การใช้ชีวิตเท่าทุนอย่างมีความสุขของ ดร.กุลชาติ จุลเพ็ญ

นัดพบ

หากเปรียบชีวิตเหมือนขยะสักชิ้น คุณคิดว่าชีวิตคุณเหมือนกับขยะชนิดใด สำหรับผู้ผ่านประสบการณ์เลวร้ายมาโชกโชนจากเด็กบ้านนอกครอบครัวแตกแยก กลายเป็นเด็กเร่ร่อน ค่ำไหนนอนนั่น ร้องขอเศษเงินตาม บขส. ต่อสู้ชีวิตเพียงลำพังอย่าลำเค็ญ ดังนั้น เมื่อความสุขเดินทางเข้ามาในชีวิต ดุษฎีบัณฑิตจากประเทศญี่ปุ่น "ดร.กุลชาติ จุลเพ็ญ" อาจารย์ประจำภาควิชาวิศวกรรมอุตสาหกรรม คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรี ผู้นิยามตัวเอง "ผมเป็นขยะรีไซเคิล" จึงเล่าถึงการใช้ชีวิตอย่างมีความสุขในแบบฉบับของตัวเองอย่างภาคภูมิใจ

ความสุขของผมมันเหมือนกับว่า ผมมีชีวิตรอดจากความลำบากมาได้ผมคิดว่าผมมีความสุขแล้วนะ หลายคนอาจจะมองว่าผมลำบากอยู่ แต่ผมรู้สึกว่าผมสบายกว่าเก่าเยอะ เพราะที่ผ่านมาชีวิตผมลำบากกว่านี้เยอะมาก แล้วตอนนี้ชีวิตเราดีขึ้นกว่าเดิมแม้ว่าจะไม่ใช่ชีวิตที่ดีทางด้านทรัพย์สิน ไม่ได้รวยเหมือนใครๆ แต่ก็ไม่ลำบากเหมือนเก่า นั่นคือความสุขที่รู้สึกว่าเราหลุดพ้นจากความลำบากที่เราเคยท้อแท้กับชีวิต เราเคยพูดง่ายๆว่า เหมือนรู้สึกว่าชีวิตอาภัพ

ชีวิตที่ผ่านมาผมมีชีวิตแบบเสี่ยงโชค คือคำว่าหาเช้ากินค่ำยังธรรมดาไปมาก เพราะพอหาได้แล้วก็ใช้ไป แต่ว่าเสี่ยงโชคนี่คือบางวันก็ไม่ได้นะ บางวันก็ได้เยอะ บางวันก็ได้น้อย บางวันก็ไม่ได้เลย เวลาที่ผมออกไปเก็บขยะไม่สามารถรู้ได้เลยว่าถุงขยะที่คนทิ้งเวลาเปิดออกมาแล้วผมจะเจออะไรบ้าง เราหวังว่าอยากจะเจอของดีนะแต่อาจจะไม่ใช่ เราเลยรู้สึกว่าเหมือนลุ้นโชคอยู่ตลอดเลยนะ แล้ววันไหนไปเก็บขยะแล้วถึงแม้ไม่ได้ก็ขออย่าให้บาดเจ็บ ถ้าวันไหนไปหาขยะแล้วไม่ได้แถมยังบาดเจ็บอีกนะ ไปเหยียบโดนกระเบื้อง เหยียบไปโดนเท่ากับเราติดลบในวันต่อไป

พอได้บาดแผลมาปุ๊บมันคือต้นทุนแล้วที่เราต้องรักษา ฉะนั้นร่างกายเราแทนที่จะไปทำงานได้เหมือนเก่าก็จะต้องมาหยุดพัก จะต้องมาคอยระมัดระวัง แล้วมันรู้สึกว่าชีวิตเราจะรอดไหมจากอุบัติเหตุที่เกิดขึ้นอะไรอย่างนี้ครับ ก็เลยรู้สึกว่าชีวิตมันเหมือนเสี่ยงโชค ลุ้นอยู่ว่าเราจะมีชีวิตรอดไหมในแต่ละวัน แต่ละวัน แต่ละวัน และมันเป็นความลำบากที่ความอดทนยังไม่พอครับ คุณลำบากคุณต้องอดทน ผมบอกว่าอดทนมันไม่ได้ทำให้หลุดพ้นจากความลำบาก เพราะว่าเราทั้งอดและทนแล้ว เพราะเราไม่สามารถเอาชนะความหิวได้ เพราะความต้องการของร่างกายบางอย่างเรามันอยู่เหนือความอดทนใดๆ เพราะฉะนั้นถ้าเราจะหลุดพ้นจากความลำบากคือเราต้องดิ้นรน ดิ้นรนค้นคว้าหาโอกาสให้กับตัวเองใหม่ อยู่ที่เดิมมันไม่ทำให้ชีวิตเราดีขึ้น เราต้องหาโอกาสใหม่ว่าเราจะทำยังไงให้ชีวิตเราหลุดพ้นจากตรงนั้นให้ได้

อันดับแรกเลยก็คือ แม่ให้ไปเรียนหนังสือ เพราะแม่เองก็ความรู้แค่ ป.4 ก็สอนลูกไม่ได้ แล้วแม่เองก็ไม่ประสบความสำเร็จ แม่จึงให้ความสำคัญเรื่องการเรียนของผมมาก โดยแม่เองยอมทนลำบากทุกอย่างเพื่อผม ผมเคยถามแม่ว่าทำไมยอมลำบากมากมายขนาดนี้ แม่ตอบผมว่า ป๊อดมันคือความสุขทางใจของแม่นะ เพราะคนที่แม่ทำทุกอย่างให้คือลูกของแม่เอง ป๊อดตั้งใจเรียนให้ดีที่สุดก็แล้วกัน แม่จึงยอมลำบากอย่างมีความสุข

ดังนั้น ความสุขของผมหลังจากที่แม่กลับมาอยู่ด้วย อันดับแรกเลยจะทำยังไงให้เราอยากไปเรียนก่อน เพราะเรามีเป้าหมายว่าเราอยากจะหาโอกาสใหม่ให้กับชีวิต เราอยากจะหาความรู้ใหม่ให้กับตัวเองนะ และเราอยากได้เงินเดือนที่มันคงที่บ้าง อยากมีรายได้เพื่อแบ่งเบาภาระของแม่

และในเมื่อเราไม่มีประสบการณ์เราก็ต้องใช้ความรู้เป็นใบเบิกทางไปนะ ถ้าเกิดคุณมีประสบการณ์คุณไม่ต้องใช้ความรู้หรอกครับ คุณก็ใช้ประสบการณ์ของคุณทำไป ไม่ต้องหาใบปริญญามาเทียบหรอก ในเมื่อคุณมีประสบการณ์ที่ดีอยู่แล้ว แต่เราไม่มีประสบการณ์ เราก็เลยต้องหาความรู้มาเทียบ ทีนี้พอไปปุ๊บ เราเรียนไม่ได้ เพราะไม่เคยเรียนมาก่อน จะทำไง ก็สร้างความสุขให้ตัวเองว่า อย่างน้อยเราก็ได้เพื่อนใหม่ ได้สังคมใหม่ เจอคนที่เขามีความคิดดีๆ ก่อนหน้านั้นมีแต่คนคิดไม่ดีกับเรา เพราะเรามีอาชีพเก็บขยะ เห็นเนื้อตัวเรามอมแมมสกปรก เขาก็ไม่อยากจะคุยด้วย เดินผ่านหน้าบ้านไปเขาก็นึกว่าเราจะมาลักขโมยหรือเปล่า แต่จะไปโทษเขาไม่ได้ ก็ด้วยความที่สภาพภายนอกเราเป็นอย่างนั้น แต่พอเราไปโรงเรียนเราใส่ชุดนักศึกษาเหมือนเขาไง เขาไม่รู้เลยว่าเราจน เราไม่ต่างจากเขา นั่นก็เลยทำให้ความคิดเขามีความคิดที่ดีกับเรา เราก็มีความสุข เหมือนกับว่าเรามีตัวตนในที่แห่งนี้อะไรอย่างนี้ หลังจากนั้นจึงมีการยอมรับเกิดขึ้น

ดังนั้น ความสุขในวัยเด็กของผมคือ การเรียนสำเร็จ แล้วเห็นรอยยิ้มของแม่ ผมเห็นรอยยิ้มของแม่แล้วผมรู้สึกว่าผมมีความสุขมากเลย เมื่อก่อนแม่มีความทุกข์กับผมมาก เลยรู้สึกว่าเราคุ้มค่ามากกับการตั้งใจเรียนนะ เราก็อยากให้แม่มีความสุขมากกว่านี้ก็คือพยายามตั้งใจเรียนไปเรื่อยๆ

แล้วที่ผมเลือกเรียนวิศวะเพราะอยากได้เงินเดือนสูงๆ แต่พอสอบติดก็ไม่มีเงินจ่าย แม่ต้องไปกู้เงินนอกระบบ เสียดอกเบี้ยร้อยละ 20 ซึ่งเป็นภาระกับแม่มาก แต่แม่ก็ยอม พอผมทราบ สิ่งที่ผมช่วยแม่ได้คือต้องไปหางาน Part Time ทำเพื่อแบ่งเบาภาระของแม่ แล้วก็หาทุนไปด้วย ก็มีทุนพัฒนาบุคลากร แต่เงื่อนไขคือต้องกลับไปเป็นอาจารย์ ผมจึงเป็นนักเรียนทุนกระทั่งจบปริญญาเอกจากญี่ปุ่น

แต่ผมก็โอ้ว...เพราะฝันของผมคืออยากเป็นวิศวกรเพื่อที่จะได้เงินเดือนสูงๆ ทางบ้านจะได้สุขสบายขึ้น แต่ที่สุดผมก็ต้องเลือกที่จะรับทุน คือเราต้องเอาความฝันของเรามาแลกกับโอกาสที่เราจะได้เรียนต่อ เพราะผมไม่มีทางเลือก

เพราะถ้าผมเลือกตามความฝันของตัวเองได้เรียนวิศวะก็จริง แต่ผมต้องดิ้นรนหาเงินเรียนเอง ซึ่งจะพอหรือเปล่าก็ไม่รู้ แต่ถ้าเลือกรับทุนผมก็จะมีโอกาสได้เรียนสูง และเรียนได้อย่างสบายใจภายใต้เงื่อนไขคือต้องกลับมาเป็นอาจารย์ ซึ่งผมเองเลือกอย่างหลัง ผมยอมแลกเอาความฝันแลกกับความสุข ผมจึงเป็นนักเรียนทุนกระทั่งจบปริญญาเอก โดยไม่ต้องทุกข์เรื่องการเงิน

แต่ผมก็มีแนวคิดอยู่อย่างหนึ่งว่า ข้อดีของการเป็นทุกข์คือทำให้เรารู้จักวิธีหาความสุข และข้อดีของการเป็นหนี้ก็ทำให้เราได้รู้จักวิธีการหาเงิน ถ้าเราไม่เป็นทุกข์ ถ้าเราไม่มีหนี้ เราก็จะไม่มีโอกาสได้เรียนรู้สิ่งพวกนี้

ตลอดระยะเวลาที่เรียนกระทั่งจบปริญญาเอกผมไม่มีเป้าหมายอื่นใด นอกจากเรียนสูงขึ้นไปเรื่อยๆ เพื่อเพิ่มเงินเดือนให้กับตัวเอง แม่กับน้องจะได้สุขสบายขึ้น ผมอยากเห็นแม่มีความสุข เพราะว่าผมทำให้แม่ผมทุกข์มาเยอะแล้ว แม่เสียน้ำตากับผมมาเยอะนะ กับความที่เคยเกเรมาก่อนอะไรอย่างนี้ เราก็อยากเห็นรอยยิ้มของแม่บ้าง วันที่ผมรับปริญญาแม่หน้าบานมาก (หัวเราะ)

บางครั้งเมื่อผมย้อนกลับไปมองถึงตัวเอง โอ้โหเราไม่คิดว่าตัวเองจะมาถึงตรงนี้ได้นะ บางทีก็คิดว่ากูฝันไปหรือเปล่านี่ เราอยู่ตรงนี้หรือ บางทีก็เหมือนฝันเลยอะไรประมาณนี้ครับ พอมองกลับไปที่อดีตปุ๊บเราก็เลยบอกว่าที่แน่ๆ คือความทุกข์ลำบากมันก็คือข้อดีอย่างหนึ่ง ทำให้ผมไม่คิดที่จะกลับไปเป็นแบบนั้นอีก และกลายเป็นแรงขับว่าเราหันหน้าสู้ต่อ

แต่ผมไม่ได้ทะเยอทะยานนะ มีชีวิตไปตามครรลอง แต่เรามันเป็นการเหมือนกับว่าเราเคยมีบาดแผลอะไร เราเคยมีความทุกข์ทรมาน เราจะไม่กลับไปทุกข์ทรมานเหมือนเดิมอีก แต่ไม่ได้หมายความว่าฉันจะสุขสบายขึ้น และมีความสุขในแบบของเราที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน

ผมจำได้ว่าวันที่ผมเรียนจบ ผมบอกกับแม่ว่า "แม่ป๊อดเรียนจบแล้วนะ" แม่ไม่ได้พูดอะไรมากนอกจากกอดผมแน่นๆ วันที่ผมรับปริญญาแม่ไปที่ญี่ปุ่น ผมให้น้องพาไป ซึ่งเป็นเรื่องที่ต้องลุ้นมาก เพราะขณะนั้นยังต้องขอวีซ่าเข้าประเทศอยู่ ผมจึงนึกไม่ออกว่าแม่ซึ่งมีเงินติดบัญชีอยู่ 2,000 บาท และมีอาชีพเก็บขยะจะขอวีซ่าผ่านได้อย่างไร แต่ผมก็ให้น้องพาแม่ขึ้นมาจากชุมพรเพื่อขอวีซ่า โดยบอกกับน้องว่าให้แม่พูดไปตามตรงว่ามีอาชีพอะไร มีรายได้เท่าไหร่ ถ่ายรูปไปให้ดูด้วย ปรากฏว่าโชคเข้าข้าง แม่ได้วีซ่าทันในวันที่ผมจะรับปริญญา แต่ได้เพียง 7 วัน ซึ่งนั่นก็มากสำหรับผมแล้ว เพราะผมต้องการเพียงวันเดียว ส่วนที่เหลือคือกำไร พอผมทราบว่าแม่ได้วีซ่า ผมจึงขายกล้องถ่ายรูปซึ่งผมซื้อด้วยเงินทุนที่อดออมเอาเพื่อเป็นค่าตั๋วเครื่องบินของแม่กับน้อง ผมคิดมาตลอดเลยว่า ถ้าวันหนึ่งผมเรียนถึงจุดสูงสุดของชีวิตเมื่อไหร่ ผมอยากจะก้มลงกราบเท้าแม่มากกว่า แม่นี่แหละคือทำให้ผมมาถึงจุดนี้ได้ ทุกครั้งที่ผมเรียนจบนี่ผมถามว่ามันใช่จุดสูงสุดชีวิตหรือยังนะ

ทุกครั้งที่รับปริญญาผมจะถามตัวเองว่ามันใช่หรือยัง เพราะถ้ายังไม่ใช่ผมก็จะยังไม่ใช้ใบปริญญานั้น ไม่ต้องเคลือบพลาสติกเหมือนทั่วไปไม่ต้องเก็บรักษารอใบใหม่ นั่นแหละครับคือผม ผมจะรอใช้ใบใหม่ ถ้ามีใบใหม่แล้วใบนี้ก็ไม่มีค่าแล้ว ก็มองอย่างนั้นครับว่าเราเอาใบใหม่อย่างเดียวนะครับ ก็ตั้งใจว่ามันเหมือนกับว่าเป็นถ้าเราทำได้มันคือความสุขของชีวิต ความสุขของตัวเราว่า สิ่งที่เราทุ่มเทแล้วมันได้ผลลัพธ์ขึ้นมานี่มันก็ทำให้เรามีความสุขได้ แต่ถ้าเกิดถามว่าทำแล้วไม่ประสบความสำเร็จล่ะจะมีทุกข์ไหม ไม่มีครับเพราะผมถือว่ามันเท่าทุน สำหรับผมถ้าทำได้ก็คือกำไร เพราะชีวิตผมเริ่มจากติดลบมาก่อน

เพราะฉะนั้นเมื่อผมเรียนจบด็อกเต้อร์แล้วแม่ไปผมจึงก้มลงกราบเท้าแม่เลย แม่คือแรงบันดาลใจของ ผมเห็นรอยยิ้มทั้งน้ำตาของแม่ในวันนั้น แม่ร้องไห้อย่างตื้นตันใจในความสำเร็จของผม

เมื่อก่อนจะใช้อินเทอร์เน็ตครับใช้ skype โทร.มานะครับ โทร.ถามเป็นไงบ้างนะครับ แล้วแม่ผมก็จะรู้ครับว่าถ้าเกิดผมเรียนจนเหนื่อยก็จบ ท่านมีอะไรก็จะไม่กล้าพูดไม่กล้าบอก ช่วงนั้นรู้สึกท่านเป็นต้อกระจก ต้อกระจกต้อลม ท่านก็ไม่ยอมรักษานะครับจนผมจบออกมานะครับท่านถึงบอกให้ผมพาไป ช่วงกลับมาใหม่นั้นออกรายการเจาะใจก็จะเห็นแม่ผมใส่แว่นตาอยู่นั้นเพิ่งแบบผ่าจอประสาทตาออกมาครับ แม่เตือนสติผมเสมอว่า "ป๊อดระยะทางพิสูจน์ม้า กาลเวลาพิสูจน์คน" เขาคิดอะไรกับเรา เราก็อย่าไปทำอย่างที่เขาคิด ถ้าเราทำเหมือนที่เขาคิดก็แปลว่าเขาคิดถูกสิ ชีวิตเราเลือกเกิดไม่ได้แต่เราเลือกที่จะเป็นได้นะ แม่ไม่มีทรัพย์สมบัติอะไรจะให้นอกจากความรู้ที่จะส่งให้ป๊อดเรียน เรียนได้เท่าไหร่ก็เรียนไป แม่ไม่ตายแม่ก็ส่งให้นะ แม่ยังมีแรง

ผมเคยล้มเหลวกับความรักของครอบครัว เราก็เลยอยากได้ความรักของครอบครัวคืนมา เราอยากได้ความรักของแม่คืนมา เราอยากได้ความรักของพ่อคืนมา เพราะครั้งหนึ่งเราเคยสูญเสียมันไป เพราะฉะนั้นเราก็ยอมทุ่มเททุกอย่างที่จะได้ความรักนั้นคืนกลับมา แม้จะเป็นภาระที่เราต้องรับผิดชอบ แม้จะเป็นภาระที่เราจะต้องทนลำบากทำไปเพื่อสิ่งนี้ก็ตาม แต่มันก็คุ้มกับความรักตรงนั้น อย่างน้อยเราผมเคยมีชีวิตที่เร่ร่อนนึกออกไหมครับ โดดเดี่ยวเดียวดายมา แต่วันหนึ่งเรามีโอกาสที่เรามีครอบครัวเรากลับมาเราก็พร้อมที่จะแลกเพื่อความสุขตรงนั้น แม้จะเป็นภาระ แม้จะเป็นความลำบาก แม้จะเป็นทุกข์นะ มันทุกข์ทางกายครับแต่มันสุขทางใจ

เราเคยมีความสุขด้วยความทุกข์ตรงนั้นว่า สุดท้ายแล้วความฝัน เป้าหมายชีวิตมันคือความสุขอย่างหนึ่งเช่นกัน แต่เมื่อวันหนึ่งคุณถึงเส้นชัย คุณถึงเป้าหมาย ความสุขนั้นมันหายไป คุณต้องเปลี่ยนเป้าหมายใหม่ เป้าหมายคุณอยู่กับที่ไม่ได้ เพราะฉะนั้นเมื่อความสุขที่แท้จริงก็คือมันไม่ได้อยู่ที่ความสำเร็จ มันอยู่ที่การตั้งเป้าหมายใหม่ให้กับชีวิตมากกว่า นั่นคือความสุขของชีวิต ถ้าวันใดคุณไม่มีเป้าหมายชีวิตแล้วชีวิตคุณจะน่าเบื่อ คุณไม่รู้จะอยู่ไปทำไม ทำไปเพื่ออะไร ชีวิตคุณจะไม่มีความสุขเลย แต่ถ้าเกิดคุณรู้ว่าคุณจะทำไปเพื่ออะไรต่อให้ทุกข์แค่ไหนคุณก็มีความสุขในการทำนั่นแหละ เพราะฉะนั้นความสำเร็จไม่ใช่ความสุข การตั้งเป้าหมายและการที่จะดิ้นรนให้ถึงเป้าหมายนั่นแหละคือความสุขที่แท้จริง นั่นคือสิ่งที่อยู่รอบๆเรานี่แหละ เราทำอะไรอยู่เรามีความสุขกับมัน เราได้ทำมัน มันคือความสุขกับชีวิตเราแล้ว การอยู่เฉยๆ คุณจะรู้สึกสบายได้เมื่อคุณเหนื่อยมาก่อนคุณถึงจะค้นพบคำว่าสบาย

คนทั่วไปอาจจะมองว่าขยะคือสิ่งสกปรก แต่สำหรับผมขยะมันคือทรัพย์สมบัติของผม ช่วยเปลี่ยนมุมมองบางอย่างในชีวิต ผมจึงต้องขอบคุณขยะ ขยะช่วยสร้างมุมมองและทัศนคติให้ผม ก็เหมือนที่บอกว่าคิดบวก ผมไม่รู้ว่าคิดบวกคืออะไรแต่ผมเห็นขยะเป็นของมีค่า ขณะที่คนอื่นเห็นขยะคือของไร้ค่า