หาเช้า กินค่ำ ที่ร้านถูกใจ

คิดเห็นประเด็นข่าว

คนรุ่นเสื่อผืนหมอนใบใช้คาถา สร้างเนื้อสร้างตัว เกือบจะคล้ายคลึงกันว่า "อย่านอนตื่นสาย..อย่าอายทำกิน....อย่าหมิ่นเงินน้อย...อย่าคอยวาสนา" แต่ในยุคไอแพด ที่ผู้คนใจเร็วด่วนได้เลือกหนทางรวยลัดไล่ล่าหาความสำเร็จชั่วข้ามคืน ชีวิตจึงพร้อมที่จะเผชิญหน้ากับความเสี่ยงได้ทุกรูปแบบเพียงเพื่อแลกกับ เงินตรา

ผลการศึกษาพบว่าความสำเร็จในหน้าที่การงานของมนุษย์มีความสัมพันธ์อย่างลึกซึ้งกับการนอน โดยบรรดามหาเศรษฐี ซีอีโอ และผู้นำระดับโลกจำนวนมากต่างยืนยันเป็นเสียเดียวกันว่า พวกเขามีเวลานอนเพียงวันละ 4 ชั่วโมงเท่านั้น และมักตื่นแต่เช้ามึดแบบไม่ต้องพึ่งนาฬิกาปลุกแต่อย่างใด อินทรา นูยี ซีอีโอหญิงคนเก่งของเป๊ปซี่โค นอนวันละ 4 ชั่วโมงโดยเข้านอนดึกและตื่นเช้าเพื่อออกวิ่งจ๊อกกิ้งทุกวัน แบบเดียวกับบรรดาเจ้าสัวตระกูลใหญ่ของเมืองไทย

แต่ในเคล็ดลับของความสำเร็จเหล่านี้ก็ยังมีเกร็ดเล็กเกร็ดน้อยของยอดคนดังอย่างศิลปินเอก ลีโอนาร์โด ดาวินชี นักประดิษฐ์ชื่อก้องโลก โทมัส อัลวา เอดิสัน เซอร์วินสตัน เชอร์ชิลล์ อดีตนายกรัฐมนตรีอังกฤษในสมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 จอห์น เอฟ.เคนเนดี้ ประธานาธิบดีคนที่ 35 ของสหรัฐอเมริกา ล้วนมีนิสัยตรงกันคือการงีบหลับกลางวันโดยมีความเชื่ออยู่บนสันนิษฐานที่ว่า การได้งีบสักตื่นในช่วงบ่ายจะช่วยชาร์ตแบตเติมพลังให้กระปรี้กระเปร่า ทำให้สมองปลอดโปร่งโล่งสบาย ไม่รู้สึกอ่อนเพลีย และบ้างถึงกับตั้งเป็นตำรับเฉพาะตัวว่า ถ้าอยากรวยอยากประสบความสำเร็จ..ต้องงีบกลางวัน นักงีบขั้นเทพอย่าง ดาวินชีจะงีบ 20 นาที ทุกๆ 4 ชั่วโมง ขณะที่เอดิสันใช้สูตรงีบกลางวันทุก2-3ชั่วโมง แถมยังมีความสามารถพิเศษในการปิดสวิทช์ตัวเองได้ทุกที่ทุกเวลา โดยมีมุมโปรดสุดๆคือ บนโต๊ะเขียนแบบและตู้เสื้อผ้า

สำหรับมนุษย์เงินเดือนอย่างเราเรานอกจากจะนอนไม่เต็มอิ่ม งีบกลางวันไม่ได้ หลายคนยังอยู่ในสภาพ ชักหน้าไม่ถึงหลัง จนรัฐบาลต้องประกาศขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำเป็นวันละ 300 บาทต่อวันมีผลนำร่องใน 7 จังหวัดตั้งแต่ 1 เมษายน ที่ผ่านมาก่อนถึงวันแรงงานแห่งชาติ 1 พฤษภาคมนี้ โดยได้รับการยืนยันจาก วัชรี วิมุกตายน อธิบดีกรมการค้าภายในว่า ต้นทุนค่าแรงมีสัดส่วนอยู่ในโครงการการผลิตสินค้าเพียงร้อยละ 1-5 เท่านั้น และสินค้าที่มีผลกระทบส่วนใหญ่เป็นกลุ่มที่ต้องใช้แรงงานผลิตจำนวนมาก เช่น เครื่องแบบนักเรียน เยื่อกระดาษ ไม้อัดสลับชั้น ส่วนสินค้าอื่นๆโครงสร้างต้นทุนการผลิตสินค้าจะอยู่ที่ต้นทุนวัตถุดิบเป็นหลัก ดังนั้น สินค้าในภาพรวมจึงไม่น่าจะได้รับผลกระทบจากการขึ้นค่าแรงมากนัก แต่ในทางกลับกันจะช่วยเพิ่มกำลังซื้อของประชาชนและ ทำให้มีการจับจ่ายใช้สอยมากขึ้น

ส่วนปัญหาค่าครองชีพของประชาชนนั้นพบว่า ปัจจุบันมาตรฐานค่าครองชีพสูงขึ้นตามการเจริญเติบโตของเศรษฐกิจไทย โดยค่าใช้จ่ายส่วนใหญ่ร้อยละ 60 ของค่าใช้จ่ายครัวเรือนเป็นการบริโภคสินค้าและบริการ ได้แก่ ค่าน้ำมันเชื้อเพลิง ค่าเช่าบ้าน ค่าโทรศัพท์ ค่าเครื่องนุ่งห่ม ซึ่งสูงขึ้นตามกลไกตลาด

อย่างไรก็ตามเพื่อเป็นการแบ่งเบาภาระค่าครองชีพของประชาชน รัฐบาลได้ประกาศโครงการลดค่าครองชีพไทยช่วยไทย โครงการโชห่วยช่วยชาติ "ร้านถูกใจ" และ ร้านค้าธงฟ้า จำหน่ายอาหารราคาถูก ทุ่มงบประมาณ 1,320 ล้านบาทสำหรับให้การสนับสนุนร้านโชห่วยรวมทั้งร้านอาหารธงฟ้าจำนวน 1 หมื่นแห่งทั่วประเทศ แบ่งเป็น 2 ระยะ คือระยะแรก ในช่วงเดือนเมษายน 2555 ในเขต กทม.ปริมณฑลและจังหวัดใหญ่ 15 จังหวัด รวม 2,000 แห่งและระยะที่ 2 เริ่มในเดือนพฤษภาคม 2555 ในทุกจังหวัดอีก 8,000 แห่ง

ตามเกณฑ์ที่วางไว้ ร้าน ถูกใจ ตามโครงการ โชห่วยช่วยชาติจะจำหน่ายสินค้าที่จำเป็น 20 รายการ ได้แก่ ข้าวสาร ไข่ไก่ น้ำมันพืช น้ำตาลทราย ผงชูรส น้ำปลา ปลากระป๋อง บะหมี่กี่งสำเร็จรูป นมยูเอชที ซอสปรุงรส เนื้อหมู เนื้อไก่ สบู่ ยาสีฟัน แชมพู ผงซักฟอก แป้งผงโรยตัว น้ำยาล้างจาน ผ้าอนามัย ยากำจัดยุงและแมลง โดยจะมีการหมุนเวียนเปลี่ยนแปลงสินค้าตามความจำเป็นและการเคลื่อนไหวของราคาสินค้าแต่ละชนิด และตามสภาวะเศรษฐกิจ ในราคาที่ต่ำกว่าท้องตลาดประมาณร้อยละ 20 โดยจัดทำสินค้าภายใต้แบรนด์ "ร้านถูกใจ" จำหน่ายให้แก่ประชาชนในชุมชนด้วยราคาถูก ซึ่งตามรายงานของกระทรวงพาณิชย์ ระบุว่าโครงการนี้จะช่วยให้ประชาชนประมาณ 10 ล้านคน สามารถซื้อสินค้าในราคาต่ำกว่าท้องตลาดประมาณร้อยละ 20 หรือในภาพรวมคาดว่าจะสามารถลดภาระค่าใช้จ่ายประมาณ 3.6 หมื่นล้านบาท เพิ่มความสามารถในการจับจ่ายใช้สอย ซึ่งจะช่วยให้เกิดการหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจเพิ่มขึ้น และมีผลต่อการเพิ่มจีดีพีด้วย

ในส่วนของคนหาเช้ากินค่ำที่เป็นสตรี จากเวทีการเสวนา องค์กรแรงงานหญิงต้นแบบ อดีตถึงปัจจุบันซึ่งจัดโดยมูลนิธิหญิงชายก้าวไกลร่วมกับสมาคมส่งเสริมสิทธิชุมชนเพื่อการพัฒนาโดย อรุณี ศรีโต อดีตผู้นำแรงงานสิ่งทอไทยเกรียง สุนีย์ ไชยรส กรรมการปฎิรูปกฎหมาย และอดีตกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งขาติ ทวีป กาญจนวงศ์ ผู้นำแรงงานอาวุโส และ จะเด็ด เชาวน์วิไล ผู้จัดการมูลนิธิหญิงชายก้าวไกล สะท้อนมุมมองของการต่อสู้ซึ่งผ่านมา 30 ปีแล้วเพื่อเรียกร้องสวัสดิการและค่าแรงของแรงงานสตรีซึ่งปรากฏว่าผู้หญิงเป็นกลุ่มแรงงานกลุ่มแรกๆที่กล้าลุกขึ้นมาปกป้องสิทธิของตนเองจากผู้ประกอบการจนกลายเป็นแบบอย่างให้กับชนชั้นแรงงานในรุ่นต่อมา

แรงงานหญิงนักสู้อย่างคุณอรุณี กล่าวว่า อยากให้แรงงานหญิงรู้จักการคิดเป็น วิเคราะห์เป็น เพื่อจะได้ไม่ตกเป็นเหยื่อของนายจ้างหรือผู้ที่คิดร้ายต่อผู้หญิงโดยได้ยกตัวอย่าง กองทุนพัฒนาสตรีของรัฐบาลชุดปัจจุบันที่กำลังรณรงค์กันอยู่ในขณะนี้ว่าไม่อยากให้ผู้หญิงในชุมชนมองว่าเป็นเงินฟรี แต่อยากให้มองว่าเป็นเงินภาษีชองพวกเราทุกคน การจะทำให้เงินก้อนนี้อยู่อย่างยั่งยืนก็ด้วยผู้หญิงทุกคนในชุมชนต้องร่วมกันคิดว่าจะนำเงินนี้ไปสร้างรายได้ให้งอกเงยได้อย่างไร และต้องช่วยกันทำงานเป็นทีมด้วย สิ่งสำคัญที่จะสร้างมูลค่าให้กับแรงงานหญิงก็คือ ผู้หญิงจะต้องมีกระบวนการคิดเป็น วิเคราะห์เป็น มีความคิดสร้างสรรค์ ไม่เห็นแก่ตัว โดยมีองค์กรพื้นฐาน เช่น ครอบครัว สังคม สิ่งแวดล้อมเป็นตัวหล่อหลอมให้เกิดกระบวนการเหล่านี้

แต่คงปฏิเสธไมได้ว่า ผลกระทบจากนโยบายขึ้นค่าแรงงานขั้นต่ำ 300 บาท อาจนำมาซึ่งค่าครองชีพและราคาข้าวของที่แพงขึ้น ตลอดจนจะทำอย่างไรให้ผู้ใช้แรงงานมีหลักประกันว่าจะไม่ถูกเลิกจ้างหลังจากค่าแรงปรับขึ้นแล้ว ขณะที่เงินเดือนข้าราชการปริญญาตรีแรกเข้าที่ถูกอัพเกรดให้เริ่มต้นที่ 15,000 บาท ก็ทำให้เอสเอ็มอีขนาดกลางและขนาดย่อมต้องปรับตัวตามโดยมิอาจหลีกเลี่ยงได้ นั่นหมายความว่าต้นทุนการผลิตชองผู้ประกอบการจะสูงขึ้นจนอาจต้องหันมากวดขันและกดดันแรงงานให้ยกระดับคุณภาพตามค่าแรงที่สูงขึ้นก็เป็นได้

สุขสันต์ วันเมย์เดย์ ...โลกนี้ไม่มีใครได้อะไรฟรีฟรี นะจ๊ะ.. ขอบอก

ขอให้ยืนหยัดอยู่คู่กับแรงงานไทยได้อย่างทระนง