องุ่น-เกณิกา สุขเกษม

"ฉันปั้นเป็นแต่รูปปั้นผู้หญิง"
นัดพบ

บ้านริมแม่น้ำน้อย ที่อำเภอบางระจันเงียบสงบและร่มรื่นด้วยต้นไม้น้อยใหญ่ ทั้งไม้ดอกและไม้ผล รวมกระทั่งพืชผักสวนครัวอย่างกะเพรา ตะไคร้ ใบมะกรูด ฯลฯ พลัน...ที่เสียงรถวิ่งเข้าไปถึงยังหน้าบ้าน องุ่น-เกณิกา สุขเกษม นักปั้นสาวสวยเพียงหนึ่งเดียวที่มีแนวทางชัดเจนว่า "ฉันปั้นเป็นแต่รูปปั้นผู้หญิง" ก็ออกมาต้อนรับพร้อมทั้งส่งยิ้มทักทายมาแต่ไกล นอกจากงานประติมากรรมผู้หญิงหลับตาพริ้มทัดดอกไม้อย่างแช่มช้อยแล้วการแต่งกายของเธอก็ต่างจากผู้หญิงทั่วไปด้วยเช่นกัน

"ก่อนหน้านี้องุ่นเป็นสาวแบงก์เกิดและโตในกรุงเทพฯ ก็มีชีวิตไปตามครรลองของผู้ที่เป็นมนุษย์เงินเดือน เพราะเรียนจบทางด้านการเงินการธนาคารมาจากมหาวิทยาลัยสยาม หลังจากเรียนจบก็ทำงานที่ธนาคารกรุงเทพ สาขาสี่พระยา ทำอยู่ประมาณ 7 ปี จำได้ว่าต้องตื่นไปทำงานเช้ามากเพื่อเลี่ยงรถติด เพราะพักอยู่แถวปิ่นเกล้า ซึ่งถือว่าไกลมาก แต่ในที่สุดก็ตัดสินใจลาออก เพราะไม่สามารถขอย้ายได้ หลังจากลาออกก็ย้ายไปอยู่เชียงใหม่กับ นายดี ช่างหม้อ ซึ่งเราพบกันโดยบังเอิญที่ริเวอร์ซิตี้ที่สี่พระยาเพราะเขาเอางานปั้นทั้งของเขาและของชาวบ้านมาขายที่นั่น เราเองก็ไปสะดุดตากับดอกเบญจมาศเข้าดอกนึงเพราะสีมันสวยมาก แต่ตอนนั้นเค้ายังไม่ได้เป็นศิลปินดังมากมายอะไร แล้วองุ่นเองก็เป็นคนที่ชอบเดินดูของเก่าอยู่แล้วเราก็เลยได้สานสัมพันธ์กันจนตัดสินใจที่จะย้ายไปอยู่ด้วยกันที่เชียงใหม่กันในที่สุด

ใน 2 ปี ระหว่างที่คบหากัน เวลาที่นายดีเค้าขึ้นมาจากเชียงใหม่ เขาจะปั้นงานพร้อมกับทิ้งดินไว้เสมอ แล้วเขาก็กลับไปอยู่เชียงใหม่ บังเอิญเราเป็นคนชอบสะสมสมของกระจุกกระจิกไว้ในตู้รวมทั้งเครื่องประดับ ดอกไม้แห้ง จดหมาย ผ้าเช็ดหน้า กำไล นาฬิกา อารมณ์จึงอยากมีตุ๊กตาตั้งรวมไว้กับของพวกนี้บ้าง จึงหันไปหยิบดินของนายดีที่เค้าทิ้งไว้มาลองปั้นตามจินตนาการและความรู้สึกของเราดูบ้าง ปั้นเป็นตัวเล็ก โดยอาศัยครูพักลักจำตามวิธีการของนายดีมาบ้าง เวลาเค้าขึ้นงานเค้าจะปั้นเป็นก้อนกลมๆก่อน เพราะงานของเค้า คือ โอ่ง หม้อ

ตัวแรกที่ปั้นเสร็จก็จะเป็นงานดิบๆ แต่ก็ชอบมาก ตัวที่สอง ตัวที่สามที่ปั้นตามมาก็ยิ่งชอบใหญ่ พอเอามาตั้งรวมๆ กันไว้แล้วมันสวยดี พอนายดีลงมาจากเชียงใหม่ก็ช่วยเอาไปเผาให้ พร้อมทั้งบอกว่าให้ปั้นต่อไปเรื่อยๆ เดี๋ยวจะช่วยเอาไปขายให้ แนะให้ว่าถ้าตัวใหญ่ขึ้นต้องขูดข้างในให้กลวงด้วยนะ เจาะรูด้วย เพื่อที่จะช่วยให้เนื้อดินไม่ระเบิดเมื่อเกิดการเซตตัว

นายดีจะค่อยๆสอนเรื่องเทคนิคให้ทีละเล็กทีละน้อย แต่ไม่ได้เปลี่ยนวิธีการปั้นของเรา เมื่อปั้นเสร็จเค้าก็จะช่วยเอาไปเผาให้ เราก็เอากลับมาตั้งในตู้ของเรา แล้วก็อมยิ้มในความฝีมือ หลังจากนั้นก็ทำงานไปตามปกติ มีอยู่วันนึงนายดีมาบอกว่างงานขององุ่นขายได้แล้วนะ คนที่มาดูงานของเขาซื้อกลับไปด้วย เราก็ยิ่งดีใจใหญ่ ดังนั้น เริ่มต้นจริงๆ คืออยากได้งานปั้นไปใส่ในตู้เก็บของของเรา

ตอนไปอยู่ขึ้นไปอยู่เชียงใหม่ก็ย้ายไปอยู่แถวหางดง ก็มีชาวบ้านแถวนั้นมาเรียนปั้นกับเขา เช่น ปั้นหม้อ ปั้นเด็ก ปั้นภาชนะต่างๆ แต่องุ่นชอบอยู่แต่ในห้องแล้วก็นั่งปั้นผู้หญิงของเรา จะออกมาก็แต่เฉพาะเวลาไปตลาด ไปวัด เพราะเป็นคนที่ชอบไปตามสถานที่เหล่านี้ อยู่ที่นี่สักพักนึงก็ย้ายไปอยู่ที่แม่ริมซอยเดียวกับโรงแรมรีเจ้นท์ แต่ตรงนั้นไม่มีน้ำไม่มีไฟเข้าถึง สร้างบ้านเล็กๆ ด้วยเงินสะสมจากแบงก์ที่เค้าคืนให้ ที่นั่นน่ากลัวมากเพราะตกกลางคืนจะเงียบสงัดมาก แต่ก็อยู่ได้เพราะเราตัดสินใจแล้ว แต่เลี้ยงหมาไว้ 11 ตัว เป็นเพื่อนกัน เมื่อไหร่ที่หมาเห่า เราจะกลัวมาก เวลาอาบน้ำก็ต้องอาบน้ำในห้วย นายดีจะเป็นคนตักน้ำขึ้นมาแกว่งสารส้มแล้วถึงอาบได้

ลำบากนะคะ แต่กลายเป็นว่าเราได้ฝึกตัวเองอย่างมากเพราะเราได้ตัดตัวเองออกจากโลกภายนอกทุกอย่าง ไม่ใช้โทรศัพท์ ไม่ติดต่อกับใครเลย แม้กระทั่งกับทางบ้านก็ไม่รู้ว่าเราอยู่ที่ไหนเพราะไม่ต้องส่งข่าวคราวให้รู้เลย เพราะเราเป็นคนที่ชอบอยู่คนเดียว ไม่ชอบสุงสิงกับใคร สมัยที่อยู่กรุงเทพฯจะชอบไปอ่านหนังสือที่หอสมุดแห่งชาติ องุ่นแก้ความกลัวด้วยการจุดธูปรอบบ้านเพื่อให้เพื่อนบ้านคิดว่าบ้านเรามีความขลังเรื่องไสยศาสตร์ เพราะชอบมีคนเข้ามาในบ้านตอนที่เราไม่อยู่ ตอนที่เราอยู่มีคนเข้ามาขโมยข้าวสารก็ยังเคย

แต่ตอบตามตรงว่าไม่ได้มีความคิดที่จะเป็นศิลปินใดๆเลย ขึ้นไปเชียงใหม่ทั้งๆที่ไม่รู้ว่าจะทำอะไรกิน แค่คิดว่าอยากมีครอบครัว เพราะมีคนที่เราสามารถฝากชีวิตไว้ด้วยได้แล้ว นายดีให้ความมั่นใจตอนนั้นว่าไปอยู่ด้วยกันเถอะ ไม่เคยคิดแม้แต่น้อยว่างานปั้นของเรากลายมาเป็นที่นิยม การอยู่ที่โน่นช่วยให้เราปลดปลงไปได้มาก เราอ่านหนังสือธรรมะมากด้วย

เวลาที่นายดีเขาปั้นเราก็จะขอปั้นไปพร้อมกับเขาด้วย แล้วแต่อารมณ์จะพาไป บางวันปั้นวิวทิวทัศน์ บางวันปั้นผู้หญิงท้อง บางวันปั้นผู้หญิงกับดอกหญ้า บางครั้งก็ปั้นรูปผู้หญิงไทใหญ่ ด้วยความที่ชอบขับรถออกไปยังที่ต่างๆ เพราะมันจะทำให้เราได้เห็นสิ่งต่างๆ ซึ่งช่วยให้เรามีจินตนาการ เพราะฉะนั้นจะยากจะจนอย่างไร องุ่นก็ต้องมีเงินเติมน้ำมัน เพราะขี่มอเตอร์ไซค์ไม่เป็น ขี่จักรยานก็ไม่เป็น ขับรถเป็นอย่างเดียว

มีอยู่วันนึงขับรถออกไปพบผู้หญิงไทใหญ่คนนึงยืนเหม่ออยู่คนเดียว ก็ถามเธอว่าชื่ออะไร เธอบอกว่าชื่อ สายไหม องุ่นมีนิสัยอยู่อย่างนึงคือเป็นคนที่ชอบสัมผัส แต่ไม่เข้าไปลึก แต่จะสัมผัสเท่าที่ตาเห็นแล้วเราจะมีจินตนาการต่อ เพียงเท่านี้แรงบันดาลใจก็หลั่งไหลมาแบบไม่จบไม่สิ้น องุ่นเป็นคนชอบปลูกว่านต่างๆด้วยนะ และรู้สึกว่าพืชชนิดนี้เป็นสิ่งลี้ลับด้วย นอกจากนี้ความรู้สึกที่ตามมามันยังมีของเรื่องเสน่ห์ หรือมนตร์มายาต่างๆ ซึ่งกลายเป็นแรงบันดาลใจที่ออกมาแต่ละช่วงแต่ละตอนช่วยให้เราสามารถทำงานได้อย่างต่อเนื่อง

องุ่นยังคงปั้นผู้หญิงของเราไปเรื่อยๆ แต่เวลาที่มีคนมาหานายดี พอเค้าดูงานของนายดีเสร็จเค้าก็จะมาดูงานของเราด้วย จำได้ว่าบางอารมณ์เราก็ปั้นผู้หญิงสูบกัญชา บางครั้งก็ปั้นผู้หญิงโป๊ งานที่ออกมาจึงสุดแล้วแต่ที่จินตนาการและความถวิลหาจะพาไปในแล้วแต่ขณะ คนที่มาดูงานของนายดีเค้าก็ชอบของเราแล้วก็ซื้อกลับไป ส่วนใหญ่เป็นคนกรุงเทพฯเกือบทั้งนั้น บางคนก็บอกว่าองุ่นต่อไปเธอจะกลายเป็นศิลปินที่มีคนรู้จักอย่างมากนะ เพราะงานปั้นของเธอไม่เหมือนใคร คนนั้นคือ คุณบุญชัย ล่ำซำ ชอบงานปั้นผู้หญิงโป๊ของเรามาก

ตอนหลังนายดีเค้าลงมาแสดงงานที่กรุงเทพฯ เค้าก็จะเอางานของเราลงมาด้วยร่วมกับชาวบ้าน ตอนนั้นจำได้ว่ามาแสดงที่เกษร พลาซ่า เพราะเมื่อก่อนบนชั้น 3 ของห้างจะกันไว้เป็นที่แสดงกิจกรรมต่างๆ นายดีกลายเป็นที่รู้จักก็จากตรงนั้น แต่กลายเป็นว่าเวลาที่ไปแสดงงานคนชอบมาสนใจงานของเราด้วย

เพราะเอกลักษณ์ของเราคือการปั้นผู้หญิงของเรา ซึ่งพอเค้าทราบว่าเราไม่เคยมีความรู้ทางด้านนี้เลยก็ยิ่งกลายเป็นที่สนใจ คำถามที่ต้องตอบบ่อยมากคือทำไมทำงานแบงก์แล้วจึงมาปั้นงานได้ หลังจากนั้นเราก็ต้องขึ้นล่องระหว่างกรุงเทพฯกับเชียงใหม่เป็นประจำ กลายเป็นว่าวิถีแห่งความสงบเริ่มจางหายไป

แต่องุ่นรู้เลยว่าการได้ไปอยู่บนดอยมันเป็นช่วงเวลาที่มีประโยชน์ที่สุด ที่จริงมันลำบากนะ และเราก็ไม่ติดต่อกับใครเลย เพราะกลัวเค้าจะเห็นความลำบากของเรา โลกของเราปิดหมดโดยสิ้นเชิง แต่นายดีเค้ามีนะเพราะต้องติดต่อลูกค้า ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่ได้ฝึกตัวเองได้อย่างไม่น่าเชื่อ องุ่นมีความสุขอย่างมากกับการอยู่อย่างอิสระ

ตอนหลังองุ่นมาได้อยู่กับแม่ชีศันสนีย์ บ้านท่านอยู่แม่แตง ท่านก็ชวนไปอยู่ในที่ของท่านเพราะที่นั่นมีน้ำมีไฟ ใกล้ตลาด ใกล้เขื่อนแม่งัด และใกล้เชียงดาวเข้าไปทุกทีซึ่งองุ่นชอบมาก เพราะเป็นคนที่รักเชียงใหม่สุดสุด ทั้งอากาศ และวิถีชีวิตผู้คนที่ไกลออกไปในชนบท

องุ่นเล่าเรื่องถึงเบื้องลึกของอดีตซึ่งมีทั้งสุขและทุกข์เคล้ากันไป ซึ่งเป็นเหตุให้เธอกลายมาเป็นประติมากรเจ้าของงานปั้นผู้หญิงหลับตาพริ้มเรือนร่างบอบบางแช่มช้อยทัดดอกไม้

"องุ่นปั้นแบบอื่นไม่เป็นค่ะนอกจากผู้หญิง เคยลองปั้นทั้งผู้หญิงหลับตาและลืมตา แต่ในที่สุดแล้วก็เลือกที่จะปั้นผู้หญิงหลับตา ทั้งครึ่งตัวและเต็มตัว เพราะมองเห็นตัวเองอยู่ในนั้น การหลับตามิได้หมายถึงการหลับเสมอไป แต่มันคือการตกอยู่ในภวังค์และโลกส่วนตัว งานปั้นทุกชิ้นเน้นความเป็นผู้หญิงที่มีโลกส่วนตัวสูง แม้จะโดดเดี่ยวแต่ก็มีความสุข เป็นงานที่มีหน้าตาซ้ำๆ แต่ที่เปลี่ยนไปคือท่าทางหรืออิริยาบถ ซึ่งกลายเป็นเอกลักษณ์เฉพาะของเราค่ะ"

เราถามเธอว่าแรงบันดาลใจในการปั้นเกิดมาจากอะไร องุ่นตอบพลางหันไปเก็บดอกปีบที่หล่นเกลื่อนอยู่บนระเบียง ณ ตรงจุดที่สนทนากัน ก้มลงดมกลิ่น เงยหน้าขึ้นตอบด้วยเสียงหวานๆว่า "องุ่นจะใช้อารมณ์หลงรักและถวิลหาในการขึ้นงาน ความเศร้าก็ผลักให้เราทำงานได้เช่นกัน ยกเว้นอารมณ์โกรธซึ่งทำได้เฉพาะบางชิ้นเท่านั้นแต่ก็นานๆ ครั้ง ส่วนแรงบันดาลใจนั้นได้จากเรื่องราวของตัวเอง ได้จากธรรมชาติรอบๆตัว ได้จากการไปตลาด ไปวัด และจินตนาการ ซึ่งส่วนใหญ่มักจะคิดถึงเรื่องของผู้หญิงหรือเรื่องที่เข้ามากระทบกับตัวเราฯลฯ แต่ทั้งนี้ก่อนจะลงมือปั้นเราต้องมีทั้งอารมณ์และสมาธิไปพร้อมๆกัน งานจึงออกมาดีเท่าที่ต้องการ งานจะมีชื่อทุกชิ้น เช่น งามงอน สายไหม ชมจันทร์ ฝากรัก แม่ดอกรักเร่ ฯลฯ มีชิ้นหนึ่งชื่อ 'คำหอม' ตั้งชื่อตามเพลงของสุนทราภรณ์ที่เปิดฟังตอนขึ้นชิ้นงาน"

นอกจากอารมณ์หลงรัก และแรงบันดาลใจต่างๆที่กล่าวมาองุ่นยังอธิบายต่อด้วยว่า "ดินที่ใช้ปั้นก็สำคัญมาก เพราะต้องเป็นดินเหนียวจากเชียงใหม่ที่นวดน้ำแล้ว (มัดปิดปากถุงให้สนิท) มีส่วนผสมของกรวดและทรายเล็กๆ ซึ่งเป็นคุณสมบัติเฉพาะของดินทางเหนือที่ทั้งแกร่งและทนไฟเมื่อนำไปเผาในอุณหภูมิสูงๆ ดังนั้น ดินทางเหนือจึงเหมาะต่อการนำมาปั้นประติมากรรมค่ะ"

ส่วนเทคนิคการปั้นนั้นเธอค่อยลำดับขั้นตอนให้ฟังว่า "โดยทั่วไปเริ่มปั้นจากส่วนหัว จากนั้นปั้นดินเป็นก้อนกลม แล้วคลึงให้เป็นรูปไข่ เพื่อต่อเป็นแขนขา ลำตัว และหัวไหล่ จึงจัดให้อยู่ในอิริยาบถที่เราต้องการ แล้วใช้เครื่องมือสำหรับปั้นขูดให้เรียบ ตามด้วยการแต่งเค้าโครงของหน้า และเส้นโค้งต่างๆของเครื่องหน้าทั้งหมด แล้วจึงค่อยเก็บความเรียบร้อยของงานเป็นอันเสร็จ สำหรับมือใหม่หัดปั้นก็สามารถนำเทคนิคนี้ไปใช้ได้เช่นกัน สำคัญคือเราจะต้องมีสมาธิและความตั้งใจเพื่อการปั้นงานค่ะ"