สำราญริมโขง เชื่อมโยงสะพานบุญ

จาก "ไหลเรือไฟ" ถึง "ปั่นฝ้าย สายบุญ จุลกฐิน" ท่องเที่ยว "กลุ่มเมืองสนุก" สกลนคร-นครพนม-มุกดาหาร
ที่นี่รายการตะวันหรรษา

พอบอกว่า "กลุ่มเมืองสนุก" หลายคนสงสัยว่าอยู่ที่ไหน มีอยู่ในเมืองไทยด้วยหรือ กลุ่มเมืองสนุกอยู่ในประเทศไทย เป็นสามจังหวัดภาคอีสาน สกลนคร-นครพนม-มุกดาหาร คำว่า "สนุก" เป็นการถอดรหัสตัวอักษรนำมาเรียงร้อยประกอบกัน ส=สกลนคร น=นครพนม และ สระอุกับ ก.ไก=มุกดาหาร ค่ะ

Happiness Group ให้โอกาสดิฉันร่วมเดินทางไปกับคณะนักท่องเที่ยว เพื่อสัมผัสประสบการณ์งานประเพณีโบราณไหลเรือไฟของนครพนม และงานปั่นฝ้ายสายบุญจุลกฐินที่มุกดาหาร รวม 5 วัน 4 คืน การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย สำนักงานนครพนม สนับสนุนการเดินทาง ออกจากกรุงเทพฯ 22.00 น. รุ่งเช้าถึงอุดรธานี ทำภารกิจส่วนตัวและเติมพลังมื้อเช้า ที่ปั้นหยารีสอร์ท แล้วพักทานมื้อกลางวันที่ร้านสะบันงา

จุดหมายแรกอยู่ที่ศูนย์การศึกษาพัฒนาภูพาน อันเนื่องมาจากพระราชดำริ อยู่ที่บ้านนานกเค้า ตำบลห้วยยาง อำเภอเมือง ก่อเกิดขึ้นจากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาพระราชทานพระราชดำริให้จัดตั้งศูนย์ศึกษาการพัฒนาภูพานขึ้นในปี 2525 เพื่อประโยชน์ในการพัฒนาอาชีพความเป็นอยู่และคุณภาพชีวิตของประชาชนไทยในภาคอีสาน มีพื้นที่ 13,300 ไร่ อยู่ในเขตป่าสงวนแห่งชาติ ภูล้อมข้าว และป่าภูเพ็ก

กิจกรรมของศูนย์ฯ ครอบคลุมทุกด้านที่มีผลต่อการพัฒนาอาชีพเกษตรกรรมอันเหมาะสมแก่สภาพพื้นที่ และการพัฒนาคุณภาพชีวิตของราษฎรในพื้นที่ ได้แก่ งานชลประทาน งานศึกษาและพัฒนาเกษตรกรรม งานศึกษาและพัฒนาป่าไม้ งานส่งเสริมและพัฒนาแหล่งน้ำเพื่อการประมง งานศึกษาและพัฒนาด้านปศุสัตว์ งานศึกษาและพัฒนาปรับปรุงบำรุงดิน งานศึกษาและพัฒนาหมู่บ้านตัวอย่าง ฯลฯ

คณะนักท่องเที่ยวนั่งรถรางไปชมระบบการฟักไข่ปลานิล สุขใจกับกิจกรรมให้อาหารปลาด้วยขวดนม เรียกเสียงเชียร์ได้และสนุกสนาน แล้วไปตามหา สามดำมหัศจรรย์แห่งภูพาน คือ 1. ไก่ดำภูพาน เลี้ยงง่ายโตเร็วและทนต่อโรค นิยมนำมาทำอาหารเพื่อสุขภาพ ไก่ตุ๋นเครื่องยาจีน และซุปไก่ดำ เชื่อว่าร่างกายจะแข็งแรง สมองแจ่มใส 2. ทาจิมะภูพาน โคเนื้อคุณภาพดีที่สุดในโลก เป็นที่ต้องการของตลาด เนื้อนุ่ม มีสัดส่วนของกรดไขมันไม่อิ่มตัวสูงกว่าโคทั่วไป เมื่อนำมาปรุงเป็นอาหารเพื่อบริโภคจึงมีความปลอดภัย

3. สุกรภูพาน เลี้ยงง่ายโตเร็วทนต่อโรค ให้ลูกดกและเลี้ยงลูกเก่ง พัฒนามาจาก 4 สายพันธุ์ คือ สุกรพันธุ์เหมยซาน-สุกรพันธุ์พื้นเมืองสกลนคร-สุกรพันธุ์ดูร็อคเจอร์ซี่-สุกรพันธุ์แลนด์เรซ ดิฉันถามหา คุณยายวรนารถ แม่พันธุ์หมูเหมยซาน ประเทศจีนมอบให้ประเทศไทยเพื่อพัฒนางานด้านปศุสัตว์ เจ้าหน้าที่บอกว่า เธอนอนหลับพักผ่อน หลังจากไปเดินออกกำลังกาย และยังมีสุขภาพดี แข็งแรง อ้วนดำ จ่ำม่ำ เช่นเดิม

สมฤดี ชาญชัย ผอ. ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ททท. เป็นประธานในพิธีเปิดงาน กล่าวถึงวัตถุประสงค์ของการจัดงานว่า เพื่ออนุรักษ์วัฒนธรรมประเพณีการไหลเรือไฟของนครพนม ซึ่งประกอบด้วยพิธีกรรม การอธิษฐาน จุดไฟ ยกเรือไฟ ไหลเรือไฟลงแม่น้ำโขงที่ยึดถือปฏิบัติมาแต่โบราณให้คงอยู่ เยาวชนได้ศึกษาเรียนรู้ รักษา และสืบสานประเพณีงานบุญสำคัญนี้สืบต่อไป

บุณยานุช วรรณยิ่ง ผอ. ททท.นครพนม กล่าวว่า ชาวชุมชนวัดต่างๆที่ตั้งอยู่ริมฝั่งแม่น้ำโขง จะร่วมแรงร่วมใจกันทำเรือไฟโบราณ 7 ลำ กำหนดให้เป็นเรือไฟประจำวันเกิด 7วัน บนเรือแต่ละลำ มีเครื่องเซ่นไหว้บูชาครบตามประเพณีกำหนด แล้วนำมาตั้งไว้ที่ลานจันทร์ล่องหล้า หน้าวัดโอกาสฯ นักท่องเที่ยวและประชาชนทั่วไปสามารถเข้ามาร่วมทำบุญ นำเครื่องเซ่นไหว้บูชา กระทง จตุปัจจัย ฯลฯ ที่แต่ละท่านเตรียมมาวางไว้บนเรือ ตัดเล็บ และปลายเส้นผมของตนวางบนเรือไฟประจำวันเกิด เพื่อสะเดาะเคราะห์ นำสิ่งไม่ดีออกไปจากชีวิต

งานประเพณีการไหลเรือไฟจังหวัดนครพนม อยู่ในฮีตเดือน 11 คือ งานบุญออกพรรษา มีประเพณีไหลเรือไฟ (ไหลเฮือไฟ) รวมอยู่ด้วย ทำพิธีในวันขึ้น 15 ค่ำ เดือน 11 เป็นพิธีกรรมเพื่อเป็นการบูชาต่อแม่น้ำโขงที่ชาวชุมชนลุ่มแม่น้ำโขงได้ใช้ประโยชน์ จึงขอขมาต่อแม่น้ำและศักดิ์สิทธิ์ ได้แก่ พญานาค เจ้าพ่อคำแดง เจ้าพ่อหมื่น ฯลฯ ทำการบวงสรวง เพื่อให้ท่านช่วยปกป้องรักษาบ้านเมือง มีความสงบสุขร่มเย็น ปราศจากโรคภัยไข้เจ็บ มีโชคลาภ การเกษตรอุดมสมบูรณ์ ทำมาหาค้าขายมีความเจริญรุ่งเรือง

การทำเรือไฟแบบโบราณ ทำด้วยไม้ไผ่ สร้างเป็นโครงรูปเรือ กว้างประมาณ 2 ศอก สูงประมาณ 1 ศอก ยาวประมาณ 5-6 วา วางบนทุ่นหรือแพที่ทำด้วยไม้ไผ่ เพื่อให้ลอยน้ำได้ โครงเรือประดับด้วยกาบกล้วยแทงลาย ส่วนบนของเรือถือเป็นเสมือนท้องเรือ ใช้กาบกล้วยวางพาดขวางลำเรือตลอดความยาว เพื่อใช้วางสิ่งของที่เป็นเครื่องเซ่นไหว้ และวางกะบอง (ขี้ไต้) เพื่อเป็นเชื้อเพลิงจุดไฟให้เกิดความสว่างและความสวยงาม ตกแต่งด้วยธงทิว ดอกไม้ และอื่นๆ ตามความเหมาะสม

เครื่องเซ่นไหว้ที่บรรจุไว้ในเรือไฟ ต้องพานขันห้า วางไว้บนหัวเรือ เพื่อการบูชาและขอขมาต่อสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ประกอบด้วยดอกไม้ขาว 5 คู่ เทียนขี้ผึ้งแท้ 5 คู่ ธูป 3 ดอก ดอกไม้ 1 กำ หมากเบ็ง 1 คู่ ส่วน เครื่องเซ่นที่ต้องมีคือ เหล้า ยาสูบ ข้าวต้มมัด แบะเครื่องคาวหวาน

พิธีการไหลเรือไฟ วันขึ้น 13-15 ค่ำ เดือน 11 พระสงฆ์และชาวบ้านจะช่วยกันสร้างเรือไฟ ประดับให้งดงามตระการตา ยามเย็นวันขึ้น 15 ค่ำ จะช่วยกันแบกหามเรือไฟนำไปยังท่าน้ำหน้าวัด จัดวางเครื่องเซ่นไหว้ไว้บนเรือ เวลาค่ำจะใช้เรือพายลากจูงเรือไฟทวนแม่น้ำโขงขึ้นไปถึงศาลเจ้าพ่อคำแดงหรือพิพิธภัณฑ์จวนเก่าผู้ว่าฯ ทำพิธีจุดธูปเทียนยกพานขันห้า กล่าวคำบูชาขอบคุณแม่น้ำสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ขอให้ปกป้องคุ้มครองรักษาบ้านเมืองให้อยู่ดีมีสุข กล่าวคำขอขมาลาโทษและขออโหสิกรรม แล้วรินเหล้าลงพื้นหรือแม่น้ำ จุดไฟที่กระบอง (ขี้ไต้)

ชมความงามและอลังการของเรือไฟนครพนมกลางลำน้ำโขงแล้ว ต้องไปนั่งรถรางท่องเที่ยวริมฝั่งโขง จังหวัดนครพนม 60 ที่นั่ง ตามโครงการยกระดับและพัฒนาแหล่งท่องเที่ยวกลุ่มจังหวัด เพื่อความเป็นเลิศในภูมิภาคอินโดจีนรองรับ AEC เส้นทางเริ่มต้นที่สวนเทิดพระเกียรติ (ท้ายเมือง) ไปถึงวัดนักบุญอันนา ชมแหล่งท่องเที่ยวธรรมชาติริมฝั่งแม่น้ำโขงประวัติศาสตร์ ศาสนา วัฒนธรรม 14 แหล่งท่องเที่ยว มีจุดจอดรถ 5 สถานี ใช้เวลารอบละ 2 ชั่วโมง 30 นาที วันละ 4 รอบ 09.00-11.30 น. 09.30-12.00 น. 14.00-16.30 น./ 14.30-17.00 น. บริการฟรี ตั้งแต่ 29 กันยายน 2557 - 4 มกราคม 2558 สอบถามและสำรองที่นั่ง โทร.0-4250-3503 09-2258-6849

มื้อค่ำสำราญที่ลานริมโขง โรงแรมฟอร์จูน ริเวอร์วิว นครพนม เช็คอินเข้าห้องพักสไตล์คลาสสิค ทุกห้องชมความงามพระอาทิตย์ขึ้นและลาลับขอบฟ้าที่ริมฝั่งโขง โค้งลำน้ำงดงามที่สุดแห่งหนึ่งของนครพนมซึ่งเป็นมุมมองที่แตกต่างไปจากจุดชมวิวแห่งอื่น รจนา อุสุพันธ์ ฝ่ายการตลาด บอกว่าที่นี่มีห้องพัก 122 ห้อง และห้องประชุมสัมมนารองรับได้ 600 คน ติดตอได้ที่ โทร.0-4252-2333 หรืออี-เมล info@fortunenp.com

วันที่ 2 ไปเยือนหมู่บ้านมิตรภาพไทย-เวียดนาม (บ้านลุงโฮ) พิพิธภัณฑ์ที่จำลองบ้านของท่านโฮจิมินห์ บ้านหลังเดิมที่ท่านเคยพักอาศัยผุพังไปตามกาลเวลา วันนี้สร้างขึ้นใหม่โดยจำลองรูปทรงเดิมและบนพื้นที่เดิม เป็นบ้านไม้ชั้นเดียวไม่ยกพื้น สะดุดตาข้อความในป้าย "มะเฟืองต้นนี้ปลูกโดยท่านโฮจิมินห์ ระหว่างพักอาศัยที่นี่" สาวทายาทเจ้าของบ้านบอกว่า มะเฟืองลุงโฮต้นนี้ลูกดกและหอมหวาน คนชอบมาขอตอนกิ่งไปปลูก จึงเพาะไว้เพื่อจำหน่ายด้วย ได้กินผลแล้วยังได้ระลึกถึงเรื่อง "ปลูกไม้ ปลูกคนของลุงโฮ" กันเพลินๆ มะเฟืองมีอยู่ทั่วไปในเวียดนามและเป็นเครื่องเคียง แหนมเนือง ที่คนไทยคุ้นเคย มีชื่อภาษาอังกฤษว่า Star Frui คนพื้นถิ่นเรียกว่า มะดาว หากนำผลมะเฟืองสุกมาผ่ากลางก็จะได้ ดาวห้าแฉกสีเหลือง นำมาวางลงบนผืนผ้าสีแดงก็จะเสมือน ธงชาติเวียดนาม ทำให้ลุงโฮรำลึกนึกถึงบ้านเกิดเมืองนอนเสมอนั่นเอง

มาถึง วัดมรุกขนาคร สร้างขึ้นมากว่า 300 ปีแล้ว ประดิษฐานพระธาตุมรุกขนคร พระธาตุประจำวันของผู้ที่เกิดวันพุธกลางคืน เป็นพระธาตุบริวารของพระธาตุพนมองค์ที่อายุน้อยที่สุด รูปทรงคล้ายพระธาตุพนมแต่เล็กกว่า ก่อด้วยอิฐถือปูนเป็นผังสี่เหลี่ยม และมีจุด 9 จุด หมายถึงรัชกาลที่ 9

อิ่มอร่อยที่ ร้านสวีทโฮม แล้วไป วัดสองคอน อนุสรณ์สถานเพื่อเป็นเกียรติแก่นักบุญราศีมรณสักขีทั้งเจ็ด และเป็น Unseen in Thailand คุณพ่อบาทหลวงกรุณามาเป็นผู้บรรยายและนำเยี่ยมชมด้วยตนเอง จากนั้นมาชมความงามของ สถาปัตยกรรมล้านช้าง ฝีมือช่างหลวงล้านช้างฝากผลงานไว้บน สิมโบราณ (โบสถ์ ภาษาอีสาน) ของวัดมโนภิรมย์ ใกล้ริมแม่น้ำโขงค่ะ

มุกดาหาร เมืองประตูสู่กลุ่มประเทศอินโดจีน ต้องไม่พลาด หอแก้วมุกดาหาร ชมความงามของเมืองแบบ Panorama 360 องศา มองเห็นสะพานมิตรภาพ 2 มุกดาหาร-สะหวันนะเขต และแม่น้ำโขงซึ่งเป็นเส้นกั้นพรมแดนไทยกับแขวงสะหวันนะเขต สปป.ลาว จัดแสดงเครื่องมือเครื่องใช้ในการดำรงชีวิต ชาวเมืองมุกประกอบด้วย 8 ชนเผ่า คือ ไทยอีสาน ภูไท (ผู้ไท) ไทยข่า ไทยย้อ ไทยแสก ไทยกระเลิง ไทยกุลา กระโซ่ง

เข้าที่พัก โรงแรมริเวอร์ซิตี้ มื้อค่ำแซบอีสาน ที่ร้านอาหารรัตติยา ไปเดินเล่นตลาดราตรี ชิม-ชม-ช็อปสินค้าพื้นถิ่นของกินของใช้หลากหลายทั้งสีสันราคาและคุณภาพ บรรยากาศตลาดคึกคัก ราคาต่อรองกันได้สนุกก่อนกลับเข้าก็ นั่งรถประจำถิ่นที่เรียกว่า สกายแล็บ ชมเมืองสักรอบจะได้นอนหลับฝันดีได้ค่ะ

วันที่ 3 แต่งผ้าไทยไป ตักบาตรข้าวเหนียว กลางเมืองมุกดาหาร อิ่มบุญอิ่มใจแล้วเดินทางไปชมพระอาทิตย์ทอแสงแรกแห่งรุ่งอรุณบนยอดภูมโนรมย์ สักการะรอยพระพุทธบาทและสนทนาธรรมกับเจ้าอาวาส ร่วมกันถวายปัจจัยสร้างพระพุทธรูป และบำรุงวัดภูบรรพตคีรี (ภูจ้อก้อ) ซึ่งเคยเป็นที่พำนักของ หลวงปู่หล้า เขมปัตโต ที่นี่มีพิพิธภัณฑ์แสดงประวัติและผลงาน การจัดแสดงเครื่องอัฐบริขาร หุ่นขี้ผึ้งจำลองของท่านด้วย

ออกเดินทางไปโรงเรียนบ้านชะโนด 1 ทำกิจกรรม ปลูกปัญญา ปันความรู้สู่เยาวชน มอบอุปกรณ์กีฬา-การศึกษาให้กับเด็กนักเรียน รอยยิ้มและการแสดงที่แทนคำขอบคุณ ทำให้แน่ใจว่า ผู้ให้ย่อมสุขใจยิ่งกว่าผู้รับ อิ่มใจแล้วไปร้านครัวนรินทร์ มีแรงไปจับจ่ายใช้สอยซื้อหาของฝากของที่ระลึกที่ ตลาดอินโดจีน สนุกสนานค่ะ

ดิฉันได้รับเชิญจาก อาชว์ ตั้งประกิจ ผู้ใหญ่ใจดี ให้ไปร่วมงานประเพณีไหลเรือไฟโบราณ ของชุมชนบ้านดอนตาล สืบเชื้อสาย เผ่าไทยกะเลิง (ข่าเลิง) ตระกูลมอญ และเขมร ผู้ยึดมั่นวัฒนธรรมลุ่มน้ำโขง มีถิ่นกำเนิดอยู่ในแขวงคำม่วน และสะหวันนะเขต สปป.ลาว ร่วมพิธีบายศรีสู่ขวัญ และสะเดาะเคราะห์ด้วยการตัดเล็บ-เล็มปลายเส้นผมใส่ลงในกระทงใบเล็ก วางไว้ในเรือไฟประจำวันเกิดที่ท่าน้ำบ้านดอนตาล กินพาแลง (อาหารค่ำ) ชมการแสดงดนตรีคณะดอกคูณเสียงแคน ฟ้อนรำกับสาวดอนตาล เป็นที่ประทับใจของนักท่องเที่ยวผู้มาเยือน

วันที่ 4 รุ่งเช้าไปวัดมัชณิมาวาส บ้านดอนตาล ร่วมพิธีเก็บดอกฝ้ายและชมกระบวนการทอผ้าจุลกฐิน เริ่มต้นด้วยพิธีบวช 9 ชีพราหมณ์ นำสาวพรหมจรรย์เก็บดอกฝ้ายในสวนฝ้ายมงคล นักท่องเที่ยวจะได้ร่วมเก็บดอกฝ้าย เรียนรู้การท่องเที่ยวแบบมีส่วนร่วม ทำกิจกรรมไปกับชาวบ้านในพื้นที่จริง มูลเหตุของจุลกฐินเกิดจากความจำเป็นที่จะต้องทอดกฐินให้สำเร็จทันวันสิ้นสุดเขตกฐิน จึงต้องรีบเร่งจัดหาผ้ากฐินให้เสร็จตามพระวินัยบัญญัติ เชื่อว่าจะได้รับอานิสงส์มาก เพราะต้องใช้ความอุตสาหะพยายามมากกว่ากฐินปกติทั่วไป

นอกจากนี้ยังมี งานประเพณีกฐินน้ำ บูชาพญานาค จัดพิธีบูชาพญานาค ล่องเรือทอดถวายกฐินกลางลำน้ำโขง ในวันที่ 6 พฤศจิกายน 2557 บริเวณท่าเทียบเรือสุกาย ใกล้สะพานมิตรภาพไทย-ลาว 2 มุกดาหาร-สะหวันนะเขต และในเวลา 14.00 น. จะเป็นพิธีบูชาและรำบูชาองค์พญานาค ทอดถวายผ้ากฐินแด่พระภิกษุสงฆ์บนเรือนกลางลำน้ำโขง และพิธีลอยเคราะห์ตามความเชื่อเพื่อความเป็นสิริมงคล

"งานประเพณีไหลเรือไฟ" และ"งานบุญจุลกฐิน" เป็นประเพณีไทยโบราณที่งดงามตามวิถีชุมชนของคนอีสาน เกิดขึ้นจากความศรัทธาที่ทำให้ผู้คนหลั่งไหลมาจากทุกสารทิศ เพื่อทำบุญใหญ่ร่วมกัน จากเส้นใยเล็กๆ ถักทอหลอมรวมเป็นผืน