ความผิดพลาด

ในญี่ปุ่น (วันที่ห้า)
สายลม...แสงแดด

"ไปหนาย?" "ไปยังที่ที่ลมมันพัดไป" บทสนทนาสั้นๆนี้ปรากฏอยู่ในนิทานเซน ซึ่งท่านพุทธทาสภิกขุนำมารวบรวมเอาไว้ เห็นมีตีพิมพ์หลายรูปแบบ แต่ที่มีอยู่ที่บ้านนั้นอยู่ในรูปของหนังสือเล่มเล็กๆ สุดแสงดาวชอบอ่านนิทานเซนเหล่านี้ที่สุด ถึงจะเข้าใจบ้างไม่เข้าใจบ้าง แต่ก็สนุกดี ที่หยิบยกมาเขียนไว้ตรงนี้ก็เพราะว่ามันเข้ากับบรรยากาศของเมืองนาราที่ไปเยือนในวันนั้น ดูเข้าที

ตลอดทั้งทริปนั้น เราพักอยู่ที่ Backpackers Hostel K's House Kyoto นานที่สุด แต่จะบอกว่าอยู่ที่เกียวโตนานที่สุดคงไม่ใช่ เพราะไปยึดไว้เป็นสถานีที่วางกระเป๋าและอาศัยซุกหัวนอนเฉยๆ ส่วนตัวก็ปล่อยให้ "ลมและเท้าของฉันมันพาไป" อย่างในนิทานเซนเรื่องเด็กในวัดเซนนั่นแหละ

"ไปหนาย?"

"ไปยังที่ที่เท้าของฉันมันพาไป"

และวันนั้นเท้าเราก็พาตัวไปเดินปร๋ออยู่ในเมืองนารา

เกียวโต เป็นเมืองหลวงเก่าของญี่ปุ่นก่อนจะเปลี่ยนมาเป็นโตเกียว แต่นารา เป็นเมืองหลวงที่เก่าแก่ยิ่งไปกว่าเกียวโตเสียอีก เรียกได้ว่าเป็นเมืองแห่งวัฒนธรรมอีกแห่งหนึ่ง เป็นเมืองที่เต็มไปด้วยประวัติศาสตร์...และกวาง เอกลักษณ์ของเมืองนี้ ก็คือมีกวางเดินเพ่นพ่านเต็มไปหมดโดยไม่มีใครทำร้าย ในทำนองเดียวกับที่วัวซึ่งถือกันว่าเป็นพาหนะของพระอิศวร มีอภิสิทธิ์เดินเต็มถนนในอินเดียนั่นแหละ สำหรับที่นี่ เขาถือกันว่ากวางเป็นบริวารของเทพเจ้า

ใครมาเที่ยวนาราก็ต้องมาที่นี่ เพราะเป็นสถานที่ท่องเที่ยวสำคัญ...วัดโทไดจิ

วัดนี้มีความสำคัญยังไงและยิ่งใหญ่อลังการแค่ไหน หาอ่านได้เพียบจากในเว็บไซต์ แต่ที่อยากจะบอกก็คือว่าที่นี่เป็นแหล่งชุมนุมของกวางจำนวนมากจุดหนึ่งทีเดียวแหละ ถ้าอยากดูเฉพาะกวาง ไม่ต้องไปสวนสัตว์ให้เสียเวลา มาที่นี่จะได้สัมผัสกับกวางตัวเป็นๆ ที่เดินเล็มหญ้ากันอย่างอิสระ (แต่จริงๆ เท่าที่เห็นก็ไม่มีตัวไหนเล็มหญ้า คอยจ้องรออาหารจากนักท่องเที่ยวมากกว่า) และเข้ามากินอาหารจากมือแบบใกล้ชิดชนิดเนื้อแนบเนื้อ

คงจะเพราะนักท่องเที่ยวเยอะ คนเยอะ กวางก็เลยรู้ว่าที่นี่เป็นแหล่งอาหาร เพราะก่อนถึงทางเข้าวัดมีพ่อค้า แม่ค้าขายขนมเลี้ยงกวางหลายเจ้า เป็นขนมแผ่นกลมๆ แบนๆ ชิ้นขนาดประมาณฝ่ามือ ค่อนข้างบาง ซ้อนกันเป็นตั้ง ตั้งหนึ่งๆ ถือในมือข้างเดียวได้ไม่ลำบากยากเย็นอะไร

ส่วนที่ยากคือ ทำยังไงไม่ให้กวางแย่งจากมือเราได้ นั่นแหละ

เพราะตอนเดินผ่านเฉยๆ กวางก็ยืนดูเราเฉยๆ ดีอยู่ ถ้าเข้าใกล้บางทีจะเดินหนีเสียด้วยซ้ำ แบบว่าบางตัวหยิ่งไม่อยากให้จับ แต่พอซื้ออาหารเท่านั้นแหละ บรรดากวางที่ยืนเป็นสัตว์รักสงบกันอยู่จะตรงดิ่งเข้ามาหาเราเองโดยไม่ต้องเปลืองน้ำลายเรียกสักคำ

เจ้าพวกนี้เหมือนแกะในฟาร์มที่เขาใหญ่น่ะ ช่างไม่มีความหวั่นเกรงสิ่งมีชีวิตที่เรียกว่ามนุษย์เอาซะเลย มิหนำซ้ำยังเห็นเราเป็นเครื่องผลิตอาหาร พอมีขนมในมือก็ถือว่าซี้กันโดยไม่ปรึกษาหารือ

ที่สุดแสงดาวเห็นว่าแปลกและออกจะตลกดีก็คือ ดูเหมือนคนญี่ปุ่นแทบทุกคนจะสอนให้กวาง "โค้งคำนับ" ก่อนรับอาหาร

แหม อบรมมารยาทกระทั่งกวาง!

วิธีของเขาก็คือ ผงกหัวหงึกหงักให้กวางดูเป็นตัวอย่างว่าต้องทำยังไง ถ้ากวางทำตามได้ ถึงจะได้รางวัลคือขนมไปกิน

เห็นมากับตา เพราะวันนั้นมีเด็กวัยรุ่นชาวญี่ปุ่นกลุ่มหนึ่งอยู่ห่างออกไปไม่มาก กำลังพยายามสอนให้กวางโค้ง!

และคงไม่ใช่กลุ่มเดียวที่ทำแบบนั้น เพราะแทบทุกตัวที่แห่กันเข้ามาขอขนมกินนั้น ผงกหัวหงึกหงักกันหมดเลย เหมือนจะพูดว่า "ให้ฉันเถอะนะ ให้ฉันเถอะ!" เราสามคนที่ไปด้วยกันขำมารยาทอันดีของมัน (จริงๆ ไม่น่าไปขำเลย มันเป็นวัฒนธรรมอันดีงามแท้ๆเชียว เกิดมันเขินขึ้นมาอาจจะพานเลิกโค้งคำนับก็ได้) พลางก็แจกจ่ายขนมแล้วลูบหัวลูบตัวกวางอย่างเอ็นดู

ไม่ว่าจะให้อาหารปลา อาหารลิง อาหารแกะ อาหารกวาง หรือให้สัตว์ชนิดอื่นๆ คนที่ชอบให้อาหารสัตว์จะสังเกตได้ว่ามักจะมีตัวแข็งแกร่งที่จะได้กินมากกว่าตัวอื่นๆ และตัวอ่อนแอที่แทบไม่ได้กินหรือไม่ได้กินเลยอยู่เสมอ

สุดแสงดาวมักจะพยายามให้ตัวที่อ่อนแอนั่นแหละ และวันนั้นก็พยายามให้กวางตัวเล็กที่ดูจะยังหิวอยู่มาก (แต่จริงๆ ที่มารุมอยู่ก็หิวทั้งนั้น ส่วนตัวที่อิ่มหาร่มไม้นอนสบายใจเฉิบไปแล้ว) แต่เจ้าตัวใหญ่ก็มาแย่งไป เลยตบหัวมันไปเบาๆ (กะน้ำหนักมือแล้วนะว่าไม่หนัก) แถมดุมันว่านิสัยไม่ดี แย่งเพื่อนกินนะ แต่มันก็ไม่สะทกสะท้าน

ที่สะทกสะท้านน่ะ คนญี่ปุ่น หันมามองสุดแสงดาวตบตีกวาง แฮ่ เอาจริงๆ เขาห้ามทำร้ายกวางนะ ที่นาราน่ะ

อากาศวันนั้นค่อนข้างเย็นทีเดียว มีฝนตกร่วมด้วย นักท่องเที่ยวรวมทั้งเราสามคนต้องกางร่มเดินเที่ยว แต่เราก็ซื้อไอศกรีมมากินกันคนละโคน เที่ยวนาราสบายๆ อย่างไม่รีบร้อน ถือเป็นการจำลองชีวิตคนนาราสมัยยังรุ่งเรืองเป็นราชธานีของญี่ปุ่น ชีวิตในตอนนั้นน่าจะดำเนินไปด้วยจังหวะที่เนิบช้าและละเมียดละไมกว่าเรามากทีเดียว มีเวลาถามไถ่

"ไปหนาย?"

และคำตอบก็อาจจะเรียบง่ายจนชวนให้ตื้นตัน "ฉันไปซื้อผักที่ตลาด"