ผู้หญิงคนนี้

คิดเห็นประเด็นข่าว

Womenomics กำลังกลายเป็นวิสัยทัศน์ที่หลายประเทศทั่วโลกหันมาปฏิรูปตัวเอง เห็นชัดเจนที่สุดคือ ญี่ปุ่น ซึ่งถึงแม้จะพัฒนาทางวัตถุ แต่เพศแม่กลับมีโอกาสทำงานเป็นผู้บริหารระดับสูงเพียงร้อยละ11 เปรียบเทียบกับสหรัฐอเมริกา ซึ่งมีสตรีเป็นผู้บริหารระดับสูงถึงร้อยละ43 ขณะที่ญี่ปุ่นมีประชากร 127 ล้านคน เป็นผู้หญิง 65 ล้านคนหรือกว่าร้อยละ51ของประชากรทั้งหมด และมีผู้ชาย 61 ล้านคน คิดเป็นร้อยละ48 มีการคำนวณว่าถ้ารัฐบาลสามารถผลักดันสตรีญี่ปุ่นออกไปทำงานนอกบ้านได้อีกสัก 8 ล้านคน ก็จะช่วยเศรษฐกิจญี่ปุ่นขยายตัวได้ราวร้อยละ14 ล่าสุด ซินโสะ อาเบะ นายกรัฐมนตรีญี่ปุ่นได้ปรับคณะรัฐมนตรีด้วยการแต่งตั้งรัฐมนตรีหญิง 5 คน ตามนโยบาย Womenomics เพื่อต้องการให้ผู้หญิงญี่ปุ่นเข้าไปมีส่วนแบ่งในตำแหน่งผู้บริหารสูงในธุรกิจและการเมืองร้อยละ30 ภายในปี 2563 หรือในอีก6ปีข้างหน้า การแต่งตั้งรัฐมนตรีหญิงอีก 5 คน ทำให้คณะรัฐมนตรีของอาเบะมีสัดส่วนรัฐมนตรีหญิงสูงสุดในประวัติศาสตร์และได้รับเสียงวิพากษ์วิจารณ์ว่า รัฐมนตรีเหล่านี้ไม่ได้เป็นเพียงดอกไม้ประดับ เช่น ยูโกะ โอบูจิ วัย 40 ปี เป็นรัฐมนตรีเศรษฐกิจและการค้า ซึ่งได้ชื่อว่าทรงอิทธิพลที่สุดกระทรวงหนึ่ง ส่วนนางมิโดริ มัตสึชิมะ ก็เป็นถึงรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม

สำหรับสหรัฐอเมริกา มีรายงานว่าความมั่งคั่งในภาคเอกชนกว่าร้อยละ50 อยู่ในกำมือผู้หญิงที่มีรายได้และกำลังซื้อกว่า7ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือ 224 ล้านล้านบาท รถยนต์ที่ขายในสหรัฐฯ กว่าร้อยละ80 เป็นการตัดสินใจของผู้หญิง ขณะที่บริษัทวิจัยนีลสันระบุในงานวิจัยว่ากำลังซื้อของผู้หญิงอเมริกันอยู่ระหว่าง 5-15 ล้านดอลลาร์ต่อปีและผู้หญิงอเมริกันจะควบคุมกำลังซื้อถึงสองในสาม ในสิบปีข้างหน้า แสดงให้เห็นว่าศตวรรษที่ 21 เป็นศตวรรษแห่งผู้หญิงโดยแท้ ด้านคนไทยซึ่งมีจำนวน 65 ล้านคน เป็นผู้หญิงมากกว่า 33 ล้าน คิดเป็นร้อยละ31

แต่ยังไม่มีนโยบาย Womenomics เพื่อใช้พลังเศรษฐกิจผู้หญิงมาช่วยฟื้นเศรษฐกิจทั้งที่หญิงไทยเป็นผู้มีอำนาจตัดสินใจในทุกครัวเรือนมากกว่าประเทศใดในโลก มีแต่นโยบาย Digital Economy ของ หม่อมราชวงศ์ปรีดิยาธร เทวกุล รองนายกรัฐมนตรี กับภาษีมรดก ที่ชวนให้ปวดเศียรเวียนเกล้าเอามากq

คณะกรรมการพิจารณารางวัลโนเบลของนอรNเวย์ ประกาศมอบรางวัลโนเบล สาขาสันติภาพ ประจำปี 2014 ให้กับ ไกลาศ สัตยารธี และ สาวมาลาลา ยูซัฟไซ สำหรับการดิ้นรนต่อสู้กับการกดขี่เด็กและเยาวชน และการต่อสู้เพื่อเรียกร้องสิทธิ์ในการได้รับการศึกษาสำหรับเด็กทุกคน โดยเฉพาะ มาลาลา ถือเป็นผู้ได้รับรางวัลโนเบล ที่อายุน้อยที่สุด แต่เป็นสาวน้อยมหัศจรรย์ซึ่งมีชื่อเสียงไปทั่วโลกหลังจากถูกมือปืนของกลุ่มทาลิบันยิงเข้าที่ศีรษะเมื่อ 2 ปีที่แล้ว แต่รอดชีวิตมาได้ราวปาฏิหาริย์ เธอเริ่มรณรงค์ต่อสู้เรียกร้องสิทธิทางการศึกษา และต่อสู้กับกลุ่มหัวรุนแรงที่มีแนวคิดสุดโต่งโดยการให้สัมภาษณ์ทางโทรทัศน์บ่อยครั้ง หลังจากนั้นกลุ่มทาลิบันได้บุกเข้าไปโจมตีเมืองมิงโกรา บ้านเกิดของเธอ และข่มขู่ว่าจะระเบิดโรงเรียนที่ให้เด็กผู้หญิงเรียน

วันที่ 9 ตุลาคม พ.ศ. 2555 กลุ่มคนร้ายได้บุกขึ้นไปบนโรงเรียนที่เธอนั่งอยู่และยิงเธอเข้าที่ศีรษะ โชคดีที่กระสุนไม่โดนสมอง และด้วยความช่วยเหลืออย่างทันท่วงทีของคณะแพทย์ชาวอังกฤษที่อยู่ระหว่างการเดินทางเยือนปากีสถาน ทำให้มาลาลารอดชีวิตได้โดยถูกส่งตัวขึ้นเครื่องบินไปรักษากับผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทางที่โรงพยาบาลควีนเอลิซาเบธ ในเมืองเบอร์มิงแฮม ตอนกลางของอังกฤษ และต้องเข้ารับการผ่าตัดหลายครั้ง แต่สามารถฟื้นตัวกลับมาหายเป็นปกติ ปัจจุบันมาลาลาอาศัยอยู่กับพ่อแม่ และน้องชายอีก 2 คน ในเมืองเบอร์มิงแฮม และเข้าเรียนที่โรงเรียนเอดจ์บาสตัน ไฮสกูล ก่อนหน้านี้เธอได้รับรางวัลด้านสิทธิมนุษยชนมาแล้วมากมาย

หนังสือชื่อ I AM Malala ผลงานของ มาลาลา ภายใต้ความช่วยเหลือในขัดเกลาสำนวนให้ชวนอ่านของ คริสตินา แลมป์ นักข่าวสาวกลายเป็นหนังสือขายดีที่มีการแปลไปหลายภาษาทั่วโลก ช่วยทำให้มนุษย์เห็นมุมมองของเด็กผู้หญิงคนหนึ่งที่จะเติบกล้ากลายเป็นนักสู้ผู้ไม่ยอมจำนนต่อโชคชะตากรรม เมื่อปีที่แล้วสุนทรพจน์ของ มาลาลา บนเวทีสหประชาชาติ จับใจผู้ใหญ่ด้วยประโยคทองที่ว่า "เด็กหนึ่งคน ครูหนึ่งคน หนังสือหนึ่งเล่ม และปากกาหนึ่งด้าม สามารถเปลี่ยนโลกนี้ได้" ปีนี้เธอกล่าวหลังได้รับรางวัลโนเบล สาขาสันติภาพว่า "นี่มิใช่การสิ้นสุดของการรณรงค์ต่อสู้เพื่อสิทธิในการศึกษาของเด็ก แต่เป็นจุดเริ่มต้นที่จะทำต่อไป เธอต้องการเห็นเด็กทุกคนได้ไปโรงเรียน มีการศึกษาที่มีคุณภาพ และมีชีวิตที่มีความสุข สำหรับรางวัลที่ได้รับถือเป็นรางวัลเพื่อเด็กที่ไร้เสียงเหล่านั้น ซึ่งเสียงของพวกเขาจะต้องทำให้ได้ยิน และเธอจะเป็นคนที่พูดและยืนหยัดเพื่อพวกเขา"

มาลาลา ยูซัฟไซ ไม่ได้ต่างไปจากเด็กสาวคนใดในวัยแรกแย้ม ที่มีสิทธิ์เป็นเหยื่อ ด้านหนึ่งสาวน้อยยังคงใช้ชีวิตเหมือนเด็กผู้หญิงวัยรุ่นทั่วไป ได้เรียนหนังสือที่โรงเรียน และพูดคุยหยอกล้อกับเพื่อนยามว่าง พูดได้คล่องถึง 3 ภาษา และยอมรับว่าคณิตศาสตร์เป็นวิชาที่ชอบน้อยที่สุด ทว่าในทางวุฒิภาวะมาลาลาโตเกินตัว เป็นสิ่งเหลือเชื่อที่จะได้ยินคำกล่าวอันทรงพลังจุดประกายความหวังให้กับคนทั้งโลก ดังจากปากช่างเจรจาของเธอ

ไม่ต่างไปจาก อะแมนด้า คาร์ และ จุฑาธิป มณีพันธ์ สองนักกีฬาจักรยานที่คว้าเหรียญทอง จากอินชอนเกมส์ ที่ประเทศเกาหลีใต้ กลายมาเป็นไอดอลในดวงใจสำหรับคนไทยทั่วประเทศ และกลายเป็นฮีโร่ชั่วข้ามคืน โดยเฉพาะ อะแมนด้า คาร์ ลูกครึ่งสาวอเมริกัน-อุดรธานี ที่เว้าอีสานชัดถ้อยชัดคำตาม คุณแม่ละมูล พึ่งโพธิ์ ได้รับเสียงชื่นชมในความใสซื่อไม่ถือเนื้อถือตัว แม่ละมูลบอกว่าพ่อของอะแมนด้าเป็นอเมริกัน แม่เป็นคนอุดรธานี ดังนั้น อะแมนด้าต้องพูดภาษาอเมริกันกับภาษาอีสานอันเป็นภาษาของพ่อและแม่ โดยอะแมนด้าขอบคุณทุกคนที่ให้การต้อนรับและดีใจที่ผลงานของตนสามารถสร้างความสุขให้กับคนไทยอย่างต่อเนื่อง และยืนยันที่จะเดินหน้าเพื่อลุ้นโควต้าโอลิมปิกเกมส์ 2016 ระหว่างนี้ต้องแข่งขันทุกเดือน และหลังจากกลับบ้านที่อุดรฯ อยากนอนเปล อยากกินข้าวเหนียวส้มตำ และเจอกับญาติพี่น้อง เพราะไม่ได้เจอกันนานแล้ว จากนั้นก็จะเดินทางกลับไปสหรัฐอเมริกา

ด้าน คุณแม่ละมูล คาร์ กล่าวว่า ครอบครัวต้องขอขอบคุณผู้ที่อยู่เบื้องหลังและช่วยเหลือมาตลอดคือ พลโท เดชา เหมกระศรี เลขาธิการสมาคมจักรยานแห่งประเทศไทย เพราะเป็นคนที่ทำทุกอย่างให้อะแมนด้าได้กลับมารับใช้ประเทศชาติ ไล่ตั้งแต่เรื่องการเดินเรื่องโอนสัญชาติและย้ายที่อยู่อาศัยเมื่อ 2 ปีก่อน รวมถึงประสานงานให้ไปแข่งขันรายการต่างๆ โดยเฉพาะการเดินทางโดยเครื่องบินนั้น ลูกสาวจะเดินทางโดยสารชั้นนักธุรกิจตลอด ทำให้ไม่ต้องเหนื่อยล้าจากการเดินทางมากนัก และมีพลังกายพลังใจในการลงแข่งขันเพื่อประเทศไทยจนคว้าเหรียญทองสำเร็จ หากไม่มี พลโท เดชา หรือ เสธหมึก ก็คงไม่มี อะแมนด้า คาร์ ในวันนี้

สุวัจน์ ลิปตพัลลภ ที่ปรึกษากิตติมศักดิ์สมาคมจักรยานฯกล่าวว่า ขอแสดงความยินดีกับผลงาน 2 เหรียญทองของไทยในครั้งนี้ ถือว่าทำผลงานได้ทะลุเป้าที่ตั้งไว้เพียง 1 เหรียญทอง ความสำเร็จในครั้งนี้ไม่ใช่แค่ในผลของการแข่งขัน แต่กระแสของอะแมนด้าทำให้คนไทยหันมานิยมกีฬาจักรยานมากขึ้น โดยเฉพาะเยาวชนที่มีทั้งอะแมนด้าและจุฑาธิปเป็นแรงบันดาลใจที่จะมาเป็นนักปั่นทีมชาติในอนาคต ขอบคุณที่สร้างความสุขให้กับคนไทย

เวลาผ่านไปเหมือนโกหก งานเลี้ยงย่อมมีวันเลิกราเสมอ เคนนี คริสตี้ เอกอัครราชทูตสหรัฐอเมริกาประจำประเทศไทย จะต้องเดินกลับประเทศของเธอหลังจากที่ทำหน้าที่ครบ 4 ปีแล้ว นับเป็นเอกอัครราชทูตสหรัฐอเมริกาที่คนไทยรู้จักมากที่สุด ผ่านการสื่อสารแบบโซเชียลมีเดีย และยังร่วมประเพณีอันงดงาม ทั้งวันขึ้นปีใหม่ไทย ปีใหม่ฝรั่งอยู่เนืองๆ เธอได้กล่าวแสดงความขอบคุณคนไทยทุกคนที่ต้อนรับเธอและคนอเมริกันอย่างเป็นกันเอง และรู้สึกดีใจมากที่มีโอกาสอยู่และทำงานที่ประเทศไทย ซึ่งเป็นพันธมิตรกับสหรัฐอเมริกันมายาวนาน และมีโอกาสเดินทางไปในต่างจังหวัดกว่า 40 จังหวัด ได้เห็นขนบธรรมเนียมประเพณีอันงดงามของคนไทยที่จะประทับใจไม่รู้ลืม ทั้งนี้ประธานาธิบดีโอบาม่า จะเป็นผู้แต่งตั้งเอกอัครราชทูตคนใหม่มาประจำประเทศไทย แต่ระหว่างที่ยังไม่มีเอกอัครราชทูตคนใหม่ จะมี แพทริค เมอร์ฟีย์ อุปทูตสหรัฐอเมริกาประจำประเทศไทย ทำหน้าที่รักษาการแทนไปก่อน

ผู้หญิงบางคนอาจเลือกที่จะเป็นเหยื่อ ผู้หญิงบางคนอาจเลือกที่จะเป็นเพียงไม้ประดับ แต่ยังมีผู้หญิงอีกไม่น้อยที่เลือกชะตาชีวิตในการเดินทางไปสู่ความมุ่งมั่น ความปรารถนาอันแรงกล้าโดยไม่กลัวที่จะไขว่คว้ามัน แม้จะเป็นดวงดาวที่อยู่ไกลสุดฟากฟ้า และยากจะรู้ว่าจะมีวันไปถึงหรือไม่ก็ตาม

ขอความเข้มแข็งจงเกิดในหัวใจของหญิงไทยทุกคน เพื่อร่วมรณรงค์ ในวันที่ 25 พฤศจิกายน ของทุกปี

วันต่อต้านการกระทำรุนแรงต่อเด็กและสตรีสากล