เปิดประตูสู่ ชางงี

วิถีไทย-วิถีอาเซียน

ปัจจุบันคนไทยอาจนึกภาพหนองงูเห่าที่ถูกแทนที่ด้วยสนามบินสุวรรณภูมิไม่ออก เช่นเดียวกับคนสิงคโปร์ที่จะนึกภาพของ POW CAMP หรือค่ายกักกันนักโทษที่กองทัพญี่ปุ่นมาตั้งไว้ราวต้น ค.ศ.1942 เพื่อส่งไปทำงานสร้างสะพานแม่น้ำแควในประเทศไทย ก่อนจะกลายเป็นสนามบินชางงี ซึ่งเพิ่งจะได้รับการโหวตอีกวาระให้เป็นสนามบินที่ทันสมัยที่สุดแห่งหนึ่งของโลก

Changi เคยเป็นหมู่บ้านแสนสงบของสิงคโปร์ ผู้ที่จะดั้นด้นไปยังหมู่บ้านแห่งนี้มีเป้าหมายเพียงการไปถึงชายหาดฝั่งตะวันออกที่ไกลสุดกู่ ดินแดนแห่งนี้เคยเป็นที่ตั้งแค้มป์ของกองทัพญี่ปุ่น ซึ่งขึ้นชื่อในด้านสถานกักกันนักโทษ ที่มีนักโทษจำนวนมากถูกส่งไปทำงานสร้างสะพานข้ามแม่น้ำแควในประเทศไทย สำหรับชางงี มันจึงเป็นฝันร้ายของความยากลำบากอย่างแสนสาหัส ปรากฏชื่อในนวนิยายเรื่อง King Rat ของ เจมส์ คลาเวล ปัจจุบันคุกชางงียังคงมีอยู่ จากประจักษ์พยาน คือโรงสวดสำหรับนักโทษ และพิพิธภัณฑ์ซึ่งเปิดให้นักท่องเที่ยวผู้สนใจเข้าชม

ปัจจุบันนักท่องเที่ยวนับล้านได้สัมผัสกับภาพของสิงคโปร์ ในขณะที่พวกเขาเดินทางจากสนามบินชางงีเข้าสู่ตัวเมืองโดยใช้เส้นทางเลียบฝั่งตะวันออกอันเขียวชอุ่ม ซึ่งมีผู้เปรียบว่าบริเวณนี้ คือ ริเวียร่าของสิงคโปร์ เพราะเต็มไปด้วยวิวต้นมะพร้าว และหาดทรายสีขาวสะอาดตา ควบคู่ไปกับคอนโดมีเนียมหรูราคาแพง ในวันหยุดสุดสัปดาห์จะคลาคล่ำไปด้วยชาวสิงคโปร์ที่พากันมาพักผ่อนริมชายหาด หาดชางงีเป็นหาดสั้นๆ แต่ได้ชื่องดงามสามารถมองวิวข้ามไปถึงฝั่งมาเลเซีย และเกาะ Pulau Tekong ซึ่งเป็นเขตพื้นที่สำหรับฝึกทหารสิงคโปร์ มีบริการเรือเฟอร์รี่ไปยังเกาะต่างๆ ห่างออกไปทางฝั่งตะวันออกเฉียงเหนือ เป็นสวน Pasir Ris ครอบคลุมพื้นที่ที่เป็นป่าโกงกาง ทำให้มีนกทะเลจำนวนมากอพยพมาหากินและสร้างรัง

สนามบินสิงคโปร์ ชางงี เริ่มต้นในระยะแรกด้วยวิสัยทัศน์ของการเป็นท่าอากาศยานที่สามารถรองรับผู้โดยสารได้ถึง24ล้านคนต่อปี และมีเที่ยวบินมากกว่า1,900 เที่ยวต่อสัปดาห์ จึงเป็นท่าอากาศยานเดียวในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกที่มีศักยภาพในการรองรับผู้โดยสารในระดับชาติ ในช่วงเปิดดำเนินการมีเทอร์มินอล 2 เทอร์มินอล ที่สามารถรองรับผู้โดยสารได้แห่งละ5,000 คนต่อชั่วโมง ในช่วงเวลาเร่งด่วน สิงคโปร์ได้เตรียมความพร้อมในการอำนวยความสะดวกสบายแก่นักท่องเที่ยว ด้วยการอ่านใจคนทั้งโลกที่ต้องเสียเวลากับการรอคอยที่สนามบินอย่างน่าเบื่อหน่าย สนามบินชางงี จึงถูกออกแบบให้รองรับความสะดวกสบายขั้นสูงสุด จนไม่ต่างไปจากเมืองที่ตั้งซ้อนอยู่ในเมือง ช่องผู้โดยสารขาออกและขาเข้า มีเครื่องหมายบอกทางไว้อย่างชัดเจน มีระบบขนส่งสัมภาระจัดแยกกระเป๋าได้สูงถึง 10,700 ใบต่อชั่วโมง ผู้โดยสารที่เดินทางไป-กลับ ระหว่างเทอร์มินอลให้บริการด้วยรถไฟฟ้าความเร็วสูง หรือ ชางงี สกายเทรน เป็นระบบขนส่งแห่งแรกในโลกตะวันออกที่สามารถขนส่งผู้โดยสารระหว่างเทอร์มินอลได้ภายในเวลาเพียง 1 นาที เมื่อเทียบกับเวลาที่ต้องสูญเสียไปจากการเดินถึง 15 นาที

ความเป็นเมืองศูนย์กลางแห่งธุรกิจของสิงคโปร์นั้น เปิดฉากตั้งแต่นักท่องเที่ยวมาถึงสนามบินแห่งนี้ ซึ่งจะมีบริการโทรศัพท์สายตรงเชื่อมโยงระหว่างนักท่องเที่ยวกับโอเปอเรตอร์ในประเทศของเขา หรืออาจจะหมุนโทรศัพท์สายตรงไปยังจุดหมายปลายทางที่ต้องการในต่างประเทศได้ถึงประมาณ 200 แห่งโดยการใช้บัตรเครดิตสำหรับผู้โดยสารนักธุรกิจ ในปีแรกที่ชางงีเปิดบริการก็มีศูนย์ธุรกิจเกิดขึ้นเป็นแห่งแรกของท่าอากาศยานในเอเชียแล้ว สามารถให้บริการติดต่อทางธุรกิจและบริการด้านเลขานุการได้อย่างดี และเพื่อให้สมกับเป็นเมืองแห่งสวรรค์ของนักช็อปปิ้งระดับโลก นักท่องเที่ยวจึงสามารถจับจ่ายซื้อสินค้าได้อย่างเพลิดเพลิน เพราะมีร้านเป็นร้อยให้เดินเข้าเดินออกถ่ายเทเงินในกระเป๋าโดยราคาสินค้าจะถูกควบคุมโดยองค์การการบินแห่งสิงคโปร์ การันตีให้นักท่องเที่ยวเชื่อมั่นได้ว่าจะได้สินค้ามีคุณภาพและราคาไม่แพงติดไม้ติดมือกลับไปฝากคนทางบ้าน

สนามบินชางงี มีภัตตาคารให้เลือกรับประทานอาหารได้หลากหลาย เพียบพร้อมด้วยสิ่งอำนวยความสะดวกในการบริการและเงินตรา บริการธนาคาร บริการไปรษณีย์ ร้านถ่ายรูป ร้านเสริมสวย โรงภาพยนตร์ ซูเปอร์มาร์เก็ต ห้องน้ำทางลาด และลิฟต์สำหรับผู้มีร่างกายไม่ปกติ ปัจจุบันยังตกแต่งต้นไม้ให้ความรู้สึกใกล้ชิดกับธรรมชาติอันเป็นสิ่งที่คนสิงคโปร์และทั้งโลกถวิลหา

ไม่น่าแปลกใจที่นิตยสารชื่อดังของอังกฤษ Business Traveller จะลงมติเป็นเอกฉันท์ให้ท่าอากาศยานชางงี เป็นท่าอากาศยานที่ดีที่สุดในโลกติดต่อกันทุกปี นับจาก ค.ศ.1990 นอกจากสิ่งอำนวยความสะดวกที่ทำให้เวลาที่สูญเปล่าจากการรอคอยที่สนามบินกลายเป็นเรื่องที่ไร้ความหมาย นักท่องเที่ยวยังสามารถเดินทางจากสนามบินไปสู่โรงแรมได้ภายในเวลา 20 นาทีหลังจากเครื่องบินลงจอด มีบริการขนส่งกระเป๋าเดินทางที่รวดเร็ว และบริการรถแท็กซี่ที่มากพอรออยู่นอกท่าอากาศยาน ตลอดเส้นทางจากสนามบินมุ่งเข้าสู่ตัวเมืองรายล้อมด้วยดอกไม้สีสดใส พืชเมืองร้อนเขียวขจี มองเห็นท่าเทียบเรือที่คึกคักที่สุดในโลก และในเวลาเพียงไม่กี่นาที สิงคโปร์ก็สามารถต้อนรับนักท่องเที่ยวด้วยตึกระฟ้าสีเงินของเมือง สะท้อนแสงแดดเป็นประกายอยู่เบื้องหน้า

หากนั่งรถเลียบชายฝั่งระหว่างอ่าวMarinaและท่าอากาศยาน ชางงีจะพบกับอีสต์โคสต์ปาร์คทอดยาวกว่า10กิโลเมตร จากสวนสาธารณะแห่งนี้สามารถมองเห็นทิวทัศน์ของเรือที่ทอดสมออยู่ตรงช่องแคบสิงคโปร์ หมู่เกาะอินโดนีเซีย และบริเวณใกล้เคียงได้เป็นอย่างดี ทุกวันหยุดสุดสัปดาห์จะเต็มไปด้วยผู้คนที่พากันมาเล่นกีฬา มีทั้งวินด์เซิร์ฟ เรือใบ ดำน้ำ จักรยานภูเขา เทนนิส กอล์ฟ โบว์ลิ่ง และฟิตเนส บ้างก็พากันมาหาอาหารอร่อยรับประทาน เนื่องจากที่นี่เป็นแหล่งซีฟู้ดดัง จานเด็ดขึ้นชื่อ ได้แก่ ปลา Garupaนึ่งขิง และซอสถั่วเหลือง ปูผัดพริก และกุ้งเผา นอกจากนี้อีสต์โคสต์ปาร์คยังเป็นที่ตั้งของBig Splash สวนน้ำขนาดใหญ่ที่ผู้มาเยือนจะได้พบกับสไลเดอร์ขนาดใหญ่ที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

แม้จะวางตนเองเป็นประเทศที่มุ่งพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานให้มีความทันสมัยสมบูรณ์แบบเพื่อเป็นศูนย์กลางทางเศรษฐกิจของภูมิภาค โดยเฉพาะสินค้าและบริการ แต่สิงคโปร์ก็ให้ความสำคัญกับคำกล่าวที่ว่า ใครมาถึงเรือนชานต้องต้อนรับไม่แพ้ไทย โดยชาวสิงคโปร์จะให้การต้อนรับผู้มาเยือนราวกับแขกผู้มีเกียรติ นักท่องเที่ยวที่ได้รับเชิญไปยังบ้านของพวกเขา ควรนำของขวัญหรือของฝากเล็กๆน้อยๆติดมือไปด้วย เช่น ขนมอบ ขนมเค้ก ผลไม้ต่างประเทศ ช็อกโกเลต หรือดอกไม้ โดยทั่วไปชาวสิงคโปร์จะไม่นิยมดื่มเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ ดังนั้น ไวน์หรือเบียร์จึงไม่เหมาะจะเป็นของฝาก ชาวสิงคโปร์ส่วนมากจะถอดรองเท้าก่อนเข้าบ้าน เพื่อจะได้ไม่นำฝุ่นหรือสิ่งสกปรกเข้าบ้าน เป็นมารยาทที่แขกควรทำตาม โดยไม่ต้องรอให้เจ้าบ้านบอก ยังมีความมหัศจรรย์บนดินแดนที่ทันสมัยนอกไปจากนี้ อาทิ ธรรมเนียมให้ของขวัญงานแต่งงาน ด้วยเงิน 40 ดอลลาร์ เป็นค่าใช้จ่ายสำหรับอาหาร เจ้าภาพมักเชิญแขกเหรื่อจำนวนมากในงานเลี้ยงที่ฟุ่มเฟือยแบบนี้ ผู้ให้จะใส่เงินไว้ในซองและเขียนชื่อไว้ด้านหลังซอง จากนั้นจะมอบให้แก่เจ้าบ่าวหรือเจ้าสาวก็ได้ ชาวจีนจะให้เงินของขวัญใส่ซองสีแดงเล็กๆ ซึ่งเรียกว่า อั่งเปา ซองนี้มีขายตามร้านขายเครื่องเขียนส่วนใหญ่ ตามความเชื่อและประเพณี ธนบัตรหรือเหรียญจำนวนเลขคู่จะนำโชคมาให้

สิงคโปร์เป็นประเทศที่ถูกจัดอันดับว่า มีความโปร่งใสมากที่สุด ด้วยกฎหมายที่เข้มงวดกวดขัน นักท่องเที่ยวจึงไม่ควรมองข้ามภาษิต เข้าเมืองตาหลิ่วต้องหลิ่วตาตามเป็นอันขาด ทุกครั้งที่ขึ้นรถต้องรัดเข็มขัดนิรภัย ซึ่งจะมีทั้งเบาะหน้าและเบาะหลัง สายตรวจจะเขียนใบสั่งทันทีเมื่อมีผู้ทำผิดกฎจราจร การขับรถเกินความเร็วกำหนด การไม่เปิดสัญญาณไฟ การฝ่าฝืนป้ายจราจร ไม่ข้ามถนนตรงทางข้าม การทิ้งขยะบนท้องถนนแม้จะเป็นชิ้นเล็กๆ แค่ตั๋วรถประจำทาง ก้นบุหรี่ ห่อลูกอม จะมีโทษปรับเป็นเงิน 1,000 เหรียญในครั้งแรก และ2,000 เหรียญสำหรับการทำผิดซ้ำ นอกจากนี้ผู้ทำผิดซ้ำจะต้องถูกลงโทษให้ทำงานตามกำหนดเพื่อชดเชยความผิด เช่น อาจจะให้เก็บกวาดขยะในที่สาธารณะ การลืมชักโครก และการลืมปิดน้ำในห้องน้ำสาธารณะ (โรงแรม และห้างสรรพสินค้า) จะถูกปรับเป็นเงินถึง 500เหรียญ ห้ามสูบบุหรี่ในที่สาธารณะ ฝ่าฝืนปรับเป็นเงิน 1,000 เหรียญในความผิดครั้งแรก วัยรุ่นอายุต่ำกว่า 18 ปี ห้ามซื้อบุหรี่ในที่สาธารณะ สิงคโปร์ยึดหลักการมาก่อนบริการก่อน ดังนั้น การเข้าคิวจึงเป็นเรื่องสำคัญที่พึงกระทำ

จากประเทศที่มีต้นทุนต่ำในทุกด้าน แต่ก้าวขึ้นมาผงาดในธุรกิจการท่องเที่ยว ด้วยความชาญฉลาดและมีวิสัยทัศน์กว้างไกลมองไปล่วงหน้าในอนาคต และที่สำคัญการมีคณะกรรมการส่งเสริมการท่องเที่ยวของสิงคโปร์ ซึ่งได้ชื่อว่าเป็นองค์กรเข้มแข็งที่สุดในโลก ทำหน้าที่ควบคุมมาตรฐานการท่องเที่ยวอย่างเคร่งครัด อำนวยความสะดวกแก่นักท่องเที่ยวทุกรูปแบบ รวมถึงจัดทำคู่มือสถานที่ท่องเที่ยวแจกตามโรงแรมและเคาน์เตอร์

ทั้งหมดนี้ทำให้สิงคโปร์ก้าวสู่ความเป็นต้นแบบแห่งเมืองศิวิไลซ์ในอาเซียน