วันออกหว่า...งานแห่เทียนเหง

บันทึกวัฒนธรรม

ในช่วงวันออกพรรษาที่ผ่านมานั้น การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย ซึ่งนำโดย เจน-สุนันทา หามนตรี ไปสมทบกับทีมงานของ ททท. สำนักงานแม่ฮ่องสอน เชิญชวนคณะสื่อมวลชนหลากแขนง เข้าร่วมสัมผัสประเพณีอันสำคัญ ในจังหวัดแม่ฮ่องสอน

"ประเพณีวันออกหว่า เทศกาลออกพรรษา" อำเภอแม่สะเรียง จังหวัดแม่ฮ่องสอน จึงทำให้ "บันทึกวัฒนธรรม" เปี่ยมเต็มไปด้วยมหาบุญกุศล

งานบุญจัดกันสามวัน เราก็มาทันวันที่สามพอดี

ก่อนหน้าหนึ่งวัน คุยกับปราชญ์ชุมชน ความว่า

"ประเพณีวันออกหว่า เทศกาลออกพรรษา ที่อำเภอแม่สะเรียง แบ่งออกเป็น 3 มิติด้วยกัน คือ มิติแรกเป็นเรื่องของการตักบาตร จะมีแห่งเดียวในประเทศไทย โดยได้มีการตักบาตรกัน 3 วัน ได้แก่ วันขึ้น 14 ค่ำ 15 ค่ำ และแรม 1 ค่ำ ซึ่งการตักบาตรวันแรก จะตักบาตรด้วยข้าวสุก-อาหารปรุงสุก ส่วนวันที่สองและวันที่สาม ตักบาตรด้วยข้าวสารอาหารแห้ง แล้วชาวบ้านเริ่มตักบาตรกันตอนตีสี่ แล้วไล่ไปจนถึงตอนหกโมงเช้า กับพระสงฆ์ที่ออกมาบิณฑบาต จำนวนราวๆ 2-3 ร้อยรูป ทั้งมาจากอำเภอใกล้เคียง และในอำเภอแม่สะเรียงเอง

...ส่วนมิติที่สอง คือ มีลานวัฒนธรรม จัดขึ้นที่วัดจองสูง โดยนำเสนอเรื่องของการแต่งกาย จากชนชาวพื้นเมือง...ไทใหญ่ ที่ได้รับอิทธิพลจากพม่า ทั้งนำเสนอวิถีของชนเผ่า อาทิ กะเหรี่ยงโป กะเหรี่ยงสะกอ ละหว้า แล้วที่ขาดไม่ได้...อาหารการกินที่แตกต่างไปจากที่อื่นๆ และสุดท้ายด้านศิลปะ-การแสดง อย่างการตัดตุง การตีกลองก้นยาว

...และมิติที่สาม ถือว่าเป็นไฮไลท์ของงานประเพณี คือ 'การแห่เทียนเหง' ซึ่งคำว่า 'เหง' ในภาษาไทใหญ่ หมายถึงเทียนหนึ่งพันเล่ม แล้วแห่งกันในวันแรม 1 ค่ำ โดยขบวนเคลื่อนไปตามท้องถนน ที่ไม่เน้นเครื่องเสียงดังๆ แต่เน้นดนตรีของพื้นบ้าน การฟ้อนไต การฟ้อนเงี้ยว การฟ้อนนางนก การฟ้อนกิ่งกะหล่า หรือการฟ้อนดาบ เมื่อเสร็จสิ้นการเคลื่อนขบวนตามท้องถนน แต่ละขบวนแห่เทียนเหง จะเคลื่อนไปวัดของตนเอง เพื่อถวายเทียนพันเล่มเป็นพุทธบูชา ซึ่งมีความเชื่อกันว่า ได้ถวายเทียนหนึ่งพันเล่ม จะทำให้ชีวิตสว่างไสว"

ด้วยรากเง้าทางวัฒนธรรม ของชาวอำเภอแม่สะเรียง ส่วนหนึ่งเกิดจากสัญญาประชาคม ของพุทธศาสนิกชนทั้งหลาย ที่ผู้คนต่างพร้อมใจออกมาตักบาตร จากความเชื่อเรื่องของพระอุปคุต ซึ่งเมื่อถึงวันขึ้น 13 ค่ำเป็นต้นไป ชาวบ้านจะจัดทำเป็นซุ้มราชวัตร และห้อยประทีปโคมไฟ รวมถึงการแขวนตุงหน้าบ้าน ทำให้เกิดความสวยงาม เพื่อความเชื่อถือในคติธรรม ในเรื่องของการต้อนรับ องค์สัมมาสัมพุทธเจ้า เมื่อครั้งที่ได้เสด็จลงจากสวรรค์

โดยในการประดับตามหน้าบ้าน ช่วยให้เกิดอานิสงค์ผลบุญยิ่งใหญ่ พร้อมกับการตักบาตรถึง 3 วัน ซึ่งในสมัยก่อนตักบาตรด้วยข้าวสุก หรืออาหารปรุงสุกกันทุกวัน กระทั่งเมื่อผ่านมาถึง ในความเกี่ยวเนื่องทางเศรษฐกิจ จึงตกลงระหว่างคณะสงฆ์และชาวบ้าน ให้พร้อมใจกันตักบาตรในวันแรก ด้วยข้าวสุก-อาหารปรุงสุก ส่วนวันที่สองและวันที่สาม จะตักบาตรด้วยข้าวสาร-อาหารแห้ง เพื่อช่วยให้พระสงฆ์สามารถเก็บอาหารไว้ฉันนานวัน

หลังจากที่ฟังเนื้อความสำคัญ ว่าการได้ร่วมตักบาตรในวันออกหว่า จะบังเกิดสิริมงคลผลบุญยิ่ง แม้ว่าต้องตื่นนอนราวตีสี่ตีห้า...ผมก็ยังศรัทธา

เกือบตีสี่ เราเริ่มเดินทาง ด้วยใบหน้าที่สดใส

ความเงียบสงัดและความมืดมัว ยังครอบคลุมบ้านเรือนไม้สองชั้น ที่เรียงรายตามถนนสองเลนส์ แล้วก็ให้เกิดการตื่นตาตื่นใจ กับแสงวิบวับที่มาจากโคมประทีป ทั้งซุ้มราชวัตรทำจากไม้ไผ่ ที่ประดับตามหน้าบ้าน ก็ให้ตรึงตราตรึงใจเหมือนกัน

"ราชวัตร" คือ การนำไม้ไผ่มาสานขัดแตะ แล้วตกแต่งด้วยต้นกล้วย ต้นอ้อย หรือไม้มงคลต่างๆ เพื่อต้อนรับองค์สัมมาสัมพระพุทธเจ้า ที่เสด็จลงมาจากสรวงสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ เมื่อครั้งทรงเทศนาอภิธรรม โปรดพุทธมารดา และเหล่าเทพยดา

เมื่อประตูบานเสี้ยมค่อยๆเปิดออก เราจึงแลเห็นพ่อเฒ่า แม่เฒ่าและลูกหลาน ต่างช่วยกันนำข้าวสารอาหารแห้ง มาจัดวางบนโต๊ะหน้าบ้านตน

สีจีวรอันเหลืองอร่าม แลเห็นมาตั้งแต่ระยะไกลตา บรรดาพุทธศาสนิกชนทั้งหลาย เริ่มทำบุญตักบาตรพร้อมหน้า ท่ามกลางบรรยากาศเอมอิ่ม

สมัยก่อนในการตักบาตร ซุ้มราชวัตรจะคอยกางกั้น ระหว่างคฤหัสถ์กับฆราวาส หาได้มีแต่ความสวยงามเพียงอย่างเดียว ซึ่งฆราวาสจะอยู่หลังซุ้มราชวัตร แล้วค่อยๆเอื้อมมือออกมาตักบาตร ปัจจุบันความเชื่อได้เปลี่ยนไปตามบริบทสังคม

พอถึงช่วงเย็นค่ำ จะมีการถวายเทียนพันเล่ม

ซึ่งผมจะไปติดตามสัมผัสในระยะใกล้ชิดเลย

ทว่าปราชญ์แม่สะเรียง ขอเติมข้อมูลให้ก่อน

"ชาวแม่สะเรียงเชื่อว่า การได้ถวายเทียนพันเล่ม หรือไม่น้อยกว่าพันเล่ม เพื่อเป็นพุทธบูชานั้น จะเกิดเป็นมหานิสงค์ ซึ่งทำให้ชีวิตสว่างไสวรุ่งโรจน์ อีกจุดประสงค์ที่แอบแฝง คือการที่พระได้จำพรรษา 3 เดือน เพื่อศึกษาพระธรรมวินัย พอหลังจากออกพรรษา ท่านจะออกจาริกเผยแผ่พระธรรมไปตามเขาตามดอย ก็นำเทียนเหล่านี้ติดไปด้วย

...ฉะนั้นการถวายเทียนพันเล่ม ถือเป็นอานิสงค์แรงกล้า ดังนั้น ในขบวนแห่เทียนเหง จึงได้ประกอบไปด้วยเทียนที่ไม่น้อยกว่าหนึ่งพันเล่ม สอง มีกรวยดอกไม้ หรือ 'สวยดอก' จำนวนไม่ต่ำกว่าหนึ่งพันกรวย สาม จะมีอรรถบริขาร จตุปัจจัยไทยธรรม ต้นผึ้ง ต้นหมากเบง หรือต่อมก้อง...ที่คล้ายกับบายศรีสู่ขวัญ แต่เป็นศิลปะของคนแม่สะเรียง

...นอกจากนั้นก็จะมีโคมประทีป มีแสงเทียนสว่างไสว อีกทั้งยังมีต้นกม หรือ 'ต้นเกี๊ยะ' ที่ประดับประดาไปด้วยสีสัน ซึ่งต้นเกี๊ยะทำมาจากไม้ต้นสน แล้วนำมามัดรวมเป็นต้นใหญ่ๆ เพื่อใช้ในการจุดเป็นพุทธบูชา แล้วมาจัดเป็นขบวนแห่ไปตามท้องถนน ในปีนี้มีถึง 9 ขบวนด้วยกัน แล้วขบวนแห่เริ่มที่วัดจองแจ้งไป ในสมัยก่อนไม่ได้แห่ในวัน 1 ค่ำ จะแห่กันในวันแรม 3-5 ค่ำ ด้วยในสมัยก่อนไม่มีไฟฟ้าใช้กันทั้งเมือง จึงต้องอาศัยแสงจากพระจันทร์ในการส่องแสงสว่าง แต่กว่าพระจันทร์จะขึ้น ก็ราวๆ 4-5 ทุ่มไปแล้ว ดังนั้น ในช่วงหัวค่ำ 2-3 ทุ่ม จึงจำต้องใช้แสงสว่างจากไม้เกี๊ยะกันก่อน โดยสมัยก่อนจะหามต้นเกี๊ยะกัน บ้างก็ใช้คนช่วยหามถึง 8 คน และเมื่อได้ยินเสียงกลองให้จังหวะ ก็จะเดินโยกไปโยกมาเป็นจังหวะๆไป

...เพราะฉะนั้นคนที่แบกต้นเกี๊ยะได้ จะเป็นผู้ชายที่แข็งแรง ต้องมีกล้ามเป็นมัดๆ นั่นก็คือโชว์ความเป็นชายชาตรี เมื่อสาวเห็นในความแข็งแกร่ง อาจหมายตาเอาไว้เป็นแฟน...คงประมาณนั้น แล้วส่วนผู้หญิงที่ยังไม่แต่งงาน เมื่อมาร่วมเดินในขบวนแห่ จะให้เดินอยู่ในแถวด้านใน โดยมีผู้ชายหรือผู้หญิงที่แต่งงานแล้ว คอยให้การอารักษ์ขา"

ฟังความตรงนี้ นักข่าวหนุ่มๆ เริ่มกรุ้มกริ่มกัน

บางคนอยากเข้าอาสา ช่วยหามต้นเกี๊ยะด้วย

อากาศร้อนในยามบ่าย กลับค่อยๆเย็นลงในช่วงเย็น แล้วเมื่อถึงเวลาใกล้พลบ ก็เริ่มเห็นขบวนแห่ทั้ง 9 ขบวน เคลื่อนตัวมาเตรียมความพร้อม

"ประเพณีตานเทียนเหง" แต่ดั้งเดิมเรียกกันคุ้นชินว่า "ประเพณีหลู่เตนเห็ง" เป็นภาษาของไทใหญ่ โดยความหมายของคำว่า "หลู่" แปลว่า การถวายหรือการให้ทาน ส่วนของคำว่า "เตน" หมายถึงเทียนไข และคำว่า "เหง" หมายถึงหนึ่งพัน ดังนั้น "ตานเทียนเหง" และ "หลู่เตนเห็ง" จึงมีความหมายอย่างเดียวกัน คือ การถวายเทียนพันเล่ม

มง...ฉ่า...มง...ฉ่า...มง...ฉ่า...เสียงดนตรีให้จังหวะดังเสนาะ อันประกอบด้วยฆ้อง กลอง ฉาบ โหม่ง แล้วพวกโต...(คล้ายสิงโต) กิ่งกะหล่า...(กินรี) กำเบ้อคง...(ผีเสื้อยักษ์) เป็นสัตว์ในป่าหิมพานต์ เริ่มฟ้อนรำไปตามจังหวะ อยู่หน้าขบวนแห่

ตามด้วยสาวๆไทใหญ่ ต่างพากันเดินเรียง 4 แถว พร้อมกับถือกรวยดอกไม้ ต้นผึ้ง หมากเบง เทียนไข ข้าวตอก หรือจตุปัจจัยไทยธรรม พอเลยออกไปอีกหน่อย มีหนุ่มเดินถือตุงและโคมสิบหก และก็ยังมีรถ...ต้นเกี๊ยะ หรือที่ภาษาไทใหญ่ว่า ต้นแปก อยู่ท้ายขบวนแห่เทียนเหง โดยประดับตกแต่งอย่างสวยงาม ในความสูงประมาณ 4-7 เมตร

ขบวนแห่เทียนเหง จะเคลื่อนไปตามถนนต่างๆ ต่อเมื่อได้ผ่านวัดไหน ก็จะทำการแบ่งเทียนและกรวยดอกไม้ เพื่อจุดที่พระพุทธรูปในวัดเหล่านั้น

จนกระทั่งเคลื่อนมาถึงวัดสุดท้าย จะทำพิธีถวายเทียนเหง โดยมีเจ้าอาวาส ภิกษุสงฆ์ หรือสามเณรที่นิมนต์ไว้ มาทำการรับเครื่องไทยธรรม พร้อมกับแสดงธรรมเทศนา 1 กัณฑ์ จากนั้นเป็นการถวายเทียนเหง และเสร็จพิธีด้วยการจุดต้นเกี๊ยะ