคิดว่าเราทำงานเรามีความรับผิดชอบแล้วก็ไม่เรื่องมาก บทน้อย บทเยอะไม่เคยถาม บางทีทางโปรดักชั่นเขาเล่าคร่าวๆเราก็จะรู้ละว่าเราจะเล่นเป็นอะไร แม้จะยังไม่ได้อ่านบท แม่ครัวร้าย หรือคนใช้ที่เป็นหัวหน้า หรือเป็นคนที่รู้ความลับ มันจะรู้ขนาดความสำคัญในเรื่อง เราก็จะมาอ่านบท อันนี้ตั้งแต่เล่นมาก็จะสนุกหมดนะ เพราะชอบแสดง มีอยู่เรื่องหนึ่งที่เล่นเป็นเลขาฯ มอส-ปฏิภาณ ปฐวีกานต์ อายุเยอะแล้วก็ยังเป็นเลขาฯอยู่ แต่ว่าต้องไปผจญภัย แล้วมอสต้องหนีไปอยู่บ้านนางเอก เราเป็นคนใช้ก็น่าจะอยู่กรุงเทพฯ แต่ปรากฏว่าไม่ใช่ต้องไปกับมอสทุกที่เลย ไปขึ้นรถอีแต๋น ตกน้ำ มันก็สนุกดี

สิ่งที่เราต้องมีก็คือความรับผิดชอบตัวเองเป็นหลัก ก่อนที่เราจะคิดว่าเราจะได้อะไร เช่น ละครเรื่องนี้จะได้เท่าไหร่ บทอะไร เราคิดก่อนว่าเราทำได้ไหม สมไหมที่เขาให้เราทำ แต่ถ้าเรามองว่าเราจะได้อะไรก่อน เท่าไหร่มันก็ไม่พอ จริงๆ แล้วสำหรับเราที่อยู่มาได้ทุกวันนี้ก็ยังไม่รู้เหมือนกันว่าอยู่มาได้ยังไง ก็อยู่ไปเรื่อยๆ เพราะไม่ได้ยึดว่าจะต้องทำอะไร เรากับงานทุกอัน ไม่ได้ทำเป็นสนุก สนุกกับมันจริงๆ อย่างละคร พิธีกร โฆษณาที่เขาติดต่อเรามาแล้วเรายังไม่ว่าง แล้วสุดท้ายก็เป็นคนอื่นก็ไม่เป็นไร เพราะเขาไม่ได้เลือกเรา ก็ไม่เป็นไร ก็โอ.เค. อยู่ต่อไป อาจารย์สดใส-สดใส พันธุมโกมล ท่านบอกว่าวงการหรือธุรกิจด้านนี้มันจะทำให้เราเกิดความหวั่นไหววูบวาบได้ง่าย ที่จะอิจฉาหรือว่าร้อน ทำไมเราไม่ได้อันนั้น ทำไมคนนั้นได้ เราต้องปรับความคิดว่าเขาได้รางวัล เขาเหมาะ ใจเรามันจะไม่ร้อน"

จากวันวานผ่านจุดเริ่มต้น และความสำเร็จ เหมี่ยว-ปวันรัตน์ นาคสุริยะ สร้างสรรค์ผลงานในทุกบทบาทของตนเองอย่างเต็มที่ จนกลายเป็นอีกคนหนึ่งในวงการบันเทิงที่มีงานชุกตลอดเวลา และทั้งเบื้องหน้าเบื้องหลัง และอีกหนึ่งความสามารถของปวันรัตน์ ที่เป็นที่รู้จักมากขึ้นคือความสามารถด้านศิลปะสองมิติ หรือการวาดภาพ ซึ่งเริ่มจากการเรียนศิลปะกับ หม่อมหลวงจิราธร จิรประวัติ และความสามารถของเธอก็เป็นที่รู้จักอย่างกว้างขวางเมื่อเริ่มวาดภาพในหลวง และสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ หลังจากงานฉลองสิริราชสมบัติครบ ๖๐ ปี จนถึงปัจจุบันที่นับรวมได้มากกว่าหนึ่งร้อยภาพ

"เหมี่ยวก็ไปเรียนกับพี่โตอยู่เรื่อยๆ สอนกันไปก็เรียนกันไปเรื่อยๆ มีสีน้ำ สีไม้ สีอะครีลิค เรียนตลอด คืองานวาดภาพของเหมี่ยวเป็นงานอดิเรก สิ่งที่ทำแล้วรัก ไม่ได้เป็นนักวาดภาพแบบกระฉ่อนหรือเป็นงานมาสเตอร์ แต่เราทำแล้วมันสนุก แล้วพี่โตก็เสนอว่าอยากวาดอะไรก็ได้ เพราะฉะนั้นจินตนาการของเราก็จะไม่จำกัด เมื่อก่อนไม่กล้าวาดภาพในหลวง เพราะกลัววาดแล้วจะต้องใส่ยศให้หมด ห้ามตัดทอน แบบมายังไงก็อย่างนั้น แต่พี่โตก็บอกว่าไม่จริง พี่โตเหมือนครูที่เปิดโลกแห่งการวาดภาพว่าอ๋อ เขียนเพราะรัก มีความสุข ดอกไม้ดอกเดียวก็ได้"

การวาดภาพเปิดโลกอีกใบของเหมี่ยว-ปวันรัตน์ ที่ทำให้เกิดความสุข ความสนุก และสมาธิ ซึ่งเธอเรียนวาดภาพมากว่าสิบสี่ปี มีผลงานภาพวาดมากมาย รวมถึงเคยจัดงานแสดงไปแล้วหนึ่งครั้ง และจุดเริ่มต้นของการวาดภาพก็มาจากผู้เป็นพ่ออีกเช่นกัน

จากโลกของภาพวาด มาสู่การวาดภาพในหลวงจากความทรงจำตลอดชีวิตของเหมี่ยว-ปวันรัตน์

"เหมี่ยวโตขึ้นมาก็เห็นในหลวงตลอด รู้สึกว่าท่านทำงานเยอะ แต่ก็ไม่รู้ว่าเยอะคือแบบไหน เพราะว่าเห็นท่านตอนเด็กๆ นี่คือเดินข้ามเขา ไปเยี่ยมทหาร มีสมเด็จพระนางเจ้าฯ มีพระเทพฯ มีเจ้าฟ้าทุกพระองค์ตามเสด็จ เห็นภาพท่านเหงื่อหยด กางแผนที่เยอะๆ นั่นคือตอนเด็ก แต่พอโตขึ้นก็ได้เห็นโครงการของพระองค์ เวลาไปทำงานพิธีกร ตั้งแต่ พ.ศ.๒๕๑๑ แล้วเมื่อก่อนที่เป็นภูเขาหัวโล้น เป็นป่าแพะ คือเป็นแห้งๆ ไม้แกนๆ ท่านยืนเหยียบตรงจุดนั้น แล้วตอนนี้ตรงนั้นเป็นป่าดงดิบ ๒๕ ปี ท่านเอาคืนมาให้ แล้วให้ประชาชนเอามาให้เป็นอ่างเก็บน้ำ ไว้เพาะพันธุ์ปลา ให้ชาวบ้านเอาไปเลี้ยง เกิดอาหารเบื้องต้น ทุกคนมีโปรตีน ป่าทุกคนช่วยกันดูแล แล้วก็ปลูกข้าวมาได้ ปลูกกาแฟไว้ใต้ไม้ใหญ่ หลังจากที่ไม่มีอะไรเลย งูเหลือมมา หมูป่ามา นกยูงมา พอเหมี่ยวไปทำอะไรก็ตาม เหมี่ยวจะคิดว่านี่คือสิ่งที่คนคนหนึ่งทำมันต้องใช้ความเพียรเยอะมาก ดอยอินทนนท์นี่คือปลูกฝิ่นเลย ท่านเสด็จฯไปเป็นโล้นๆเลยตรงน้ำตกสิริภูมิข้างๆเป็นหินน้ำตกไหล ม้งก็ไปปลูกผัก ผักของโครงการหลวงไม่ต้องเอาไปเร่ขายที่ไหนเลย เพราะว่าคนจองเพราะว่าไม่ใช้สารพิษ ถ้าหากว่าท่านไม่ดูแลไม่เสด็จฯไปตรงนั้น ท่านทำจนกระทั่งทุกคนเข้าใจว่านี่คือสิ่งที่ถูกต้อง ซึ่งมันใช้เวลานานมาก อายุเราถ้าไม่มีความเพียรอันยิ่งใหญ่ ทำเพื่อคนอื่นแบบยิ่งใหญ่แบบนี้ทำไม่ได้นะ เอาแค่เรา ทำให้ตัวเองยังขี้เกียจเลยอย่าไปคิดว่าทำให้คนอื่นเลย เหมี่ยวก็เลยรู้สึกว่าท่านเป็นคนที่ยิ่งใหญ่ที่เต็มไปด้วยความเมตตา พอวาดท่านแล้วเราก็จะอิ่มค่ะ"

ความอิ่มใจในภาพวาดที่ทรงคุณค่าด้วยความรู้สึก ทำให้ ปวันรัตน์ นาคสุริยะ ยังคงวาดภาพในหลวงอย่างต่อเนื่องซึ่งเราอาจได้เห็นการจัดการแสดงผลงานของเธออีกครั้งในจังหวะที่เวลาและโอกาสที่ดีเดินทางมาบรรจบกันอย่างเหมาะสม

๓๒ ปีในวงการบันเทิงของใครสักคนอาจกว้างใหญ่เกินกว่าเราจะรู้จักได้ทั้งหมด แต่ ๓๒ ปีที่กลั่นกรองความเป็นตัวตนของผู้หญิงคนหนึ่ง และสร้างบทพิสูจน์ความพิเศษของผู้หญิงคนนี้ให้เราเห็น มากพอแน่นอนกับการที่จะเป็นกำลังใจและติดตามผลงานคุณภาพของ "ปวันรัตน์ นาคสุริยะ" ต่อไป