PA to CEO

ตอนที่ 7
คุยสารพันสาระเพ

วันนี้วันศุกร์ อีกวันเดียวเองพรุ่งนี้ก็ได้นอนเล่นอยู่บ้านแล้ว ค่ำนี้ฉันนัดเพื่อนไปกินดื่ม เม้าท์แตกเรียบร้อยแล้วแถวหลังสวนถิ่นเก่า วันนี้ทุกคนในออฟฟิศดูผ่อนคลาย งานแถลงข่าวสี่งานเพิ่งผ่านพ้นไป ค่อยมีเวลาหายใจหายคอ เอาแล้วเชียว เก้าโมงครึ่งยัยน้องจิ๋มสะกิดบอก

"อย่าลืมเรียกประชุมนะพี่" แม่เจ้า ประชุมบ้าอะไรอีกล่ะนี่ ใจฉันคิดแต่ปากถามอย่างสุภาพ

"ประชุม.. (ดีนะ เบรกคำว่า เวร ไว้ทัน) อะไรหรือคะ" นังหนูจิ๋มตอบราวกับฉันจะต้องรู้ไปเสียทุกเรื่อง

"ประชุมประจำสัปดาห์ไงพี่ พี่ต้องเตือนทีมนะพี่ คราวก่อนเข้าประชุมไม่เตรียมข้อมูลมา วิ่งเข้าวิ่งออกห้องประชุม นายด่าเสียยับเยิน เนี่ยเดี่ยวก็ได้เวลา 10 โมงแล้ว"

โอ๊ย อยากกรี๊ด อยากหายตัวได้ แต่ก็ทำได้เพียงส่งอีเมลล์เตือนทีมบริหารลูกค้า ยังดีคุณตุ๋มเธอทำอี-เมลกลุ่มไว้เรียบร้อยแล้ว แม่คุณคนเดิมพิมพ์งานเป็นภาษาไทยหมด แต่ฉันก็ไม่มีเวลามานั่งหาแป้นพิมพ์ภาษาไทยหรอก ฉันพิมพ์หนังสือเชิญประชุมเป็นภาษาอังกฤษสั้นๆอย่างรวดเร็ว เตือนทุกคนให้เตรียมข้อมูลเพื่อการสนทนาในห้องประชุมให้เรียบร้อย รู้สึกแย่นิดๆ ที่เตือนพวกเขาได้แค่ 15 นาทีล่วงหน้า ก็ช่วยไม่ได้เพราะเพิ่งรู้เหมือนกันว่ามีประชุมทุกวันศุกร์ จะว่าไปฉันควรจะศึกษางานในหน้าที่ให้เรียบร้อยเพื่อระเบียบในการบริหารจัดการ แต่ขอโทษเถอะจนปัญญาจริงๆ ทุกอย่างมันเหมือนระเบิดลงต้องวิ่งเพื่อเอาตัวรอดตลอด แก้ปัญหากันนาทีต่อนาที ไม่มีเวลาที่จะคิดวางแผน แต่ 3 วันที่ผ่านมาฉันก็แก้ปัญหาได้ไม่เลวนัก ยังไม่มีอะไรพลาด ก็ได้แต่ชมตัวเองใครเขาจะไปเห็นล่ะคะ เพลินกับความคิดได้แค่อึดใจก็ต้องรีบเตรียมห้องประชุมให้พร้อม

เห็นห้องประชุมก็ช็อค เจ้าเจตต์ผมยาวเข้าไปนั่งตัดข่าวแปะข่าว กระดาษเต็มห้องไปหมดทั้งบนโต๊ะบนพื้น ฉันโวยวายให้เจ้าเจตต์เก็บกระดาษรกๆ ออกไปจากห้อง เรียกแม่บ้านมาเช็ดโต๊ะ ดูดฝุ่น จัดคอมพิวเตอร์ให้พร้อมใช้ เฮ้อ ประชุมกันไปฉันจะได้มีเวลาทำงานเสียหน่อย แม่เจ้าเพิ่งรู้ว่า PA ต้องเข้าไปนั่งเสนอหน้าในห้องประชุมด้วย ชีวิตคนที่นี่ไม่มี PA กันไม่ได้หรืออย่างไร

สิบโมงนิดหน่อยทุกคนก็เดินเข้ามาห้องประชุมกัน การประชุมดำเนินไปเรื่อยๆ ฉันฟังไปจดตามไปเรื่อยๆ ผ่านไปสักพักเอาอีก สาวมั่นร่างบึกตำแหน่งผู้อำนวยการคนหนึ่งถามฉันว่า

"พี่แคลร์ วันนี้มีอะไรกิน" ไม่ลงคะขา แต่น้ำเสียงฟังดูเป็นกันเอง

"หา อะไรนะคะ" ฉันงง กับคำถามแปลกๆอีกแล้ว

"พี่แคลร์ครับ ทุกศุกร์ที่ 2 ของเดือน เราเลี้ยงข้าวทีมงานหลังประชุมครับ" เอาเชียว รูปหล่อของฉันเสียงเข้มขึ้นมาเชียว กูจะบ้าตาย ใครจะไปตรัสรู้เล่าพ่อว่าจะต้องกินกันวันนี้ ได้แต่คิดพร้อมกับกรี๊ดๆอยู่ในใจ

"ข้าวเหนียว ส้มตำ ไก่ทอดไหมคะ ให้นายไก่ไปเอาที่ซอยโปโล รับรองอร่อยมากเลย เคยทานหรือยังคะ เดี๋ยวโทร.สั่ง" ฉันโฆษณาเมนูโปรดของตัวเอง แค่นั้นเองเสียงวี้ดว้าดพอใจก็เกิดขึ้น สั่งรายการอาหารเพิ่มกันยกใหญ่จนนายต้องเบรก

"อร่อยจริงหรือ ไม่อร่อยน่าดูนะพี่" นายฉันหัวเราะ เออ ไก่ทอดส้มตำนี่ มันทำให้คนอารมณ์ดีขึ้นมาเลยนะนี่ แล้วการประชุมก็ดำเนินต่อ ฉันยืนละล้าละลังสักพัก เอ๊ะ ไม่มีใครหยิบเงิน หรือจะให้ไปเอาเงินที่ป๋าวิชาญ

"มี 80 บาท คุณแคลร์ออกไปก่อนแล้วกัน เอาบิลล์มา" กูอีกหรือนี่ ฉันคิดในใจ เอาน่ะ ไหนๆก็ไหนๆ โดนไปหมื่นนึงแล้ว อีกพันกว่าบาทจะเป็นไรไป ส่งเงินให้นายไก่ไป 2 พัน พอทุกคนรู้ว่านายไก่จะไปซอยโปโลซื้อไก่ทอด ข้าวเหนียว ส้มตำเท่านั้น ก็มีเสียงสั่งเมนูเพิ่มเติมกันระงมไปหมด แต่ไม่มีใครส่งเงินให้นี่ เพราะนายไก่ประกาศว่าพี่แคลร์ให้เงินแล้ว

การประชุมและอาหารกลางวันสุดอร่อย ผ่านไปด้วยดี ทุกคนชื่นชมกับเมนูอร่อยในวันนี้ เสียงหัวเราะดังเป็นระยะๆ ฉันรู้สึกดีหลังจากที่เหนื่อยมาสองสามวัน ความรู้สึกดีสลายลงในพริบตา เมื่อนายรูปหล่อบอกฉันว่า

"พี่แคลร์ครับ ผมขอรายงานการประชุมเย็นนี้เลยนะครับ ขอเป็นภาษาอังกฤษ"

"คะ อะไรนะคะ พี่ต้องทำรายงานหรือ" ฉันถามเสียงแผ่ว หน้าตาคงดูโง่โดยไม่ต้องทำ

"อ้าว PA นี่ครับก็ต้องทำสิ ขอเย็นนี้เลยนะครับ" นายพูดหัวเราะอารมณ์ดี

อยากตะโกนให้ก้องโลก นี่ PA นะโว้ยจะต้องทำอะไรกันนักหนา อยู่บริษัทเก่าจะมีสลับการทำรายงาน เลขาฯ หรือผู้ช่วยนี่ไม่ต้องเข้าประชุม เพียงแต่ดูแลจัดการห้องประชุมอุปกรณ์ เครื่องดื่ม โทร.ตามผู้เข้าร่วมประชุมให้เรียบร้อย แค่นั้น

นี่อะไรให้มานั่งทำรายงานอีก สงสัยว่าเกิดแม่บ้านป่วยขึ้นมาฉันคงต้องมานั่งกวาดถูทำความสะอาดให้ด้วยกระมัง เออ เป็นไปได้นะขนาดส้วมเหม็นมันยังเรียกฉันไปดมเลย บางวันต้องไล่ตีแมลงสาบให้พวกมันอีก มีอยู่วันระหว่างเอาแฟ้มตบแมลงสาบที่เดินเล่นอยู่บนโต๊ะทำงานฉันเข้าเปรี้ยง นายฉันเดินปร๊าดมาที่ประตูพร้อมกับดุเสียงเข้ม

"พี่แคลร์ครับ ฆ่าสัตว์นี่ผิดศีลนะครับ" จะบ้าตาย ก็รู้อยู่หรอกค่ะ ก็มันมาลอยหน้าลอยตาอยู่จะให้ฉันทำอย่างไรล่ะค่ะ พนักงานที่นี่ช่างกิน ยัยหนูจิ๋มตัวดี นั่งอยู่ข้างๆ ฉันกินทั้งวัน กระดาษที่นี่ก็เยอะเลยมีแมลงสาบเยอะตามมา ฉันเคยถามแม่บ้านว่าที่ผ่านๆ มาทำอย่างไรกับแมลงสาบ แม่บ้านกลับบอกว่านายใจบุญไม่ให้ฆ่า ให้ไล่เอา

"เอ้า ไล่ตรงนี้มันก็ไปโผล่ตรงโน้นอยู่ดี" ฉันพูดตรงๆ แม่บ้านกลับหัวเราะ แล้วเดินไปทำงานต่อ เออ พิลึกแล้วจะให้ทำไงเนี่ย ฉันไปขอตังค์ป๋าซื้อสเปรย์ฉีดแมลงสาบ แต่ต้องแอบฉีดตอนค่ำๆ ก่อนกลับบ้านนะคะ พอจะมีแมลงสาบแอบๆตายให้เห็นอยู่บ้างค่ะ เฮ้อ บาปกรรมจัง กลับมาเรื่องการประชุมต่อเถอะค่ะ

หลังการประชุม ฉันกลับมานั่งทำงานที่พอกพูนขึ้นเรื่อยๆบนโต๊ะทำงาน แถมด้วยรายงานที่ต้องสรุปส่งก่อนนายกลับบ้านอีก ยังดีที่แบบฟอร์มรายงานมีอยู่แล้ว เป็นแบบที่ฉันคุ้นเคยดี นั่งศึกษาวิธีเขียนรายงานภาษาไทยที่ผู้ช่วยคนเก่าทำไว้ ก็ไม่เท่าไหร่ เขียนไว้งงๆ ยังดีที่ฉันช่างจดเลยมีข้อมูลเพียงพอที่จะลงในรายงาน กำลังเพลิดเพลินกับการทำรายงานตอนบ่ายสามกว่าๆ เอาเชียว ผู้อำนวยการคนหนึ่งเดินมาหาฉันที่โต๊ะแล้วบอกว่า

"พี่ เดี๋ยวหนูมี Conference Call กับลูกค้าอังกฤษนะ จวนแล้วรอสายอยู่" พูดจบหล่อนก็เดินย้ายก้นกลับไปที่ห้อง เออ แล้วไงวะ เกี่ยวอะไรกับฉันอีกล่ะเนี่ย ฉันรีบยกสายหาน้องแป้ง ได้คำตอบกลับมาว่า

"พี่ก็คอยสลับสายให้เขาไงคะ"

"อ้าว แล้วทำไมแป้งไม่ทำล่ะ แป้งชำนาญกว่าพี่"

"หนูทำได้ แต่หนูฟังภาษาอังกฤษไม่ทันค่ะ" ฉันยังข้องใจไม่หาย

"อ้าว แล้วแต่ก่อนใครทำล่ะคะ"

"ก็พี่ๆ เขาก็ทำกันเองนั่นแหละ แต่เขาไม่คล่องสายหลุดบ่อย" ฟังแล้วก็ได้แต่คิดในใจ หนอยแน่ แต่ก่อนก็ทำกันเองได้ พอมีฉันเข้ามานี่เป็นง่อยกันไปหมด เอาอีกต้องวางมือจากทุกอย่าง มาจัด Conference Call ให้อีก

สักพักสายต่างประเทศก็เข้ามา หนูแป้งโอนสายให้ฉัน เจรจากับฝ่ายโน้นไม่มีปัญหา แต่การสลับสายคุย 3-4 สายนี่ค่อนข้างยุ่งยาก สายหลุดอยู่หลายครั้ง ยัยก้นใหญ่เดินกลับมาหาฉันโวยวายว่าฉันทำสายหลุด ทำให้หล่อนเสียเวลา หรือหล่อนทำหลุดเองก็ไม่รู้ได้ ฉันรำคาญจึงแว้ดใส่หล่อนไปว่า

"ไป กลับไปนั่งเฉยๆที่โต๊ะโน่น เดี๋ยวได้พูดเองแหละ" แล้วฉันก็ก้มหน้าก้มตาทำงานต่อ ไม่แยแสอะไรอีก ก้นใหญ่สะบัดกลับไปได้สักพัก ฉันก็ตัดสินใจเดินไปกำกับบทที่โต๊ะโอเปอเรเตอร์เอง เสียเวลาไปอีกครึ่งชั่วโมง กว่าการประชุมทางไกลครั้งนี้จะจบลง ปาเข้าไปเกือบ 5 โมง

ไอ้ที่นายให้เลื่อนนัดตั้งแต่เมื่อ 2 วันก่อนก็ยังไม่ได้ทำ นี่ต้องมานั่งเขียนรายงานการประชุมอีก 6 โมงเย็นแล้วก็ยังไม่เสร็จ รายงานมันไม่ใช่เขียนกันง่ายๆนี่นา สักพักนายก็เดินออกจากห้องทำงาน ถือแฟ้มงานเอกสารต่างๆ ติดมือออกมาด้วย เอ๊ะ ท่าทางจะกลับแล้วนี่ นายปิดประตู ยิ้มแย้ม บอกฉันว่า

"พักผ่อนครับพี่แคลร์" พูดแล้วก้เดินออกประตูออฟฟิศไป อะไรวะ แล้วมาเร่งให้ฉันทำรายงานทำไมกัน ลืมไปหรือเปล่า แล้วดูซิมีนัดสำคัญซิท่า หน้าบานซะขนาดนั้น แอบโกรธอยู่ในใจ

พิมพ์รายงานค้างอยู่ ทำไงได้ล่ะคุณก็ต้องทำต่อไปซิ เฮ้อ ไม่มีสักวันที่จะทำงานอย่างรื่นรมย์ วันนี้วันศุกร์ทุกคนมีความสุขกัน หนีไปกันหมดเหลือฉันนั่งทำงานอยู่คนเดียวจน 2 ทุ่มตามเวลานัด ฉันรีบเก็บของเติมหน้าเติมปากอีกหน่อย ถอนหายใจใส่กระจกเฮือกใหญ่ คืนนี้แม่จะเมาให้หายบ้าเลย

ช่วงเวลาเสาร์ อาทิตย์ผ่านไปอย่างรวดเร็ว เช้าวันจันทร์อีกแล้ว มาถึงออฟฟิศปั๊บ ฉันก็สำรวจดูโพสต์อิทฉันที่มีงานค้างอยู่ประมาณร้อยอย่าง ก็ให้เกิดอาการอยากตายขึ้นมาในทันที ลืมค่ะ ลืมโทร.เลื่อนนัดให้นาย ลืมส่งจดหมายขอบคุณลูกค้าที่คั่งค้างตั้งแต่ชาติที่แล้ว ตายสนิทตั้งแต่เช้าวันจันทร์เลยค่ะ วันนี้เกิดมีแขกที่นัดไว้มาหานายละก็โดยที่ไม่ได้แจ้งเขาว่าจะขอเลื่อนนัดละก็ ไม่แขกของนายก็นายนั่นแหละคงฆ่าฉันแน่ ฉันรีบหารายการนัดหมายอันเดิม ตรวจเช็คกับตารางเวลาของนาย จัดตารางนัดใหม่ประมาณ 7-8 นัด แล้วก็รีบโทร.หาแขกแต่ละราย ซึ่งส่วนใหญ่เลขาหรือผู้ช่วยจะเป็นคนรับสาย บางนางก็พูดง่าย บางนางก็เรื่องมากเพราะนายเขาเองก็ไม่ค่อยมีเวลาเหมือนกัน กว่าจะจัดเวลากันลงตัวทั้งสองฝ่ายก็เสียเวลาไปมากโข บางรายต้องขอถามนายก่อนเดี๋ยวโทร.กลับ โอ๊ย เหมือนง่ายแต่ไม่ง่ายหรอกค่ะ งานพวกนี้เสียเวลา กลัวฉันไม่ยุ่งพอรูปหล่อของฉันเดินมาหาที่โต๊ะบอกว่า

"พี่แคลร์ครับ ผมได้รับเชิญไปร่วมเปิดมูลนิธิ...วันพุธนี้ครับ บริษัทของเรามีส่วนช่วยงาน และสนับสนุนเขาเยอะมาก ทั้งกำลังเงิน แรงกายแรงใจจากพนักงานของเรา เขาซาบซึ้งในน้ำใจเรามากครับ เลยอยากให้ผมขึ้นกล่าวอะไรให้กับเขาด้วย งานนี้ผู้หลักผู้ใหญ่เยอะ พี่แคลร์ช่วยเขียน Speech ให้ผมด้วย ขอบ่ายนี้นะครับจะได้มีเวลาตรวจก่อน" โอ๊ย พูดง่ายจริงพ่อคุณ จะพูดเองก็เขียนเองสิ เฮ้อ ขอถอนใจอีกรอบ งานอะไรมูลนิธิอะไร แล้วใครทำอะไรกันมาเดี๋ยวฉันจะต้องมานั่งถามหาเรื่องราวจากใครบางคนอีก แล้วนี่ฉันจะไปเดาใจออกได้อย่างไรว่านายฉันอยากจะพร่ำพรรณาถึงความดีความงามของตนเองอย่างไร แล้วไอ้ที่นั่งหัวโด่กันอยู่ 30 คนเนี่ยทำไมไม่ให้ช่วยเขียนบ้าง คนพวกนี้นักประชาสัมพันธ์ทั้งนั้น ฝีไม้ลายมือดีกว่าฉันเยอะ ฉอดๆกันเก่งจะตาย คิดวกไปวนมาแล้วก็ได้คำตอบ เป็น PA ไง แปลว่า ผู้ช่วยส่วนตัว ทำทุกอย่าง ทำให้ได้

ฉันเริ่มนั่งคิดว่า เอ๊ะ ชีวิตมันต้องเป็นอย่างนี้หรือเปล่า ดูลักษณะงานมันไม่ได้เปิดโอกาสให้ฉันแสดงผลงานเด่นชัดเลย เอาวะ สักพักเดี๋ยวแม่จะหางานใหม่ทำ ทนๆ ไปก่อนก็แล้วกัน เดี๋ยวไม่มีเงินส่งรถซึ่งเหลือไม่กี่เดือนก็หมดแล้ว อย่างน้อยทำงานที่นี่ก็มีเงินส่งรถ อีกสัก 6 เดือนก็เพียงพอให้การเงินฉันไม่ตึงมาก และไม่ต้องเดือดร้อนเงินเก็บ

ฉันให้นังหนูจิ๋มช่วยหาข้อมูลของมูลนิธิ และให้เขียนย่อๆ เล่าถึงกิจกรรมที่บริษัท และพนักงานทำให้กับมูลนิธิให้ด้วย หนูจิ๋มรับปากเป็นอย่างดีแล้วก็นั่งทำงานที่ค้างอยู่ต่อไป เสียบหูฟังฟังเพลงไป ดูไม่เร่งร้อนกับคำที่ฉันบอกว่า "ขอเช้านี้" เฮ้อ คนที่นี่มันช่างใจเย็นกันจริง ถึงวาระที่ฉันต้องหาตัวช่วยเพราะทำงานไม่ทันจริงๆ ฉันให้น้องแป้งช่วยพิมพ์ซองสำหรับส่งจดหมายขอบคุณลูกค้า ที่ค้างไว้แต่ชาติปางก่อน น้องแป้งเดินระทดระทวยมารับแฟ้มจดหมายจากฉันไปอย่างไม่เร่งร้อน เออ นังหนูนี่มันเชื่องช้าจริงๆนะ ดูซิมันเดินเร็วกว่าทากหน่อยเดียว พูดช้า เดินช้า เอ้อระเหย แต่ก็เป็นคนน่ารักช่วยเหลือดี ฉันไม่ค่อยคุ้นเคยกับบุคลิกแบบนี้นัก ฉันทำงานกับฝรั่งมานาน ทุกคนว่องไว พูดเร็ว ทำเร็ว กัดได้กัด ชิงได้ชิง แต่ก็เก่งกาจ การทำงานเป็นลักษณะแข่งขันกันตลอด แต่ก็ได้ผลงานตามเป้าหมาย ผิดกับที่นี่ทุกคนดูใจเย็นเชื่องช้า หรืออาจเป็นแค่บุคคลิก เพราะงานก็ดูเรียบร้อยดี มีระเบียบตามนายที่แม้จะดูเอาแต่ใจ แต่ก็เป็นคนมีเมตตาธรรม ก็ไม่เลวนักสำหรับการได้เรียนรู้ผู้คน ซึ่งแต่ละคนมีวิธีการจัดการบริหารงานตามสไตล์ของตัวเอง ดูฉันซิ ดูรวดเร็วคล่องแคล่ว แต่งานไปได้ช้า แถมยังขี้ลืมอย่างสุดโต่งอีก

คิดโน่นคิดนี่ไปเรื่อย แต่ก็ทำงานทำด้วย งานผู้ช่วยส่วนตัวเป็นงานจุกจิกซะส่วนใหญ่ ซึ่งนับว่าเสียเวลาและรบกวนงานพิมพ์เอกสารสำคัญๆพอสมควรค่ะ ฉันมีงานพรีเซ็นเทชั่นที่ต้องเตรียมให้นายอยู่สองชิ้น นายฉันก็ช่างพูดทำสไลด์ทีตั้ง 40 ถึง 50 หน้าแถมต้องมีภาพแอนนิเมชั่นอีก ฉันพอจะมีฝีไม้ลายมือในการเล่นภาพแอนนิเมชั่นอยู่บ้าง เพราะทำพรีเซ็นเทชั่นมาเยอะ แต่มันใช้เวลามากค่ะ ยังต้องเตรียมเอกสารต่อสัญญาฉบับใหม่กับลูกค้าสองราย แถมด้วยเขียนสปิชให้นายไปพูดเปิดงานมูลนิธิอีก แล้วก็ยังโน่น นี่ นั่น ว้ายปวดหัว ก้มหน้าก้มตาต่อไปค่ะ

โปรดอ่านต่อฉบับหน้า