ลอยกระทง...ลอยกะเธอ

เศรษฐกิจประจำบ้าน

ฉบับนี้ขอเป็นเรื่องเศรษฐกิจภาพรวมของเทศกาลตามประเพณีไทยบ้าง นั่นเป็นสาเหตุจากควันหลงวันลอยกระทงในทุกปี วันลอยกระทง นั้น ถือเป็นวันสำคัญวันหนึ่งตามประเพณีวัฒนธรรมของไทย ที่สืบเนื่องมายาวนานตั้งแต่สมัยสุโขทัย ตรงกับวันขึ้น 15 ค่ำ เดือน 12 ตามปฏิทินจันทรคติไทย ประเพณีนี้กำหนดขึ้นเพื่อเป็นการสะเดาะเคราะห์และขอขมาต่อพระแม่คงคา บางหลักฐานเชื่อว่าเป็นการบูชารอยพระพุทธบาทที่ริมฝั่งแม่น้ำนัมทามหานที และบางหลักฐานก็ว่าเป็นการบูชาพระอุปคุตอรหันต์หรือพระมหาสาวก โดยชาวไทยนิยมไปเที่ยวงานลอยกระทงกับครอบครัว ญาติพี่น้อง คนรัก และเพื่อนฝูง ประเพณีลอยกระทงได้กำหนดจัดในทุกพื้นที่ทั่วประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งบริเวณที่ติดกับแม่น้ำ ลำคลอง หรือ แหล่งน้ำต่าง ๆ ซึ่งแต่ละพื้นที่ก็จะมีเอกลักษณ์ที่น่าสนใจแตกต่างกันไป เช่น ภาคเหนือ นิยมลอยโคม หรือเรียกว่า ยี่เป็งและการลอยกระทงสาย ภาคอีสานมีการตกแต่งเรือ เรียกว่า ไหลเรือไฟ ส่วนกรุงเทพฯ จะมีการจัดงานลอยกระทงแบบงานวัดขึ้นที่ วัดสระเกศ หรือเป็นที่รู้จักกันว่า งานภูเขาทอง ในวันลอยกระทง ผู้คนจะพากันทำ "กระทง" จากวัสดุอุปกรณ์ต่าง ๆ ตกแต่งเป็นรูปคล้ายดอกบัวบาน ปักธูปเทียน และนิยมตัดเล็บ เส้นผม หรือใส่เหรียญกษาปณ์ลงไปในกระทง แล้วนำไปลอยในสายน้ำ (ในพื้นที่ติดทะเล ก็นิยมลอยกระทงริมฝั่งทะเล) เชื่อว่าเป็นการลอยเคราะห์ไป นอกจากนี้ยังเชื่อว่าการลอยกระทง เป็นการบูชาและขอขมาพระแม่คงคาด้วย (ข้อมูลบางส่วนจากวิกิพีเดีย)

การยึดถือความเชื่อตามประเพณีที่บางคนนิยมใส่เหรียญกษาปณ์ลงไปในกระทงนั้น กลับมีผลกระทบต่อผู้ที่ฉกฉวยประโยชน์โดยการลงไปในแม่น้ำลำคลอง เพื่อเก็บกระทงและนำเงินที่ใส่อยู่ในกระทงเหล่านั้นไป ซึ่งก็มีผู้ที่โชคร้ายที่ได้ไม่คุ้มเสีย จากสถิติข้อมูลมรณบัตรของสำนักนโยบาย และยุทธศาสตร์ กระทรวงสาธารณสุข ในรอบ 10 ปีที่ผ่านมา (ปี 2547-2556) พบว่า ในช่วงเทศกาลลอยกระทง 3 วัน คือก่อนวันลอยกระทง วันลอยกระทง และหลังวันลอยกระทง มีคนจมน้ำเสียชีวิตมากถึง 436 คน เป็นเด็กถึง 150 คน หรือสูงถึงร้อยละ 34.4 เฉพาะในวันลอยกระทงวันเดียว มีคนจมน้ำเสียชีวิตสูงถึง 168 คน โดยเป็นกลุ่มเด็กอายุต่ำกว่า 15 ปี จมน้ำเสียชีวิตสูงถึง 65 คน หรือ ร้อยละ 38.7 เฉลี่ยวันละเกือบ 7 คน ซึ่งมากกว่าในช่วงวันปกติถึงเกือบ 2 เท่าตัว กลุ่มเด็กที่จมน้ำพบเพศชายมากกว่าหญิงประมาณ 2 เท่าตัว กลุ่มเด็กที่จมน้ำเสียชีวิตมากที่สุดคือ อายุ 5-9 ปี ร้อยละ 40.9 รองลงมาคือกลุ่มอายุ 1-4 ปี ร้อยละ 34.1 และกลุ่มอายุต่ำกว่า 10-14 ปี ร้อยละ 23.9 ตามลำดับ จากสถิติที่กล่าวมานี้ส่วนหนึ่งเป็นการจมน้ำเสียชีวิตจากการรับจ้างนำกระทงไปลอยในแม่น้ำลำคลองให้ และการลงไปเพื่อเก็บเหรียญที่อยู่ในกระทง ซึ่งกรณีนี้มีการสูญเสียเป็นประจำและมากขึ้นในทุกๆปี เนื่องจากสภาพเศรษฐกิจและความรู้เท่าไม่ถึงการ การขาดการดูแลเอาใจใส่อบรมจากผู้ปกครอง รวมถึงมาตรการที่รัฐ ควรให้ความสนใจ ตลอดจนควรเข้มงวดวางมาตรการการป้องกันอุบัติภัยต่างๆให้รัดกุมมากขึ้นกว่าเดิม เพื่อป้องกันปัญหาเหล่านี้ให้ลดน้อยลงไปหรือไม่ควรเกิดขึ้นอีก

การหารายได้ด้วยวิธีการนี้ เป็นอันตรายต่อชีวิตอย่างมาก เพราะประเพณีดังกล่าว ต้องลอยกระทงในยามค่ำ การไปลอยคออยู่ในน้ำเป็นเวลานาน อาจทำให้เกิดตะคริว และเมื่อเป็นแล้วอาจไม่มีใครช่วยเหลือได้ทัน เพราะความมืดทำให้ไม่สะดวกต่อการมองเห็นและไม่สามารถได้ยินชัดเจน เนื่องจากมีเสียงดังจากพลุ ประทัด หรือเสียงเพลง ดังนั้น วิธีการหนึ่งที่ผู้เขียนอยากเสนอ คือ ในเทศกาลลอยกระทงนั้น จะมีปริมาณขยะที่เกิดขึ้นจากกระทง นอกจากจะมีเจ้าหน้าที่รัฐที่มีหน้าที่ปฏิบัติงานด้านนี้โดยตรงแล้ว แต่ในช่วงเทศกาลจำนวนคนของรัฐอาจไม่เพียงพอ หน่วยงานของรัฐในแต่ละเขตหรืออำเภออาจมีการรับสมัครงานชั่วคราวสำหรับผู้เก็บกระทงในแม่น้ำลำคลอง โดยเก็บในเวลากลางวันหลังจากผ่านคืนวันลอยกระทงแล้ว โดยมีผู้ดูแลคอยควบคุมและเฝ้าระวัง การจัดระบบในการเก็บให้ปลอดภัย หรือ การจัดกิจกรรมของเขต อำเภอ จังหวัด โดยให้ประชาชนมีช่องทางในการหารายได้พิเศษเพิ่มเติมขึ้น เป็นต้น

อีกประเด็นหนึ่งที่มีผลกระทบต่อเศรษฐกิจและสังคมนั้น คือ อันตรายจากการเล่นพลุหรือดอกไม้ไฟ มีข่าวเรื่องพลุระเบิดใส่นิ้วมือขาดหรือได้รับอันตรายจากการเล่นอยู่บ่อยครั้ง บางคนอาจจะไม่ได้เล่น แต่ก็อาจจะโดนลูกหลงแบบไม่รู้เนื้อรู้ตัว ผู้เขียนยอมรับว่าในสมัยเด็ก ผู้เขียนก็มักเล่นพลุโอ่ง หรือไฟเย็น ในช่วงเทศกาลลอยกระทงเป็นประจำ เล่นไปก็กลัวไป จุดไฟปุ๊บก็รีบวิ่งถอยห่างไปไกล ถึงแม้เป็นเด็กก็รับรู้ได้ถึงความอันตราย แต่ขึ้นชื่อว่าเด็ก มุมมองยังไม่กว้างเหมือนผู้ใหญ่ที่จะรับรู้ว่าควรระแวดระวังในเรื่องไหนบ้างอยู่ดี การขายพลุ ดอกไม้ไฟ ก็ยังคงมีเรื่อยมาตราบใดที่ยังมีผู้เล่นอยู่ และก็มีมานมนานตั้งแต่ผู้เขียนยังไม่เกิดเสียด้วยซ้ำไป จนกระทั่งบัดนี้ผู้เขียนก็เข้าสู่วัยทองเต็มทน ทุกอย่างยังขายอยู่เหมือนเดิม แถมพัฒนารูปแบบหลากหลายมากยิ่งขึ้นด้วย จริงๆแล้ว ถ้าขาดสิ่งเหล่านี้ไป ก็ขาดอรรถรสของเทศกาลไปเหมือนกัน ดังนั้น ผู้มีหน้าที่คอยควบคุมความสงบเรียบร้อยของบ้านเมืองคงต้องคิดหนัก ในการวางมาตรการป้องกันเหตุร้ายต่างๆจากสิ่งเหล่านี้ ไม่ให้เกิดความเสียหายต่อชีวิตและทรัพย์สินในวงกว้าง ยิ่งในปัจจุบัน การเป็นผู้ขายสินค้าประเภทนี้ยิ่งง่ายและสะดวกขึ้น มีการจำหน่ายขายปลีกส่งกันมากมายในอินเทอร์เน็ต โดยที่บางคนอาจไม่ทราบว่า การจำหน่ายพลุ ดอกไม้ไฟนี้ ต้องได้รับอนุญาตให้จำหน่ายก่อน ซึ่งเจ้าหน้าที่ของรัฐมักจะมีการออกตรวจเพื่อปราม และขอความร่วมมือร้านที่มีการวางจำหน่าย พลุ ดอกไม้ ไฟ ห้ามจำหน่ายแก่เด็กและเยาวชนที่มีอายุต่ำกว่า 18 ปี อย่างเด็ดขาด ซึ่งหากมีการฝ่าฝืนทางเจ้าหน้าที่จะดำเนินการตามกฎหมายอย่างเคร่งครัด อย่ามัวแต่คิดถึงช่องทางในการหารายได้เสมอไป ถ้าสินค้าบางประเภทเป็นสินค้าที่มีการควบคุม ควรศึกษาข้อมูลให้ดีก่อนจะนำสินค้าอะไรไปขาย ไม่เช่นนั้นจะกลายเป็นขาดทุนโดยเปล่าประโยชน์ ซึ่งข้อมูลการบาดเจ็บรุนแรงจากการถูกเปลวไฟ หรือสะเก็ดดอกไม้ไฟหรือพลุ จากโรงพยาบาลเครือข่ายเฝ้าระวังการบาดเจ็บแห่งชาติ 28 แห่ง ระหว่างปี 2552 - 2556 เปิดเผยสถิติ 5 ปีที่ผ่านมาว่า มีผู้บาดเจ็บ 3,260 ราย และผู้เสียชีวิต 8 ราย รู้อย่างนี้แล้วอย่าไปสนับสนุนการขายให้มันมีจำนวนเพิ่มขึ้นอีกเลย และการปล่อยโคมลอย เมื่อโคมไปลอยติดที่หลังคาบ้าน จะทำให้เกิดไฟไหม้ได้ รวมทั้งผลกระทบต่อสายการบินที่ต้องมีการเลื่อนเที่ยวบินหรือการยกเลิกเที่ยวบิน เพราะป้องกันการเกิดอันตรายจากโคมลอย หรือการปล่อยโคมลอยในพื้นที่กรุงเทพมหานคร ซึ่งระยะหลังในช่วงเทศกาลลอยกระทงมักพบเห็นโคมลอยลอยอยู่ การลอยโคมนั้นไม่ใช่วิถีของคนกรุงเทพฯ ซึ่งในปัจจุบันทางกรุงเทพมหานครจึงออกมาตรการรักษาความปลอดภัย "ห้ามจำหน่าย เล่น หรือปล่อยโคมลอยแบบมีไฟในพื้นที่กรุงเทพมหานคร โดยใช้อำนาจตามพระราชบัญญัติป้องกันและบรรเทา สาธารณภัย พ.ศ.2550 หากฝ่าฝืนจะมีโทษจำคุกไม่เกิน 3 เดือน ปรับไม่เกิน 6,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ"

อย่างไรก็ตาม ผลกระทบที่ดีต่อเศรษฐกิจโดยรวมในช่วงเทศกาลวันลอยกระทงนั้น ศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย เปิดเผยผลสำรวจพฤติกรรมการใช้จ่ายผู้บริโภคในช่วงเทศกาลวันลอยกระทง จากกลุ่มตัวอย่าง 1,307 ตัวอย่างทั่วประเทศ มูลค่าการใช้จ่ายส่วนใหญ่ยังจะใช้เท่าเดิม จากสถานการณ์ราคาสินค้าที่แพงขึ้น ทำให้มูลค่าใช้จ่ายเฉลี่ยต่อคนอยู่ที่ประมาณ 1,678 บาท ซึ่งเป็นค่าใช้จ่ายจากการสังสรรค์ การซื้อสินค้าที่เกี่ยวข้องกับเทศกาล ทั้งกระทง พลุ และอาหาร ส่งผลให้ยอดเงินสะพัดในช่วงเทศกาลลอยกระทงในปี 2557 นี้อยู่ที่ 11,134 ล้านบาท ขยายตัวร้อยละ 2.37 เมื่อเทียบกับปี 2556

การออกไปเที่ยวในช่วงเทศกาลนั้น บางคนอาจจะคิดว่าสิ้นเปลือง เพราะต้องมีค่าใช้จ่าย แต่ถ้าคิดอีกมุมหนึ่ง คือ ไม่ว่าเทศกาลไหน วันสำคัญนั้นก็จะมีเพียงวันเดียวในรอบปี การเที่ยวให้สิ้นเปลืองค่าใช้จ่ายน้อยที่สุด คือ การประหยัด ซื้อเท่าที่จำเป็น มีน้อยใช้น้อย มีมากอยากใช้มากก็ถือเป็นการแบ่งปันเศรษฐกิจชุมชนร่วมกัน อย่างเช่น เทศกาลลอยกระทงนี้ คิดอย่างคร่าวๆในเรื่องของค่าใช้จ่าย ซึ่งจะมีในเรื่องของการเดินทาง (บางคนต้องเดินทางไปสถานที่ที่มีลำน้ำ) ค่าใช้จ่ายในการซื้อกระทง หรือบางคนอยากทำกระทงเอง ก็ถือเป็นความภูมิใจอย่างหนึ่ง ถ้าทำเก่ง ทำสวย ลอยน้ำได้ ทำขายไม่ขาดทุน ก็นำมาขายด้วยเสียเลย ถ้าปีต่อๆไป คิดจะทำกระทงขายจริงๆ ก็อยากจะแนะนำสำหรับผู้ที่มีพื้นที่ที่ดินว่างเปล่า ลองปลูกต้นกล้วยดู ซึ่งการปลูกต้นกล้วยนี้สามารถใช้ประโยชน์ได้หลายๆอย่าง ถึงแม้ว่าไม่ใช่น่าเทศกาล ตั้งแต่ใบทำใบตองได้ ผลกล้วยนำมาเก็บผลไว้ทาน หัวปลีเก็บไว้ทานสดหรือต้มยำทำแกงได้ ลำต้นอ่อนก็เก็บเป็นฐานของกระทง เป็นต้น แต่การซื้อหาสมัยนี้ก็แสนง่าย แถมราคาไม่ได้แพงมาก เพราะมีผู้ขายเป็นจำนวนมาก มีตั้งแต่ 30 บาท ยันหลักพัน ขึ้นอยู่กับความสวยงามและความอลังการ โชคดีที่ปัจจุบันนี้ การรณรงค์ให้ใช้วัสดุธรรมชาติ เช่น กาบข้าวโพดแห้ง ใบตอง ขนมปัง อาหารปลา ซึ่งสิ่งเหล่านี้ย่อยสลายง่าย และได้รับการตอบรับเป็นอย่างดี ทำให้ช่วยลดขยะในลำน้ำได้หนทางหนึ่ง ตัวอย่างหนึ่งของผู้ผลิตกระทงที่ทำด้วยตนเองเป็นอุตสาหกรรมย่อมๆในครัวเรือน เช่น การทำกระทงจากกรวยไอศกรีม ลงทุนไม่เกิน 500 บาท ส่วนราคาขายนั้นถ้าเป็นสีครีมขายส่งที่ราคา 25 บาท ส่วนแบบสีต่างๆ ขายราคากระทงละ 35 บาท กำไรต่อชิ้นประมาณ 15-20 บาท (ข้อมูลจากหนังสือพิมพ์ คม ชัด ลึก ฉบับวันที่ 30 ตุลาคม 2557) นอกจากนั้น ค่าใช้จ่ายคงเป็นเรื่องของค่าอาหาร ค่าขนม ค่าที่จอดรถ ค่าเล่นเกม เป็นต้น ซึ่งขึ้นอยู่กับการใช้จ่ายของบุคคล ฉะนั้น ถ้าคำนวณดูแล้ว ค่าใช้จ่ายต่อคนน่าจะอยู่แค่หลักสิบ หลักร้อย เป็นส่วนใหญ่ พอใกล้ช่วงเทศกาลไหน ก็เก็บค่าใช้จ่ายเล็กๆน้อยเหล่านี้ไว้ เพื่อความบันเทิงชุ่มฉ่ำหัวใจเอาไว้บ้าง

ปีหน้าและปีต่อๆไป เมื่อถึงวันลอยกระทง ก็ควรที่จะไปร่วมสืบสานประเพณีที่ดีงามของไทยไว้ เพราะเป็นประเพณีดั้งเดิมและสวยงาม ชวนคนรัก ครอบครัว เพื่อน โดยการไปลอยกระทงในบริเวณที่ทางการจัดให้ ขอขมาต่อสิ่งศักดิ์สิทธิ์ การลอยกระทงนั้นนอกจากจะทำตามความเชื่อทางศาสนาและประเพณีแล้ว คนส่วนใหญ่ยังเชื่อว่าการลอยกระทงนั้น เป็นช่วงเวลาที่ดีที่จะได้ทำความดี สร้างบุญกุศลและยังเป็นวันที่เราจะมีโอกาสนำเรื่องที่ไม่ดีในชีวิตเรา ให้ลอยออกไปพร้อมกับกระทง มีโอกาสเข้าวัดทำบุญ ชมการแสดงในงานที่มีการจัดเตรียมไว้ให้ การจัดประกวดนางนพมาศ ซึ่งถือว่าเป็นค่านิยมดั้งเดิมของไทย ตามประวัติศาสตร์การลอยกระทงที่มีมายาวนาน เป็นเวทีแรกของการประกวดความสวยงามของผู้หญิง และเป็นบันไดสู่การเป็นนางงามในการประกวดเวทีอื่นๆต่อไป นอกจากเป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจต่อชุมชนแล้ว การไปลอยกระทง ลอยกะเธอ บุญก็จะส่งให้เราสุขใจด้วย