นายแพทย์มนต์ชัย เย็นสุข "ชมรมหมาหัวเน่า เบตง" น้ำใจให้สัตว์จร

"แมวเหล่านี้เป็นเสมือนหนึ่งคนไข้ของพวกเราเอง"
สุขที่ใจรัก

จิตใจที่มีความรักและเมตตาในเพื่อนสัตว์สี่ขาอย่างสุนัขและแมวคือแรงผลักดันสำคัญที่ทำให้คุณหมอหนุ่มคนนี้ตัดสินใจเป็นแกนนำในการก่อตั้ง "ชมรมหมาหัวเน่า เบตง" เพื่อช่วยเหลือสุนัขและแมวจรจัดในพื้นที่ใต้สุดของประเทศ โดยไม่หวังผลตอบแทนใด

"ผมเป็นคนรักสัตว์ครับ โดยเฉพาะสุนัข และที่เห็นอยู่คู่แทบจะทุกชุมชนของสังคมไทยเลย คือ สุนัข และแมวจร แม้แต่ที่เบตงก็มีอยู่เยอะและที่อยู่คู่กันมาตลอดคือ คนใจดีที่ให้ข้าวหมา แมวจรเหล่านี้ ซึ่งส่วนใหญ่ไม่ได้เป็นผู้มีอันจะกิน เผอิญผมได้รู้จักกับพี่คนหนึ่งชื่อ พี่รัตน์ เป็นคนใจดีที่ช่วยเลี้ยงข้าวหมา แมวจรบนนี้ และแน่นอนครับว่ามีค่าใช้จ่ายจำนวนมาก ไหนจะค่ายา ไหนจะค่าข้าว ด้วยความที่เป็นคนรักสุนัข ผมจึงช่วยเหลือโดยบริจาคข้าวสารให้ทุกเดือน เดือนละกระสอบ แต่วันหนึ่งเริ่มคิดได้ว่า ถ้าให้ข้าวอย่างเดียวโดยที่ไม่ทำอย่างอื่น หมา แมวก็มีแต่จะเพิ่มจำนวนมากขึ้น ค่าใช้จ่ายต่างๆ ยิ่งเพิ่มขึ้น มันน่าจะมีวิธีแก้ไขเรื่องหมา แมวจรที่ยั่งยืนกว่านี้จึงค้นหาข้อมูลในเว็บไซต์จนได้ความรู้ต่างๆเพิ่มขึ้นมากมายและเห็นภาพชัดเจนว่า การแก้ไขปัญหาหมา แมวจรต้องแก้ด้วยการทำหมัน เพราะจะช่วยลดปัญหาสัตว์โดนทอดทิ้ง สัตว์ขี้เรื้อน สัตว์พิการโดนรถชน สัตว์ก่อความรำคาญให้แก่คน ลดภาพน่าเวทนาต่างๆลงได้อย่างแท้จริง นอกเหนือจากพระราชบัญญัติคุ้มครองสัตว์ซึ่งต้องใช้เวลาและขั้นตอนมากมายกว่ามาก"

นายแพทย์มนต์ชัย เย็นสุข เป็นคนกรุงเทพฯโดยกำเนิด แต่ได้ไปรับราชการเป็นอายุรแพทย์ทั่วไปประจำโรงพยาบาลเบตง อำเภอเบตง จังหวัดยะลา เป็นเวลา ๑๓ ปีแล้ว โดยหน้าที่หลักของคุณหมอคือการรักษาคนป่วย แต่เนื่องจากมีใจรักสัตว์ด้วยจึงมักให้ความช่วยเหลือเหล่าหมา แมวจรเท่าที่กำลังตนจะทำได้อยู่เสมอ ทว่าด้วยเหตุที่อำเภอเบตงอยู่ห่างจากตัวเมืองจังหวัดยะลาถึง ๑๔๐ กิโลเมตร และเส้นทางเป็นหุบเขาคดเคี้ยว การจะพาสัตว์ไปพบสัตวแพทย์แต่ละครั้งจึงเป็นเรื่องยากลำบาก ทั้งยังใช้เวลาและค่าใช้จ่ายสูง ปัญหาเหล่านี้ได้กลายเป็นโจทย์ใหญ่ให้เขาเกิดความคิดชักชวนเพื่อนพ้องบุคลากรทางการแพทย์มาร่วมตั้งเป็นทีมภายใต้ชื่อ "ชมรมหมาหัวเน่า เบตง" ช่วยกันทำหมัน ฉีดวัคซีน และรักษาโรคง่ายๆ ให้กับสัตว์เร่ร่อนด้วยมาตรฐานที่ดีเยี่ยมไม่ต่างจากโรงพยาบาลสัตว์ในเมือง

"ต้องบอกก่อนว่าที่เบตงไม่มีสัตวแพทย์ประจำการ มีแต่สัตวบาลซึ่งไม่สามารถทำหมันหมา แมวเพศเมียได้ วันหนึ่งผมมีโอกาสได้เป็นคนใจดีและเริ่มเห็นปัญหาความยากลำบากและความสำคัญของการทำหมันหมา แมวจรบนนี้ นั่นคือมีหมาจร ๓-๔ ตัว เข้ามาอาศัยในโรงพยาบาล แล้วผมได้ให้อาหารพวกมันมาเรื่อยๆ คราวนี้ไม่ยอมออกไปไหนเลยจนเริ่มสร้างความรำคาญแก่ผู้อาศัยข้างเคียง ซึ่งแน่นอนครับว่าการทำหมันจะช่วยลดปัญหาต่างๆลงได้ แต่สัตวแพทย์ที่ใกล้ที่สุดอยู่ที่อำเภอเมืองต้องใช้เวลาเดินทางไปกลับ ๔-๕ ชั่วโมง ถ้าไม่มีรถส่วนตัวต้องเหมาแท็กซี่ไปกลับ ๑,๕๐๐ บาท ค่าทำหมันอีกตัวละ ๑,๕๐๐ บาท ซึ่งยังไม่รวมค่ายาและวัคซีน อีกทั้งเวลาที่ต้องสูญเสียไปอย่างน้อย ๑ วันเต็ม สรุปแล้วการทำหมันหมาจรเพศเมีย ๑ ตัวต้องใช้เงินประมาณ ๔,๐๐๐ บาท ทำให้ถ้าไม่ได้เป็นคนรักสัตว์แบบสุดสุด หรือมีเงินเหลือใช้ บนนี้แทบไม่มีคนพาสัตว์ไปทำหมัน ยิ่งไม่ต้องนับหมา แมวจรเลย ตอนนั้นผมพาหมาจรไปทำหมัน ๕ ตัว มีอยู่ตัวหนึ่ง หลังผ่าตัดแผลหน้าท้องแตกต้องพากลับไปนอนที่โรงพยาบาลสัตว์ อยู่ที่นั่น ๗ วัน ต้องขับรถไปส่งและรับกลับอย่างละรอบ สรุปว่าทำหมันหมารอบนั้นใช้เงินไปประมาณ ๓๐,๐๐๐ บาท มานั่งคิดในใจ นี่ขนาดเราพอจะมีเงินจ่ายได้ยังรู้สึกว่าเป็นค่าใช้จ่ายที่สูงมากและเหนื่อยมากด้วย ถ้ามีมาอีกจะทำยังไงดี

พอดีที่บ้านเลี้ยงสุนัขไว้ ๒ ตัว ชื่อ Flossgy และ Lucky ซึ่งถือเป็นลูกของผมเลยก็ว่าได้ และจะพาไปรักษาที่โรงพยาบาลสัตว์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ กำแพงแสนตลอด เนื่องจากน้องชายเป็นสัตวแพทย์อยู่ที่นั่นทำให้ผมมีโอกาสได้เห็นการปฏิบัติงานซึ่งขั้นตอนนั้นคล้ายกับที่ทำในคน ไม่ว่าจะเป็นการใส่ท่อช่วยหายใจ การแทงน้ำเกลือ การให้ยา จนถึงการผ่าตัดเลยเกิดความคิดว่า ถ้าอยากจะแก้ปัญหาหมา แมวจรบนเบตงอย่างยั่งยืนแล้วจำเป็นต้องจัดตั้งทีมผ่าตัดเอง ซึ่งผมคิดว่าพวกเราน่าจะทำกันได้ ถึงแม้การลงทุนระยะแรกจะมีค่าใช้จ่ายที่สูงมาก แต่ในระยะยาวแล้วคุ้มค่าสุดสุด เหมาะแก่บริบทของอำเภอเบตงซึ่งอยู่ห่างไกล ดังนั้น ผมจึงขออนุญาตเข้าไปเรียนทำหมันหมา แมวที่นั่น โดยได้ หมอเจี๊ยบ-สัตวแพทย์หญิงรติกร บุตรชา เป็นอาจารย์ถ่ายทอดความรู้ให้ แล้วกลับมาสร้างทีมเพื่อสานฝันให้เป็นจริง เริ่มจากถามน้องๆแพทย์สาขาอื่นซึ่งรักสัตว์เหมือนกัน ปรากฏว่ามีคนสนใจเยอะ ในทีมจึงประกอบด้วยแพทย์ และบุคลากรทางการแพทย์สาขาต่างๆ ซึ่งทั้งหมดปฏิบัติงานอยู่ในโรงพยาบาลเบตง โดยเราได้ตั้งชื่อว่า ชมรมหมาหัวเน่า เบตง หมาหัวเน่า หมายถึง สัตว์ที่โดนทอดทิ้งนั่นเอง

จุดเด่นของทีมเรา คือ เป็นบุคลากรทางการแพทย์ทั้งหมด ไม่มีใครเคยทำงานเกี่ยวกับสัตว์มาก่อนเลย เราใช้เทคนิคปราศจากเชื้อมาตรฐานเดียวกับที่ใช้ในคน ใช้กระบวนการผ่าตัดแบบเดียวกับที่ใช้ในห้องผ่าตัดของโรงพยาบาลสัตว์ แม้จะเป็นการทำนอกสถานที่ กล่าวคือมีการใส่ท่อช่วยหายใจเพื่อป้องกันการสำลัก แทงน้ำเกลือเพื่อลดภาวะแทรกซ้อนเนื่องจากความดันโลหิตต่ำจากยาสลบ ให้ยาปฏิชีวนะและยาแก้ปวดเข้าเส้นเลือดก่อนผ่าตัด ทำให้การผ่าตัดเป็นไปอย่างราบรื่น ฟื้นตัวเร็ว และใช้ไหมละลายเย็บผิวหนังจึงไม่ต้องตัดไหม ใช้ผ้าดิบตัดเป็นเสื้อเพื่อป้องกันสุนัขเลียแผล ลดการติดเชื้อ เพราะได้ตั้งเป้าไว้ว่า ต้องการทำหมันหมา แมวจรสำเร็จ มีอัตราตายจากการผ่าตัด และอัตราแผลติดเชื้ออยู่ในเกณฑ์ที่รับได้ ซึ่งแน่นอนว่าขั้นตอนต่างๆยุ่งยากมาก บุคลากร ค่าใช้จ่าย รวมทั้งเวลาในการผ่าตัดก็มากขึ้นเป็นเงาตามตัว แต่คิดว่าคุ้ม เพราะถ้าผ่าแล้วตายหรือติดเชื้อเยอะคงรับไม่ได้ ด้วยคิดอยู่เสมอว่าหมา แมวเหล่านี้เป็นเสมือนหนึ่งคนไข้ของพวกเราเอง

เราเริ่มออกหน่วยกัน เมื่อวันที่ ๑๘ ธันวาคม ๒๕๕๔ ซึ่งถือว่าเป็นวันก่อกำเนิดชมรม โดยมีหมอเจี๊ยบมาช่วยดูแลการผ่าตัด และการทำงานของทีม ทำให้การนับหนึ่งของพวกเราผ่านไปได้ด้วยดี หลังจากนั้นเราจะออกหน่วยปีละ ๒-๓ ครั้ง เป็นครั้งเล็กๆ ทำหมันครั้งละ ๕-๘ ตัว เพื่อสร้างเสริมประสบการณ์ของทีมงาน ในช่วงสามปีที่ผ่านมาได้ออกหน่วยแล้ว ๘ ครั้ง ทำหมันหมา แมวจำนวน ๒๕๐ ตัว อัตราการตายเป็นศูนย์เช่นเดียวกับอัตราการติดเชื้อหลังผ่าตัด นอกจากนี้ทุกตัวยังได้รับการฉีดวัคซีนป้องกันโรคพิษสุนัขบ้า ฉีดยา Ivermectin รักษาขี้เรื้อนด้วย

เหตุการณ์ประทับใจมีเยอะเลยครับ ครั้งแรกเป็นตอนที่ทำหมันแมวจรแล้วมันเกิดหยุดหายใจหลังจากได้ยาสลบซึ่งถ้าเป็นการออกหน่วยทั่วไป แมวตัวนี้คงตายไปแล้ว แต่เนื่องจากกระบวนการเตรียมผ่าตัดของเรามีมาตรฐานเท่าโรงเรียนแพทย์ คือใส่ท่อช่วยหายใจ ให้น้ำเกลือ และมีอุปกรณ์ช่วยชีวิต เราช่วยยืนบีบ Ambu bag ช่วยหายใจอยู่เกือบสองชั่วโมง ในที่สุดมันก็รอดชีวิต เหตุการณ์ต่อมาเกิดเมื่อกลางปี ๒๕๕๗ เราได้รับแจ้งจากผู้จัดงาน Thailand Pet Expo 2557ที่ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ ให้ไปรับเงินบริจาคเพื่อช่วยเหลือชมรมฯ พอผมไปถึงที่จัดงานก็พบป้ายติดไว้ที่ซุ้มเก็บค่าผ่านประตู ตอนนั้นทั้งดีใจและตกใจ เพราะรู้สึกว่าทางผู้จัดให้เกียรติเรามากๆ มีคนเบตงที่ไปงานเห็นซุ้มดังกล่าวถึงกับต้องเข้ามาโพสต์ในเฟซบุ๊คของชมรมฯ เพราะตกใจและดีใจเช่นกัน ส่วนใหญ่บอกว่าไม่เคยรู้มาก่อนว่ามีชมรมนี้อยู่ที่เบตง ผมรู้สึกนะครับว่าเขาก็ภูมิใจไปกับพวกเราด้วย และยิ่งดีใจมากขึ้นไปอีก เมื่อทราบว่าทางผู้จัดมอบเงินให้ครั้งละหนึ่งองค์กรเท่านั้น แต่ก็มีแอบเสียใจที่พอรับรางวัลเสร็จแล้วผมไม่ได้กล่าวขอบคุณผู้จัด เพราะมัวตื่นเต้นมากจนลืมสคริปท์หมด (หัวเราะ) ทั้งที่จริงแล้วเราซาบซึ้งในความเมตตาและการให้เกียรติแก่ชมรมอย่างสูงสุด หลังจากวันนั้นผมเครียดไปเป็นเดือนเลย เพิ่งรู้สึกดีขึ้นตอนผู้จัดงานนี้ได้ติดต่อมาว่าจะมาจัดงานที่อำเภอหาดใหญ่ในเดือนธันวาคมที่จะถึงนี้ และยังคิดถึงเราอยู่ ผมเลยรีบเสนอว่าจะไปออกหน่วยทำหมันหมา แมวในงานให้โดยไม่คิดมูลค่า

อีกเรื่องเกิดขึ้นกลางปี ๒๕๕๕ ชมรมเราได้ของบสนับสนุนจำนวน ๑๐๐,๐๐๐ บาท จากเทศบาลเมือง เบตงเพื่อทำหมันหมา แมวจรในโครงการรณรงค์ป้องกันโรคพิษสุนัขบ้าของทางเทศบาลฯ ครั้งนั้นเราได้รับเกียรติจากสัตวแพทย์อาสา จากมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ กำแพงแสน ๔ คน ได้แก่ หมอเจี๊ยบ หมอหน่อย หมอเต๋า และหมอแฮป มาช่วยทำหมัน ก่อให้เกิดกระแสคนเบตงพาหมา แมวมาทำหมันเป็นจำนวนมาก หลังจากนั้นในช่วงพฤษภาคมถึงมิถุนายน ของทุกปี ชมรมฯได้จัดงานรณรงค์ทำหมันครั้งใหญ่ ร่วมกับสัตวแพทย์อาสาทีมนี้ และได้ดำเนินมาเป็นปีที่ ๓ แล้ว แต่ปีนี้มีความพิเศษตรงที่ผมมีโอกาสได้แลกเปลี่ยนความคิดเห็นเรื่องการควบคุมโรคพิษสุนัขบ้ากับ นายแพทย์สรรพงษ์ ฤทธิรักษา นายแพทย์สาธารณสุขจังหวัดนราธิวาส คุณหมอได้เอ่ยถึงการควบคุมสุนัขและแมวเร่ร่อนซึ่งมีจำนวนมากในโรงพยาบาลสุไหงโก-ลก และเห็นด้วยกับการควบคุมจำนวนสัตว์เหล่านี้โดยการทำหมันแทนการวางยาหรือจับไปทิ้งจึงเป็นที่มาของโครงการรณรงค์ป้องกันโรคพิษสุนัขบ้าของจังหวัดนราธิวาส ประจำปี ๒๕๕๗ โดยเป็นความริเริ่มของ กระทรวงสาธารณสุข ร่วมกับ ชมรมหมาหัวเน่า เบตง เทศบาลเมืองสุไหงโก-ลก และกรมปศุสัตว์ งานนี้เราไปร่วมออกหน่วยทำหมันหมา แมวจรที่เทศบาลเมืองสุไหงโก-ลก และเป็นครั้งแรกที่ได้ออกหน่วยนอกสถานที่ทำหมันหมา แมว ๑๒๖ ตัว ส่วนในอนาคตเรามีแผนจะจัดทำหมันครั้งละ ๕๐-๘๐ ตัว อย่างน้อยปีละ ๑ ครั้ง โดยเฉพาะออกหน่วยที่ปัตตานี หลังจากได้ออกหน่วยมาแล้วที่ยะลา และนราธิวาส เพื่อจะได้ครบทั้งสามจังหวัดชายแดนภาคใต้

ความรู้สึกที่เกิดกับพวกเราทุกคนคือภูมิใจครับที่ทำในสิ่งเป็นไปได้ยากให้กลายเป็นจริงได้ ผมคิดว่าไม่มีอะไรที่เป็นไปไม่ได้หากเรามีความเพียร และยิ่งถ้ามีการจัดการอย่างเหมาะสมด้วยแล้ว คน และสัตว์ก็สามารถอยู่ร่วมกันได้อย่างมีความสุข ส่วนสมาชิกในชมรมฯ ทุกคนมีความสุขในการออกหน่วย และอยากจะไปด้วยกันอีก โดยเฉพาะสัตวแพทย์อาสาที่รู้สึกว่าตัวเองมีคุณค่ามาก เพราะว่าเขาไม่ต้องใช้ทุน ดังนั้น โอกาสที่จะมาช่วยเหลือสัตว์ในพื้นที่ห่างไกลแบบนี้แทบไม่มีเลย พอได้มาแล้วถึงรู้สึกว่าตัวเองสามารถช่วยเหลือสังคมได้มากไม่ต่างไปจากหมอคนเลย ตอนนี้ทุกคนอยากเห็นการเติบโตของชมรมฯ และโอกาสที่จะใช้ศักยภาพของพวกเราช่วยเหลือหมา แมวจรได้มากกว่านี้ เราอยากจะจุดประกายให้คนในพื้นที่และคนไทยทั่วไปที่รักสัตว์เห็นความสำคัญที่จะดูแลสัตว์ของตนเองด้วยความรักและปกป้องช่วยเหลือสัตว์จร เพราะสุนัขและแมวไม่ใช่แค่สัตว์เลี้ยง แต่พวกมันเป็นทั้งเพื่อนและสมาชิกในครอบครัวด้วย"