ความผิดพลาด

ในญี่ปุ่น (วันที่หก)
สายลม แสงแดด

วันที่หกของการเดินทาง เรายังคงอยู่กันที่เกียวโต อันที่จริงแล้วเราอยู่ที่นั่นนานกว่าที่อื่นๆทั้งหมดตลอดทั้งทริป ชีวิตตอนนั้นเป็นไปอย่างง่ายๆสบายๆ ตอนกลางวันเที่ยว พอเย็นก็แวะรับประทานอาหารที่ร้านหรือหิ้วกลับมาจากร้านสะดวกซื้อ มีอยู่มื้อหนึ่งเรากระสันซูชิกันมาก หิ้วจากข้างทางกลับมาที่ห้องสามกล่องใหญ่ กะว่ากินกันให้หายอยากไปเลย

เรื่องน่าแปลกก็คือตอนอยู่เมืองไทยบ้าอาหารญี่ปุ่น เข้าฟูจิบ่อยขนาดไหน พอไปถึงที่นั่น อยู่ไปไม่กี่วันก็กลับเนือยๆกับอาหารญี่ปุ่นขึ้นมาได้ อยากกิน "อะไรก็ได้ที่ไม่ญี่ปุ่น" ขึ้นมากันบ้าง ถึงขนาดมีวันหนึ่งแวะเข้าร้านตกแต่งสไตล์ตะวันตกราคาไม่ค่อยจะย่อมเยา สั่งสเต๊คมานั่งสวาปามกัน กับอีกหนหนึ่งเลี้ยวเข้าเคเอฟซี ซึ่งนับเป็นความผิดพลาดครั้งใหญ่ เพราะเคเอฟซีที่นั่นทั้งเล็กทั้งแคบ แถมกลิ่นบุหรี่ก็เลวร้ายมาก เลยขยาดไม่กล้าเข้ากันอีก

คุยๆกันเล่นๆเรื่องว่าทำไมเราถึงเบื่ออาหารญี่ปุ่นกันได้ทั้งที่ออกจะโปรดปราน ก็ได้ข้อสรุป (เอง) กันว่า อยู่ที่นี่กินวนอยู่แค่ราเมง ซูชิ ปลาดิบ แล้วก็ข้าวแกงกะหรี่ จะไม่เบื่อได้ยังไง!

ก็เหมือนอยู่เมืองไทยนั่นแหละ เราก็ไม่ได้กินน้ำพริกหรือต้มยำกุ้งกันทุกวันสักหน่อย เรียกว่าไม่ได้กินแต่อาหารไทย (ที่ขึ้นชื่อ) ไม่กี่อย่าง แต่กินมั่วทั่วไปหมด ทั้งไทย อเมริกัน อิตาลี ญวน จีน ญี่ปุ่น ฯลฯ บางทีถ้าเบื่อๆบางคนยังหม่ำอาหารอินเดียหรือล่อสเปนเข้าให้ หรือนอกเหนือไปกว่านั้นก็ยังมี อย่างบ้านสุดแสงดาวจะได้กินอาหารไทยใหญ่อยู่เป็นครั้งคราว เพราะมีคนรู้จักเอื้อเฟื้อทำมาฝาก

เรื่องนี้รื้อฟื้นข้อสงสัยในใจซึ่งมีมานานแล้วขึ้นมาตะหงิดๆว่า คนญี่ปุ่นแท้ๆที่เขาอยู่ในประเทศจริงๆแล้วนั้นในแต่ละมื้อแต่ละวันเขากิน "อาหารญี่ปุ่น" อย่างที่เรารู้จักกันหรือเปล่านะ? ถ้าไม่ใช่ แล้วเขากินอะไรกันแน่? แล้วประเทศอื่นๆอีกล่ะ เขากิน "อาหารประจำชาติ" ของตัวเองทุกมื้อทุกคราวไปหรือเปล่า แล้วแต่ละประเทศล่ะเหมือนกันไหม?

สงสัยต้องลองไปอาศัยอยู่ที่ประเทศนั้นๆกับคนชาตินั้นๆดูสักพักใหญ่ๆ

ออกนอกเรื่องไปเรื่องกินเสียนาน (แต่จริงๆจะว่าไปแล้วเรื่องกินก็เป็นส่วนหนึ่งของการเดินทางนะ กองทัพเดินด้วยท้อง จะว่าเถลไถลไม่ได้) กลับเข้าสู่เส้นทางของเรากันดีกว่า

จับเรื่องนิทานเซนกับการเที่ยวญี่ปุ่นมาชนกัน วันนี้จะเขียนเรื่องวัดคินคะคุจิกับเรื่องถ้วยชาแตกของอิคคยุ

นิทานเรื่องนี้ดังไม่น้อย หลายๆคนอาจจะเคยได้ยินมาแล้วก็ได้ และก่อนที่จะสับสนก็ขอแถลงไขเสียตรงนี้เลยว่าอิคคยุกับอิคคิวซังในการ์ตูนก็คือคนคนเดียวกันนั่นแหละ รู้อย่างนี้แล้วคุ้นขึ้นมาอีกหน่อยไหม...เรื่องของเณรน้อยเจ้าปัญญาที่มักจะบอกว่า "ใช้หมอง นั่งมาธิ" กับ "จะรีบไปไหน จะรีบไปไหน ขอพักเดี๋ยวนึงซีคร้าบ" นั่นไงล่ะ

เรื่องของเรื่องก็มีอยู่ว่า ระหว่างที่กำลังทำความสะอาดห้องอาจารย์อยู่นั้น เณรน้อยอิคคยุก็ทำถ้วยชาของอาจารย์ตกแตก เขาได้ยินเสียงฝีเท้าอาจารย์กำลังเดินใกล้เข้ามาแล้ว (สันนิษฐานว่าอาจารย์น่าจะอายุมากแล้วเลยไม่ได้ยินเสียงถ้วยชาแตก) ก็เลยรีบเก็บเศษถ้วยชาซ่อนเอาไว้ข้างหลัง

พออาจารย์เข้ามายังไม่ทันจะชงชา เขาก็ชิงถามเสียก่อนเลยว่า "อาจารย์ครับ ทำไมคนเราต้องตายด้วยล่ะ"

"เด็กน้อยเอ๋ย" อาจารย์เริ่มเทศน์โดยไม่รู้อีโหน่อีเหน่ "คนเราเกิดมาทุกคนก็ต้องตายเหมือนกันหมด ทุกอย่างมีเวลาของมัน"

อิคคยุทำหน้าเศร้า "ถ้วยชาของอาจารย์ก็เหมือนกันครับ ถึงเวลาของมันซะแล้ว!"

ความเกี่ยวข้องระหว่างอิคคิวซังกับวัดคินคะคุจิ หรือ วัดทอง ก็มีอยู่ว่า โชกุนอาชิคางะ โยชิมิสึ ซึ่งเป็นตัวละครตัวหนึ่งในการ์ตูนเรื่อง อิคคิวซัง นั้นมีตัวตนอยู่จริงในประวัติศาสตร์และเคยเป็นเจ้าของสถานที่แห่งนี้นั่นเอง

วัดทองสีทองอร่ามสมชื่อ และตากล้องทุกคนจะมุ่งมั่นมากกับการถ่ายรูปให้เห็นวัดสะท้อนเงาลงบนผิวน้ำนิ่งสงบ เห็นภาพวัดครบทั้งบนน้ำและในน้ำ มันเป็นปริศนาธรรมอะไรบางอย่างรึเปล่านะ เมื่อรวมเข้ากับเรื่องราวและการจัดสวนแบบเซนแล้ว วัดนี้ก็มีเอกลักษณ์และให้ความรู้สึกขลังแบบญี่ปุ่นดีจริงๆ น่าเสียดายที่สุดแสงดาวไปมาทั้งสองครั้งที่ไปญี่ปุ่น แต่ก็ไม่เคยได้มีโอกาสเข้าไปข้างในเลย จะรู้สึกยังไงนะถ้ามองจากข้างในนั้น? ครั้งหน้าจะต้องลองไปหน้าหนาวให้ได้ ถึงจะมองไม่เห็นวัดจากผิวน้ำเพราะน้ำคงจะกลายเป็นน้ำแข็ง แต่ก็น่าจะมีงดงามชวนให้จิตใจสงบไปอีกแบบ

ทริปนี้ในช่วงท้ายๆของการเดินทางเราแซวกันเองว่าเป็นทริปคนแก่ เพราะที่ที่ไปกันมีแต่ศาลเจ้ากับวัดเป็นส่วนใหญ่จนน้องชายเริ่มบ่น (แต่คนแก่ถ้าไม่แกร่งจริง เดินตามเราไม่ไหวหรอกนะจะบอกให้ ต่อให้คนยังไม่แก่ถ้านั่งอยู่แต่กับโต๊ะทำงานก็ยกธงขาวยอมแพ้เหมือนกันแหละ เพราะไหนจะทั้งเดินไกล ทั้งหอบกระเป๋าไปด้วย และยังมีหลงทางเป็นระยะๆ) ถ้าเปรียบก็คงเหมือนอยู่เมืองไทยแล้วไปเที่ยววัดนั่นแหละ มีเยอะเป็นดอกเห็ดพอๆกันเลย

อยากจะแก้ตัวว่าจริงๆแล้วเราเป็นคณะที่เน้นชมธรรมชาติและวัฒนธรรมนะ ช่วยไม่ได้ที่วัฒนธรรมของญี่ปุ่นก็มีวัดกับศาลเจ้าเยอะ และแต่ละที่ก็สวยๆ...แต่เอาเข้าจริง การเที่ยวชมสถานที่ท่องเที่ยวทางประวัติศาสตร์วัฒนธรรมโดยแทบไม่มีความรู้ติดตัวกลับมาเลยว่าสถานที่เหล่านั้นมีความเป็นมาเป็นไปยังไงบ้างนับเป็นการท่องเที่ยวทางวัฒนธรรมได้ไหมนะ? ถ้าอย่างนั้นก็เรียกมันว่าเป็นการท่องเที่ยวทางจิตวิญญาณแล้วกัน หรือการท่องเที่ยวเพื่อการท่องเที่ยว เหมือนศิลปะเพื่อศิลปะ บางครั้งคนเราก็ไม่ต้องพยายามอวดฉลาดให้เกินตัวมากนักหรอก เอาเท่าที่ตาเห็นและหูได้ยินก็...อาจจะได้ตื่นเต้นกับอะไรๆที่หนอนหนังสือทั้งหลายเขาพลาดกันไประหว่างกำลังซาบซึ้งกับตัวเลขของจำนวนปีที่สถานที่แห่งนั้นถูกสร้างขึ้นมา และถูกเผาไปก่อนถูกสร้างขึ้นใหม่ก็ได้ อย่างเช่น เด็กชายชาวญี่ปุ่นในชุดยูกาตะกลุ่มนั้น ที่เดินตามผู้ชายหัวล้าน สวมสูท ใส่แว่น ที่เหมือนเป็นอาจารย์เหล่านั้นมาจากไหนกันนะ

นี่แหละ...มีชีวิตอยู่ในปัจจุบันขณะไง

สุดแสงดาวชอบวัดที่จีนมากที่สุด เวลาไปเที่ยวทำให้นึกถึงพระถังซำจั๋ง เจ้าแม่กวนอิม แล้วก็ซุนหงอคง หนังดีๆที่ไม่เก่าขนาด ไซอิ๋ว และเกี่ยวกับเรื่องวัดๆ พระๆของจีนก็มีเรื่อง เส้าหลิน ที่เฉินหลง หลิวเต๋อหัว เซียะถิงฟง และฟ่านปิงปิง แสดงไว้เมื่อปี 2554 แต่ที่ญี่ปุ่นก็สวยไปอีกแบบ ข้อดีของวัดในสองประเทศนี้ไม่ได้อยู่ที่ตรงความเป็นเถรวาทหรือมหายาน หรือความอลังการงานสร้างแต่อย่างใด แต่อยู่ตรงที่อากาศไม่ร้อน (เวรของกรรม!)

โธ่ ถ้าเริ่มต้นร้อนก็เที่ยวไม่สนุกแล้ว จะมีตาไปมองเห็นความสวยงามอะไรได้ยังไง อยู่เมืองไทยอากาศไม่ค่อยเป็นใจ เราขอยึดวัดที่ต้นไม้เยอะเป็นสรณะไว้ก่อนละ พระพุทธรูปใหญ่แค่ไหนค่อยว่ากันทีหลัง