ผู้คนแห่งมหานครดับลิน

เจมส์ จอยซ์ เขียน วิมล กุณราชา แปล
หนังสือคือแสงจันทร์

ใต้โค้งฟ้าครามมีเรื่องน่าสนใจเหลือคณานับ สิ่งหนึ่งนั้นคือชีวิตผู้คน คนจำนวนพันล้านบนโลกต่างก็มีเรื่องสั้นและนวนิยายของตนเองที่ไม่เหมือนใคร ทั้งรูปแบบ กลวิธี และลีลาจังหวะ ชีวิตล้วนดิ้นรนต่อสู้ใฝ่หาบางสิ่งบางอย่าง 'ชีวิตมนุษย์เป็นนาฏกรรม" ที่ควรศึกษาเสมอ

ผู้คนแห่งมหานครดับลิน เจมส์ จอยซ์ เขียน วิมล กุณราชา แปล สำนักพิมพ์นาคร

กรกฎาคม 2557 (พิมพ์ขึ้นเพื่อฉลอง 100 ปีให้หนังสือเล่มนี้)

เจมส์ จอยซ์ นักเขียนผู้ยิ่งใหญ่ ชื่อเสียงของเขาไหลหลากข้ามศตวรรษ เป็นต้นแบบของงานเขียนเรียลลิสติกและกระแสสำนึก ซึ่งในสมัยกว่าร้อยปีก่อนนั้นยังไม่มีนักเขียนท่านใดรังสรรค์งานเขียนได้ดังเขา ซึ่งหาญกล้าเขียนความจริงอย่างจริงใจต่อเรื่องราวในสังคม จอยซ์บอกว่า...

"...ศิลปินไม่ควรจะต้องมาพะวงว่าต้องสร้างงานของตนให้เป็นแบบศาสนา คุณธรรมความดี ความสวยงาม หรืออุดมคติ แต่ควรที่จะสร้างงานอย่างซื่อสัตย์ต่อกฎพื้นฐานของธรรมชาติ"

เจมส์ จอยซ์ เกิดเมื่อ ๒ กุมภาพันธ์ ๒๔๒๕ ในเวลานั้นไอร์แลนด์ตกเป็นเมืองขึ้นของอังกฤษ ผู้คนประสบความยากลำบาก เจมส์ จอยซ์ เสียชีวิตด้วยโรคลำไส้อักเสบก่อนจะมีอายุครบ ๕๙ ปี ห้าสิบเก้าปีซึ่งนับว่าไม่ควรจะจากโลกไปเลย แม้จะมีผลงานเพียง ๕ เล่ม งานเขียนเหล่านั้นยังคงสง่าน่าเกรงขาม โดยเฉพาะเล่มที่ชื่อว่า ยูลิซิส (Ulysses) มีคำกล่าวว่า "เจมส์ จอยซ์ ยังคงความเป็นนักเขียนที่มีเอกลักษณ์ของตัวเอง ในแง่ที่เขาไม่เคยตีพิมพ์งานใดๆเลย นอกจากงานที่ยิ่งใหญ่"

"เมื่อพูดถึง เจมส์ จอยซ์ ทุกคนนึกถึง Ulysses นวนิยายเล่มที่ 2 ของเขาราวกับสัญชาตญาณ

เพราะนั่นคือนวนิยายอันเป็นตำนานตราบเท่าทุกวันนี้ ผู้ฝักใฝ่ในงานวรรณกรรมยังคงค้นหากันไม่จบสิ้นว่า เจมส์ จอยซ์ เอาพลังจากไหนมาเขียนนวนิยายอันยิ่งใหญ่ทางเนื้อหาและแปลกใหม่ในรูปแบบได้เช่นนั้น!"

ฉันรออ่านหนังสือ ผู้คนแห่งมหานครดับลิน มาระยะหนึ่ง เหตุผลก็คือความน่าสนใจที่ เจมส์ จอยซ์ เขียนหนังสือไว้เพียงน้อยเล่ม และผู้คนแห่งมหานครดับลิน เป็นหนังสือรวมเรื่องสั้นเล่มเดียวของเขา ก่อนหน้านี้ ผู้คนในมหานครดับลิน ได้พิมพ์รวมเล่นมาแล้ว 2 ครั้ง เล่มแรก ชื่อ คนสำเริงคืนสำราญมีเรื่องสั้น 7 เรื่อง (พิมพ์ครั้งแรก 2540 พิมพ์ครั้งที่สอง 2543) ผู้แปลได้รวบรวมจากผลงานแปลที่ได้ส่งไปตามนิตยสารต่างๆ เล่มที่สองชื่อเดียวกันกับเล่มนี้ คือ ผู้คนแห่งมหานครดับลิน มีเรื่องสั้นอีก 8 เรื่อง (พิมพ์เมื่อเมษายน 2545)

ทั้งสองเล่มที่เคยพิมพ์แยกกันไว้นั้น ถูกนำกลับมารวมไว้ในเล่มเดียวกัน พร้อมประวัติและบทนำอันเกี่ยวกับเจมส์ จอยซ์ สมหวังของคนที่เฝ้ารออ่าน ชื่อ ผู้คนแห่งมหานครดับลิน หนังสือฉบับพิมพ์ใหม่ครั้งล่าสุดจึงเป็น Dubliners โดยสมบูรณ์

รวมเรื่องสั้นน่าสนใจเล่มเดียวของ เจมส์ จอยซ์ เล่มนี้มีความเป็นมาน่าสนใจมาก เขาเขียน ผู้คนแห่งมหานครดับลิน เสร็จเมื่อ พ.ศ.2448 กว่าจะได้ตีพิมพ์เวลาก็ผ่านไปเกือบ 10 ปี เจมส์ จอยซ์ พูดถึงหนังสือเล่มนี้ (จากบทความในนิตยสาร โลกหนังสือ ฉบับ 100 ปี เจมส์ จอยซ์

"หนังสือเล่มนี้ทำให้ผมเสียค่าใช้จ่ายเป็นค่าฟ้องร้องทางกฎหมาย รถไฟ และแสตมป์เป็นเงินรวม 3,000 ฟรังก์ และก็เก้าปีของชีวิตผม ผมได้ติดต่อกับทนายถึง 7 แห่ง หนังสือพิมพ์ 120 ฉบับ และนักเขียนหลายสิบคน ยกเว้น เอซรา ปอนด์ ปฏิเสธที่จะช่วยเหลือ เมื่อพิมพ์ครั้ง ค.ศ.1906 (ดับลิน 1910) เล่มพิมพ์ครั้งที่สอง หนังสือถูกเผาแทบทั้งหมด และเล่มพิมพ์ครั้งที่สาม (ลอนดอน 1914) ซึ่งตรงตามต้นฉบับเดิมที่ผมเขียนทุกประการ ผมยินยอมให้เขาพิมพ์หลังจากเขียนมันเมื่อ 9 ปีที่แล้ว บางทีข้อตกลงของเขาไม่ยุติธรรม แต่ผมไม่ขอรับรู้หรือสนใจเกี่ยวกับเรื่องเหล่านี้ ตราบใดที่เขาตกลงจะพิมพ์"

ฉันไม่เคยอ่านงานของ เจมส์ จอยซ์ จึงเต็มไปด้วยความอยากรู้อยากเห็น เหมือนเด็กน้อยที่ฝันหวานถึงของขวัญในกล่องตรงหน้า ในเล่มมีเรื่องสั้นทั้งหมด 15 เรื่อง สำนักพิมพ์ได้อธิบายเพื่อเพิ่มความเข้าใจว่า เรื่องสั้นชุดนี้ถูกเรียกว่างานแบบซีรี่ส์ ไม่มีเรื่องเล่าของชาวดับลินเป็นเรื่องสั้นโดยตรง แต่ต้องอ่านทั้งหมดทุกเรื่องจึงจะได้ภาพผู้คนแห่งมหานครดับลิน

"ในด้านกรอบความคิดแล้วเรื่องสั้นชุดนี้วางลำดับเวลาไว้ 4 ภาคชีวิต ภาคแรกเป็นลำดับเวลาในวัยเด็กมี 3 เรื่อง ภาคที่สองเป็นช่วงวัยรุ่นมี 4 เรื่อง ภาคที่สามเป็นช่วงหลักของเนื้อหาประกอบด้วยเรื่องสั้น 4 เรื่อง และภาคที่สี่เป็นภาคชีวิตเมืองมี 4 เรื่อง"

ลำดับแรกเมื่อจะอ่านหนังสือ สิ่งสำคัญคือความตั้งใจและสมาธิ วรรณกรรมเป็นพื้นที่พิเศษนักเขียนวาดระบายความคิด ความจริงและทุกๆสิ่งด้วยภาษาเขียน คนอ่านมีหน้าที่กอบเก็บผล เพราะตัวหนังสือไม่ได้เติบโตเพียงในหน้ากระดาษ ผลของงานเขียนจากต้นเดิมจะหยั่งรากลงบนพื้นที่แห่งใหม่และเติบโตเป็นสิ่งเดิมหรือสิ่งอื่นๆอยู่ในหัวใจผู้อ่าน การได้อ่านหนังสือดีๆย่อมเก็บเกี่ยวได้ผลดีสวยงาม อร่อยและอิ่มท้อง

มีผู้บอกให้รู้ว่า ผู้คนแห่งมหานครดับลิน เป็นงานเขียนที่อ่านง่ายที่สุดของ เจมส์ จอยซ์ ฉันจึงเริ่มต้นอ่านอย่างมีความหวัง และพบว่าคำว่า อ่านง่ายนั้นก็ใช่ว่าจะเข้าใจง่ายทั้งหมด เรื่องสั้น 15 เรื่องในเล่ม ถ้าหวังจะได้เห็นและรู้สึกตื่นใจตระการตาเหมือนการดูละครสัตว์เล่นผาดโผน คงจะไม่ใช่อย่างนั้น ทุกเรื่องเหมือนการเดินเท้าชมทิวทัศน์ ผู้อ่านจะเก็บเกี่ยวได้ตามประสบการณ์และภูมิหลังที่มี

เจมส์ จอยซ์ เขียนเล่าเรื่องเรียบง่ายของผู้คนสามัญ แม้เขาจะสะท้อนเนื้อหาออกมาด้วยวิธีการนำเสนอแบบธรรมดาๆแต่เขาก็เลือกเฟ้นมาอย่างพิเศษ ผู้ที่อ่านจะรู้ได้ด้วยตนเอง เรื่องสั้นสามสี่เรื่องในเล่ม เช่น วันหนึ่งของผม ฉลองชัย พระกรุณาคุณ ทำให้ฉันเกิดความรู้สึกใหม่ๆว่า เจมส์ จอยซ์ เป็นนักเขียนคนแรกๆที่ทำให้ฉันไม่คิดพะวงไปถึงตอนจบว่าจะเป็นอย่างไร จบหรือไม่จบด้วยเหตุผลใด และว่าเพราะเขาคือ เจมส์ จอยซ์ ความสนใจอ่านหนังสือของเขาจึงมีมากขึ้นอาจถึงขั้นสูงสุดสำหรับหลายๆคน ผู้มีความรักในการอ่านล้วนเชื่อมั่นในผลงานและกระตือรือร้นจะอ่านหนังสือของ เจมส์ จอยซ์ เสมอไม่ว่าวันเวลาจะผันผ่านไปเท่าใดก็ตาม

ความสนใจต่อเนื้อเรื่องขณะอ่านคือประเด็นสำคัญ ในหนังสือบอกว่า "เรื่องสั้นชุดนี้ถูกเรียกว่างานแบบซีรี่ส์ ไม่มีเรื่องเล่าของชาวดับลินเป็นเรื่องสั้นโดยตรง แต่ต้องอ่านรวมทั้งหมดจึงจะได้ภาพความเป็น ผู้คนแห่งมหานครดับลิน ในขณะที่แยกอ่านแต่ละเรื่องก็ยังคง 'ความ' ของเรื่องแบบเดียวกับเรื่องสั้นทั่วไป" รวมเรื่องสั้นผู้คนแห่งมหานครดับลินเหมือนอ่านเรื่องสั้นแบบต่อจิ๊กซอว์เพื่อให้เกิดภาพต่อๆมาขึ้นในใจ นั่นคือภาพของชีวิตจริงของผู้คนชาวดับลินที่ถูกนำเสนอโดยใช้มุมของ 'ความจริง'

คนส่วนใหญ่มักถูกครอบงำด้วยความเชื่อเดียวกันในเรื่องเดียวกัน ไม่ว่าจะมองที่ด้านไหนก็จะพบว่าพวกเขาล้วนถูกครอบงำจากเรื่องเดียวกัน ด้วยเหตุผลเดียวกัน อยู่ในเรื่องคล้ายๆกัน แล้วพวกเขาจึงตกลงปลงใจใช้ชีวิตเหมือนๆกัน

รวมเรื่องสั้นชุด Dubliners อาจจะดูธรรมดาๆในปัจจุบันนี้ แต่ทั้งหมดคือความกล้าหาญองอาจของ เจมส์ จอยซ์ ความกล้าหาญคือพลังของความจริงอันสัตย์ซื่อที่ใช้วิพากษ์สังคม ศาสนา พระและเรื่องอื่นๆมีให้เห็นอยู่ดาษดื่นรอบตัว เช่น เรื่องที่ควรแก้ไข เรื่องที่ผู้คนพร่ำบ่นกันลับๆเวลาพบปะกัน เรื่องที่ยังไม่มีใครกล้าพอจะตะโกนร้องออกมา และ เจมส์ จอยซ์ ก็ได้เขียนถึงเรื่องเหล่านั้นขณะที่สังคมยังอยู่ในความเงียบ

สามเรื่องในภาคแรกเป็นชีวิตวัยเด็ก ชื่อเรื่อง ผู้รับใช้ วันหนึ่งของผม และตลาดนัด

วัยเด็กเหมือนไม้อ่อน จะอบรมบ่มเพาะอย่างไรย่อมมีโอกาสเอนเอียงเข้าหาสิ่งนั้น เรื่องผู้รับใช้ เล่าถึงพระที่ป่วยเป็นอัมพฤกษ์และโศกเศร้า กับเด็กชายคนหนึ่งที่ชื่นชอบหลวงพ่อชรา ตามประสาเด็กกับคนแก่ที่มักจะเข้ากันได้ดี ตอนจบเรื่องหลวงพ่อมรณภาพ เด็กชายรู้สึกถึงความเป็นอิสระทั้งๆที่ก่อนหน้านี้เขาไม่พอใจที่ได้ยินคนพูดว่าควรจะให้เขาได้เล่นตามประสาเด็กมากกว่าที่จะไปนั่งคุยกับพระแก่ๆ มีตัวละครเป็นหญิงสูงวัยอีกสองคนที่อาสาดูแลหลวงพ่อ คำพูดของพวกเธอที่พูดกันว่า "หลวงพ่อทำถ้วยไวน์แตก" หลังจากนั้นเป็นต้นมาท่านก็เฝ้าแต่เสียใจเจ็บป่วยไม่ฟื้น ถ้วยไวน์นี้ใช้ในพิธีรำลึกถึงวันสิ้นพระชนม์ของพระเยซู จึงเป็นมากกว่าถ้วยไวน์ธรรมดา

สิ่งที่ทำให้ครุ่นคิดคือ เรื่องความศรัทธากับการปล่อยวาง หลวงพ่อศรัทธาในศาสนาจนถึงขั้นทำร้ายจิตใจตนเองเมื่อถ้วยไวน์แตก หญิงสูงวัยสองคนที่ศรัทธาในศาสนาแล้วรับหลวงพ่อมาดูแลที่บ้าน และวัยเด็กที่ตื่นเต้นศรัทธาต่อเรื่องราวต่างๆที่คนชราเล่าให้ฟัง

เรื่อง วันหนึ่งของผม คือการชวนกันหนีโรงเรียนเพื่อเดินเที่ยวไปตามที่ต่างๆในเมือง การหนีโรงเรียนคือการผจญภัย แม้จะหนีเรียนแต่ความทรงจำที่ต่างออกไปจากวันปกติ เด็กๆชอบเรื่องตื่นเต้น การหนีเรียนหนึ่งวันจะถูกจดจำไว้ในใจ มันคืออารมณ์อิสระที่เร้าใจ ส่วนเรื่อง ตลาดนัด เรื่องของรักแรกของเด็กเริ่มหนุ่ม 'ผม' หลงรักพี่สาวของเพื่อน ความรักของผมจะทำให้หัวใจคนอ่านเต้นระริกไปด้วย

"ชื่อของเธอมักจะผุดขึ้นมาที่ริมฝีปากของผมอยู่บ่อยครั้ง ดังหนึ่งบทสวดและบทสรรเสริญประหลาดที่ผมเองก็ไม่เข้าใจ น้ำตามักจะเอ่อท้นขึ้นมา (ผมก็ไม่รู้ว่าเพราะอะไร) และหลายครั้งที่ผมรู้สึกเหมือนกระแสเลือดจากหัวใจไหลเทเข้าสู่ทรวงอกจนหมดสิ้น ผมแทบไม่คิดถึงอนาคตเลย"

เมื่ออ่านมาถึงเรื่องสั้นภาคที่สอง ช่วงวัยรุ่น มีทั้งหมด 4 เรื่อง รักแท้ของเธอ ฉลองชัย สองเกลอจอมเจ้าชู้ พิษรักแรงสวาท ในภาคนี้ เจมส์ จอยซ์ เขียนเนื้อหาตามลำดับในแต่ละเรื่องดังนี้ คือ ความรักของหนุ่มสาว ชีวิตสนุกสนานเพลิดเพลินใจของวัยหนุ่ม การจีบผู้หญิง และหญิงสาวกับการเลือกคู่โดยแม่ของเธอ

เพราะคือ เจมส์ จอยซ์ การอ่านจึงเป็นมัดฟ่อนของความกระหาย ที่เกิดขึ้นในใจฉันตลอดเวลา แม้มันจะไม่พุ่งปรูดปราดแต่ก็คงเส้นคงวา ตัวหนังสือจะนำทางไปสู่เรื่องราวต่างๆ ความอยากรู้อยากเห็นในเรื่องราวชีวิตของพวกเขาและเธออยู่เบื้องหลังเรื่องราวธรรมดาๆ ความเพลิดเพลินของวัยหนุ่มสาว กล้าเสี่ยงที่จะใช้ชีวิตอย่างที่ตนปรารถนาโดยไม่คิดมาก นี่คือความรู้สึกสดชื่นถึงพลังของวัยที่จะได้รับจากการอ่าน นอกเหนือจากชีวิตของพวกเธอและเขาที่โลดแล่นแสดงให้เราเห็น

"การแล่นไปด้วยความเร็วทำให้จิตใจคึกคักร่าเริง การมีชื่อเสียงก็ทำให้เป็นเช่นนั้น และการครอบครองทรัพย์สินเงินทองก็เช่นกัน นี่คือเหตุผลที่ประเสริฐสามประการของจิมมี่"

เรื่องในหนังสือกระเพื่อมขึ้นเมื่อมาถึงภาคสาม ชีวิตในวัยผู้ใหญ่ ผู้ใหญ่คือวัยแห่งความรับผิด ชอบในหน้าที่การงาน ครอบครัวและสังคม สี่เรื่องสั้นชื่อ เมฆหมอกแห่งชีวิต คนสำเริงคืนสำราญ คดีสะเทือนใจ เสวนาเลือกตั้ง อ่านๆไปยิ่งทำให้รู้สึกว่าผู้คนเหล่านี้เป็นคนที่เรารู้จักดี เหมือนญาติ เหมือนเพื่อนบ้าน เป็นคนสนิท ชีวิตของพวกเขาไม่ได้เป็นข่าวหน้าหนึ่ง แต่ส่งผลสะเทือนถึงเรา ไม่ว่าจะเป็นอารมรณ์เกรี้ยวกราด ความอ่อนระโหย ความรื่นเริง หรือวันที่ผ่านไปอย่างราบเรียบ สิ่งต่างๆเหล่านี้ผู้คนบนโลกรู้จักและคุ้นเคยดี

"เขาได้ทำลายคุณธรรมแห่งชีวิตของตัวเองเสียแล้ว รู้สึกเหมือนตัวเองถูกขับไล่ออกจากงานเลี้ยงแห่งชีวิต มนุษย์คนหนึ่งมีทีท่าว่ารักเขา แต่เขากลับปฏิเสธชีวิตและความสุขของหล่อนไป เขาเป็นผู้ส่งหล่อนไปสู่ความเสื่อมเสียชื่อเสียงคือความตายอันอัปยศ"

และสี่เรื่องสุดท้าย เสวนาเลือกตั้ง แม่จอมจุ้น พระกรุณาคุณ และผู้ล่วงลับ ฉันชอบเรื่องหลังมากที่สุด ในภาคนี้คือภาพรวมของคนเมือง เมืองซึ่งประกอบด้วยความหลากหลายย้อนแย้งที่มีความเปลี่ยนแปลงพลิกผันตลอดเวลาทั้งที่เกิดจากผู้คนและเรื่องราวข้างนอก เมืองทำให้คนพุ่งขึ้นสูงสุดและตกต่ำที่สุด ทั้งยังนำความรื่นเริงและการสูญเสีย เมืองจึงเป็นต้นกำเนิดของเรื่องราวนานา

รวมเรื่องสั้น ผู้คนแห่งมหานครดับลิน อยู่เหนือเส้นพรมแดน วัฒนธรรม รวมถึงความเชื่อ เพราะทุกคนคือ มนุษย์ ที่มีความเจ็บปวดและความเบิกบานอยู่บนเส้นระนาบเดียวกัน ฉันจึงคือเธอ

เราจึงเป็นฉันและเขา การอ่านและการถ่ายทอดข้ามภาษาคือการหลอมรวมผู้คน แม้จะชั่วขณะหนึ่ง

แต่เป็นชั่วขณะซึ่งงดงาม