ท่องเที่ยววัดป่าเลไลยก์วรวิหาร วัดเก่าแก่คู่บ้านคู่เมืองสุพรรณบุรี

ย้อนอดีตถิ่นไทย

อาจารย์อัครพงษ์ ค่ำคูณ อาจารย์ประจำวิทยาลัยนานาชาติปรีดี พนมยงค์ ลูกศิษย์ศาสตราจารย์ชาญวิทย์ เกษตรศิริ หัวหน้าโครงการวิจัยไทย-กัมพูชา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ อาจารย์ศิริพจน์ เหล่ามานะเจริญ นักวิจัย อดีตอาจารย์มหาวิทยาลัยศิลปากรได้รับมอบหมายจาก อาจารย์สุจิตต์ วงษ์เทศ ศิลปินแห่งชาติ ผู้เชี่ยวชาญทางด้านโบราณคดีทำหน้าที่เป็นวิทยากรให้ความรู้กับคณะสื่อมวลชน โดยกรมศิลปากรแบ่งปันความรู้สู่ชุมชนแผนที่ท่องเที่ยวประวัติศาสตร์เมืองสุพรรณบุรี

ความสำคัญของสุพรรณบุรีเมืองยุทธหัตถีที่ได้รับการบันทึกในประวัติศาสตร์ถึง 6 ครั้ง มีฐานะเป็นเมืองหน้าด่านของอยุธยา ยุทธหัตถีครั้งสำคัญระหว่างสมเด็จพระนเรศวรมหาราช กับพระมหาอุปราชาฝ่ายพม่า เมื่อ พ.ศ.2135 ที่ตำบลหนองสาหร่าย ปัจจุบันอยู่ที่อำเภอดอนเจดีย์ และสมเด็จพระนเรศวรมหาราชฯทรงรบชนะ มีการสร้างพระบรมราชานุสรณ์ดอนเจดีย์ไว้ด้วย จังหวัดสุพรรณบุรี ยังเลื่องลือในเรื่องพระเครื่อง มีการค้นพบกรุพระเครื่องในเมืองสุพรรณบุรี พระขุนแผนจากกรุวัดบ้านกร่าง อำเภอศรีประจันต์ พระผงสุพรรณจากกรุวัดพระศรีรัตนมหาธาตุ ในอำเภอเมืองมีชื่อเสียงมากที่สุด ด้วยความเชื่อว่ามีพลังอำนาจทางพุทธคุณ นับเป็นหนึ่งในพระเครื่องเบญจภาคีที่หายากในปัจจุบัน จากการค้นคว้าโบราณวัตถุทางประวัติศาสตร์ เป็นที่เชื่อถือกันว่าสุพรรณบุรี และนครปฐม คือสุวรรณภูมิ หรือสุพรรณภูมิที่กล่าวถึงในประวัติศาสตร์ของไทย และชาวต่างชาติว่าเป็นดินแดนแห่งความมั่งคั่งด้วยเป็นที่ตั้งของอู่ทอง ต่อมาเจ้าเมืองพาผู้คนอพยพหนีโรคระบาดไปสร้างเมืองอยุธยา สุพรรณบุรียังขึ้นชื่อในเรื่องวรรณคดี เรื่อง ขุนช้างขุนแผน นิทานพื้นบ้านแถบเมืองสุพรรณฯ เล่าสู่กันฟันแต่ครั้งรัชกาลสมเด็จพระรามาธิบดีที่ 2 มีการแต่งบทกลอนเสภา กลายเป็นที่เลื่องชื่อ แต่เมื่อกรุงแตก ต้นฉบับเรื่องราวสูญหายไปในบางช่วงบางตอน จึงได้มีการฟื้นฟูกันอีกครั้งในสมัยรัชกาลที่ 2 (ข้อมูลส่วนหนึ่งจากกรมศิลปากร แบ่งปันความรู้สู่ชุมชน-สุพรรณบุรี มาจากไหน? สุจิตต์ วงษ์เทศ และสุพรรณบุรี : นายรอบรู้)

เมืองสุพรรณบุรี อยู่บริเวณที่ราบลุ่มน้ำท่าจีน ตัวเมืองมีคูน้ำ และกำแพงล้อมรอบด้านทิศเหนือ ตะวันตก และทิศใต้ ส่วนทิศตะวันออกใช้แม่น้ำท่าจีนเป็นกำแพงธรรมชาติ มีร่องรอยว่าบริเวณพื้นที่ราบลุ่มทางด้านทิศตะวันออกของแม่น้ำท่าจีน เคยมีคันดินก่ออยู่ด้วย แต่ปัจจุบันได้ถูกทำลายหมดแล้ว กำแพงเมืองสุพรรณบุรีก่อด้วยอิฐ สร้างสมัยต้นอยุธยา มีป้อมอยู่กลางคูน้ำหน้าประตูเมือง 6 ป้อม ร่องรอยหลักฐานทางโบราณคดีแสดงให้เห็นว่าเป็นบ้านเมืองขนาดใหญ่มาแล้วตั้งแต่ช่วง พ.ศ.1800 เก่าก่อนครั้งสถาปนากรุงศรีอยุธยาราว 100 ปี มีฐานะเป็นศูนย์กลางความเจริญของชุมชนบริเวณลุ่มน้ำท่าจีนแทนที่เมืองอู่ทองที่ค่อยๆโรยร้างเมื่อหลัง พ.ศ.1500 เป็นต้นมา

สุพรรณบุรี หมายถึงเมืองที่มีความอุดมสมบูรณ์เสมือนเมืองทอง สุพรรณ แปลว่า ทอง (ทองคำ ทองแดง ทองสัมฤทธิ์) บุรี แปลว่า เมือง ชื่อสุพรรณบุรีมีพัฒนาการที่เปลี่ยนจากสุพรรณภูมิเป็นชื่อรัฐเอกราชมีก่อน 800 ปีมาแล้ว สุพรรณภูมิมีรากเหง้าจากนามสุวรรณภูมิในคัมภีร์โบราณของอินเดียและลังการาว 2,000 ปีมาแล้ว

บริเวณทางเข้าวัดป่าเลไลยก์วรวิหาร มีภาพเรือสำเภาขนาดใหญ่พร้อมข้อความระบุว่าการนำเรือสำเภาเข้าบ้านนั้นตามหลักฮวงจุ้ยและโหราศาสตร์ ถือได้ว่าเป็นการตกแต่งภายในบ้านเพื่อให้เกิดสิริมงคลแก่บ้านและผู้อยู่อาศัยซึ่งมีความเชื่อกันว่าเรือสำเภานั้นจะนำโชคลาภและเงินทองเข้าบ้าน สุจิตต์ วงษ์เทศ ค้นคว้าเรื่องราวที่สำคัญมีบันทึกประวัติศาสตร์ ใน พ.ศ.1500 จีนคิดค้นเข็มทิศแล้วต่อเรือสำเภาขนาดใหญ่ เริ่มออกค้าขายทางทะเลด้วยตนเองอย่างกว้างขวาง สินค้าที่กินระวางบรรทุกสูงสามารถส่งไปยังแดนไกลได้มากขึ้น ในดินแดนไทยซึ่งเคยเป็นผู้ผลิตของป่าสำคัญแห่งหนึ่งมาก่อนสามารถป้อนของป่าแก่การค้าทางทะเลได้หลากหลายชนิดมากขึ้น โดยเฉพาะสินค้าที่กินระวางบรรทุก ไม้ฝาง หนังสัตว์ อาหาร ผลเร่ว บ้านเมืองที่อยู่ใกล้ทะเลมีการปรับตัวเพื่อตอบสนองความต้องการของตลาดที่มีจีนและสำเภาจีนเริ่มมีบทบาท ส่งผลให้อู่ทองลดความสำคัญลงเกิดเป็นศูนย์กลางแห่งใหม่บริเวณแม่น้ำท่าจีน

วัดป่าเลไลยก์วรวิหาร วัดเก่าแก่คู่บ้านคู่เมืองที่ประดิษฐานองค์หลวงพ่อโตขึ้นชื่อลือนามของชาวสุพรรณบุรีและชาวบ้านใกล้เคียงให้ความเคารพนับถือ สันนิษฐานกันว่า พระเจ้าสุวรรณราชาสมัยอู่ทอง โปรดฯให้สร้างหลวงพ่อโตวัดป่าเลไลยก์ฯ ตั้งแต่ พ.ศ.1369 พระพุทธรูปองค์นี้มีพุทธลักษณะที่ควรกำหนดอายุได้อยู่ในช่วงระหว่าง พ.ศ.1800-1900ประดิษฐานไว้ที่เมืองพันธุมบุรี แต่เดิมสร้างเป็นพระพุทธรูปปางปฐมเทศนาประทับนั่งห้อยพระบาท มีรูปกวางหมอบและธรรมจักรด้วย แต่เนื่องจากประดิษฐานพระพุทธรูปไว้กลางแจ้ง ต่อมาองค์พระชำรุดทรุดโทรม พระกรหักพังลงมาได้รับความเสียหาย เมื่อมีการบูรณะ ทำให้รายละเอียดองค์พระเปลี่ยนแปลงไปจากเดิม ปรับแก้พระพุทธลักษณะให้เป็นพระพุทธรูปปางป่าเลไลยก์(ปาลิไลยก์) ด้านหน้าองค์พระมีปูนปั้นรูปลิงถวายรวงผึ้งและช้างหมอบถวายกระบอกน้ำอันเป็นลักษณะของพระพุทธรูปปางป่าเลไลยก์

อาจารย์อัครพงษ์ ค่ำคูณ และ อาจารย์ศิริพจน์ เหล่ามานะเจริญ นักวิจัยช่วยกันให้ข้อมูลด้วยว่าเป็นเพราะการกระจายตัวทางเครือญาติด้านวัฒนธรรม กลุ่มที่นำพระพุทธรูปจากยุโรป ด้วยการนั่งเก้าอี้แบบฝรั่งเป็นกลุ่มทวารวดีจะพบตามวัดและโบราณสถานสำคัญหลายแห่ง วัดหน้าพระเมรุ จังหวัดพระนครศรีอยุธยา วัดพระปฐมเจดีย์ เป็นแบบทวารวดี หลวงพ่อโตซำปอกงแห่งวัดพนัญเชิง จังหวัดพระนครศรีอยุธยา พระพุทธรูปหลวงพ่อโตที่วัดป่าเลไลยก์องค์ใหญ่ที่สุด ในสมัยนั้นมีความเชื่อศรัทธาในการสร้างพระพุทธรูปองค์ใหญ่มากๆ เน้นการสร้างพระพุทธรูปห้อยพระบาทคือการแสดงธรรมการประกาศพระศาสนา Installationหมายความว่าเป็นการสถาปนาประดิษฐานพระพุทธศาสนาของพระพุทธเจ้า

ด้วยแรงแห่งความศรัทธาในการสร้างพระพุทธรูปองค์ใหญ่เป็นการแสดงแสนยานุภาพแสดงความร่ำรวยทางด้านวัฒนธรรม เศรษฐกิจดีมีเครือข่ายทางด้านการค้าสังคมร่ำรวยได้ต้องมีระบบการผลิตเพื่อแลกเปลี่ยนทางด้านการค้าขาย สมัยนั้นสุพรรณบุรีมีการขายของป่า ช้างต้น คนสุพรรณมีอาชีพจับช้างมาตามเส้นทางป่าห้วยขาแข้งอุทัยธานี ชัยนาท แล้วลงมาที่สุพรรณบุรี ในสมัยอยุธยาลงมาจนถึงสมัยรัชกาลที่ 5 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ ราชการได้อนุรักษ์สัตว์ป่าหลายชนิดไว้เป็นฝูงๆ โขลงช้างทั่วพระราชอาณาเขต มีกรมพระคชบาลหรือกรมช้างมีหน้าที่ติดตามโขลงช้างเข้าไปในป่าทุกแห่ง คอยดูแลความเป็นไปของโขลงช้างมิให้มีอันตราย ทำบัญชีว่ามีช้างพลายกี่เชือก ช้างพังกี่เชือก เมื่อมีพระราชดำรัสถามถึงโขลงช้าง เจ้าหน้าที่กรมพระคชบาลมีข้อมูลถูกต้องที่จะกราบบังคมทูลได้ทุกเมื่อ ขณะเดียวกันยังมีฝูงควายที่ทางราชการอนุรักษ์ไว้แถบจังหวัดสุพรรณบุรีและกาญจนบุรี โขลงช้างที่อนุรักษ์ไว้เพื่อคล้องเอามาใช้ในราชการสงคราม กรมช้างต้นดูแลเพื่อฝึกช้างทางราชการให้ออกทัพจับศึกทำหน้าที่รบได้ ส่วนช้างนอกนั้นทางราชการจะจับมาแล้วจำหน่ายจ่ายแจกให้แก่บุคคลเพื่อใช้เป็นพาหนะส่วนตัว หรือใช้ในการขนส่งสินค้ารวมถึงการลากไม้ และงานอื่นๆที่ต้องใช้แรงช้างของราษฎรโดยทั่วไป

ฝูงควายแถวเมืองสุพรรณ กาญจนบุรีเป็นควายป่า ทางราชการติดตามดูแลคอยอนุรักษ์ไว้เพื่อเป็นประโยชน์ทางเศรษฐกิจ ยามใดเมื่อราษฎรไม่มีควายไถนา ทางราชการจับควายป่าที่ราชการดูแลนั้นนำมาฝึกแล้วแจกให้ราษฎรได้ใช้งานได้นอกจากนี้ยังมีฝูงวัวซึ่งราชการบ้านเมืองต้องคอยดูแลถือเป็นกรรมสิทธิ์ของทหาร

อาจารย์อัครพงษ์ ค่ำคูณ เล่าว่าดินแดนสุพรรณบุรีมีทั้งควาย ช้าง คนส่วนใหญ่จึงมีอาชีพค้าควาย ค้าช้าง สมเด็จฯกรมพระยาดำรงราชานุภาพ รับสั่งว่าคนไทยมีความรักในอิสรภาพเป็นอย่างสูง เราไม่อยากเป็นทาสใคร ต่อสู้เพื่อให้ได้รับอิสรภาพมาโดยตลอด มีความอหิงสาอดทนไม่อยากจะไปทะเลาะกับใครจะเห็นได้จากเนื้อเพลงชาติไทย ขณะเดียวกันคนไทยใช้วิธีการแทรกซึมแทนที่จะใช้ระบบการต่อสู้กับเขา ใช้วิธีการแต่งงานแทนที่จะเอาชนะกันด้วยสงคราม ประวัติศาสตร์ที่สุพรรณนั้นมีปัญหากับเขมรซึ่งก็คือลพบุรีมาโดยตลอด แต่ในที่สุดก็กลับมาร่วมมือกันช่วยกันสร้างอยุธยาได้ เพราะพระเจ้าอู่ทองมาได้มเหสีเป็นชาวสุพรรณบุรี และได้มเหสีอีกคนเป็นชาวลพบุรี ต้นตอความเป็นไทยนั้นอยู่ที่อยุธยา แต่ขณะเดีวกันคนไทยก็ซึมซาบเข้าไปในวัฒนธรรมมอญ วัฒนธรรมเขมร คนไทยมีบทบาทเข้าไปเกี่ยวข้องหลากหลายทางวัฒนธรรมในช่วงศตวรรษที่ 15-16 จึงเรียกกันว่าเป็นยุคกำเนิดอยุธยา สุพรรณบุรี

หลวงพ่อโตหรือหลวงพ่อวัดป่าเป็นพระพุทธรูปก่ออิฐถือปูนประทับห้อยพระบาทสูง 23 เมตร พระพักตร์ใบหน้าแบบอู่ทองเกี่ยวข้องกับเขมรในยุคหลังพระเจ้าไชยวรมันที่ 7 พระหัตถ์ซ้ายวางคว่ำบนพระชานุซ้าย พระหัตถ์ซ้ายพันด้วยผ้าคล้ายกับผ้ากอซพาสเตอร์ พระหัตถ์ขวาวางหงายบนพระชานุขวา ประดิษฐานอยู่ในวิหาร ทั้งนี้มีการบูรณะพระพุทธรูปทุกร้อยปี

อาจารย์ศิริพจน์ เหล่ามานะเจริญ ให้ข้อคิดว่าการสร้างพระพุทธรูปแบบOversizeที่องค์ใหญ่มากๆนี้จะเห็นได้ว่าวัฒนธรรมจีนจะสร้างพระพุทธรูปองค์ใหญ่มากเกี่ยวข้องกับเจ้าพ่อซำปอกงทางด้านการค้า จังหวัดสุพรรณบุรี เป็นแหล่งค้าช้าง ค้าควาย มีหลักฐานทางอินเดียให้เห็นพระพุทธรูปแบบอินเดียจะเคลื่อนย้ายได้ไม่สร้างแบบองค์ใหญ่เกินไป ส่วนใหญ่จะเรียกพระรัตนตรัยหรือพระรัตนนายกคือ แก้ว 3 ประการ

ตำนานพระพุทธรูปปางป่าเลไลยก์เล่าสู่กันฟังว่า ในสมัยพุทธกาลในขณะที่พระพุทธเจ้าประทับอยู่ที่เมืองโกสัมพี มีเหตุภิกษุสงฆ์ทะเลาะกันพระพุทธองค์พยายามห้ามปรามแต่ไม่บังเกิดผลเพราะไม่มีใครยอมฟัง ด้วยเหตุนี้พระองค์ทรงรู้สึกระอาพระทัย "พระพุทธเจ้าทรงคว่ำบาตรเสด็จออกไปอยู่ป่าเลไลยก์ ทะเลาะกันมากไม่อยากอยู่ต้องไปอยู่ไกลๆ ภิกษุสงฆ์ส่งตัวแทนมาอาราธนาพระองค์ท่านก็ไม่ยอมเสด็จกลับ คนที่เกิดวันพุธกลางคืนเป็นพระพุทธรูปปางป่าเลไลยก์เป็นเครื่องเตือนใจว่าอย่าทะเลาะกัน ผู้ใหญ่จะบอยคอตด้วยการไม่รับบิณฑบาตจากมนุษย์" เสด็จไปประทับอยู่ตามลำพังภายในป่าแห่งหนึ่งคือป่าปาลิเลยยกะซึ่งเป็นที่อยู่อาศัยของช้างตัวหนึ่งที่ชื่อปาลิไลยก์ ช้างมาเฝ้าปรนนิบัติและถวายการดูแลพระพุทธองค์ ฝ่ายลิงเมื่อเห็นช้างปฏิบัติเช่นนั้นก็เกิดกุศลจิตออกหารวงผึ้งนำมาถวายพระพุทธองค์ด้วย ในเวลาต่อมาพระภิกษุสงฆ์ที่ทะเลาะกันเกิดความสำนึก จึงพร้อมใจกันเข้าไปกราบขอขมาต่อพระพุทธองค์ ด้วยการเชิญพระอานนท์เป็นผู้นำไป พระพุทธองค์ทรงแสดงธรรมแก่หมู่ภิกษุให้เห็นถึงโทษของการทะเลาะวิวาทพร้อมยังชี้ให้เห็นผลดีของความสามัคคี

ในเวลาต่อมาช้างและลิงไปเกิดบนสรวงสวรรค์ ช้างมีนามว่า ปาลิไลยกเทพบุตร ลิงมีนามว่า มักกฏเทพบุตร พุทธศาสนิกชนร่วมกันสร้างพระพุทธรูปปางหนึ่งขึ้นเรียกว่า ปางปาลิไลยก์หรือปางป่าเลไลยก์ พระพุทธรูปปางนี้อยู่ในอิริยาบถประทับห้อยพระบาท มีลิงนั่งถวายรวงผึ้งและช้างหมอบถวายกระบอกน้ำอยู่แทบพระบาท ทั้งลิง และช้างอยู่ด้านหน้าประตูวิหาร

หลวงพ่อโตวัดป่าเลไลยก์พระพุทธรูปคู่บ้านคู่เมือง ชาวสุพรรณฯให้ความเคารพนับถือ ชาวสุพรรณบุรีและนักท่องเที่ยวมาจากทั่วทุกสารทิศนับถือองค์หลวงพ่อโตเป็นอย่างมากถึงกับมีคำกล่าวกันว่า "หากไม่ได้ไหว้หลวงพ่อวัดป่าถือว่ายังไม่มาถึงสุพรรณฯ ใครที่มาไหว้มีคดีในโรงในศาลก็พลอยได้รับอานิสงส์ก็จะดีขึ้นการทำมาหากินคล่องตัวดี สามีภริยาทะเลาะกันเมื่อเข้ามากราบไหว้แล้วก็จะราบรื่นมากขึ้นเป็นเรื่องของตำนานความเชื่อ" ทั้งนี้วัดป่าเลไลยก์มีวิหารขนาดใหญ่ ประตูทางเข้าวิหารมีสามบานแกะสลักเป็นลายเดียวกัน ประตูบานกลางมีขนาดใหญ่ที่สุด และมีเครื่องหมายประจำพระองค์รัชกาลที่ 4 ภายในบริเวณวัดยังมีการจำลองเรือนขุนช้างให้เข้าชมด้วย บริเวณด้านหน้าประตูซ้ายมีรูปปั้นขุนแผน ประตูขวามีรูปปั้นนางพิมพิลาไลย ซึ่งเป็นตัวละครเอกในวรรณคดีไทยเรื่อง ขุนช้างขุนแผน ภายในวัดมีจิตรกรรมภาพเล่าเรื่องขุนช้างขุนแผนได้อย่างสวยงามเป็นดำริของพระธรรมมหาวีรานุวัติ เจ้าคณะสุพรรณ จิตรกรวาดรูปฉลอง จินดาอินโต เมืองสิงห์ จันทร์ฉาย สุชาติ ชะยูเคม โชติรัตน์ โชติโรจน์

เมื่อมีพระสงฆ์จำพรรษาอยู่ที่วัดป่าเลไลยก์ ก็มีการบูรณปฏิสังขรณ์เรื่อยมา โดยวิหารซึ่งเป็นที่ประดิษฐานหลวงพ่อโตนั้น สมเด็จพระเพทราชากษัตริย์ ราชวงศ์บ้านพลูหลวง โปรดให้พระยาสีหราชเดโชไชย สร้างขึ้นในสมัยกรุงรัตนโกสินทร์ วัดป่าเลไลยก์ฯทรุดโทรม พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯให้พระยานิกรบดินทร์ทำการบูรณะองค์หลวงพ่อโตและสร้างพระพุทธรูปขึ้นอีกสององค์ รวมถึงการตกแต่งหน้าบันวิหารด้วยเครื่องหมายประจำพระองค์รัชกาลที่ 4 ต่อมาวัดป่าเลไลยก์ฯได้รับการยกฐานะขึ้นเป็นพระอารามหลวงชั้นตรี เมื่อวันที่ 21 เมษายน 2462 ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว และมีการบูรณปฏิสังขรณ์ครั้งล่าสุดในช่วง พ.ศ.2538-2540

อาจารย์อัครพงษ์ ค่ำคูณ นำคณะสื่อมวลชนเดินไปชมบริเวณด้านหลังของโบสถ์ปรากฏหินก้อนใหญ่มาก สันนิษฐานว่าเดิมเป็นพระพุทธรูปแบบพิมายปางพระนาคปรกสมัยบายนหลัง พ.ศ.1800 แต่แตกเป็นก้อนหินก้อนเล็กก้อนน้อยกลายเป็นหินเสี่ยงทายเป็นที่สักการะของผู้มีจิตศรัทธาเป็นอย่างยิ่ง ใครไปใครมาจะต้องมายกมือไหว้อธิษฐานของสิ่งศักดิ์สิทธิ์จากพระนาคปรกซึ่งดูไม่ออกแล้วว่าเป็นพระนาคปรกแต่อย่างใด

"หินเสี่ยงทายแตกหักจริงๆแล้วมาจากหินชิ้นเดียวกัน หรือเป็นพระพุทธรูปทั้งองค์ คนสมัยก่อนถือว่าก้อนหินเป็นยาสกัดขาวเป็นส่วนผสมของยา พระผงเป็นองค์สำคัญมากที่ยังหลงเหลืออยู่ พระพุทธรูปนาคปรก ขวาทับซ้ายดูด้านหลังเป็นขนดนาคหายไปเยอะ" อาจารย์ศิริพจน์ตั้งข้อสังเกตด้วยว่าแต่เดิมบริเวณนี้มีพระพุทธรูปปางพระนาคปรกองค์ใหญ่สร้างอยู่วางเรียงราย มีกำแพงระเบียงคดล้อมรอบ ตอนนี้เหลือเพียงเท่านี้ถึงกระนั้นนักท่องเที่ยวจากสุพรรณบุรีและจังหวัดใกล้เคียงเมื่อมาถึงก็ตั้งจิตอธิษฐานพร้อมกับจุดธูปเทียนบูชาพลางยกหินเสี่ยงทายขอให้ได้ดังประสงค์