อ่านจิตให้กระจ่างใจ ใน "จิตตนคร"

หนังสือแห่งธรรม
ช่างภาพ: 

ตอนที่ 4 ผังเมืองแห่งจิตตนคร "จิตตนครมีถนน 4 สาย ที่มาบรรจบกัน แต่มิใช่ว่าทั้งเมืองจะมีถนนอยู่เพียง 4 สายเท่านั้น ยังมีถนนที่ตัดจากถนน4สายนั้นออกไปในที่ต่างๆอีกมากมายทั่วทั้งเมือง สำหรับเป็นทางคมนาคมของพลเมือง และสำหรับขนลำเลียงอาหาร ข้าว น้ำ สินค้าต่างๆไปเลี้ยงพลเมืองได้โดยสะดวกทั้งเมือง มีไฟฟ้า และน้ำใช้สมบูรณ์ ระบบจ่ายกระแสไฟ และจ่ายส่งน้ำก็เรียบร้อย เพราะมีสายไฟต่อทั่วไปทุกซอกเล็ก ตรอกน้อยเปิดสว่างอบอุ่นอยู่เสมอ มีคลองส่งน้ำ และมีท่อน้ำใหญ่เล็กทั่วไปเช่นเดียวกัน มีลมพัดผ่านได้ทั่วไปทั้งหมด ไม่อับลม แผ่นดินก็ชุ่มชื้นเหมาะเป็นที่เพาะปลูกพืชผลทั้งปวง"

เจ้าพระคุณสมเด็จพระญาณสังวรฯ ทรงเปรียบเปรยจิตตนครเป็นเมืองอันบริบูรณ์เพียบพร้อมดังที่มหานครทั้งหลายพึงมีทุกประการ ถนนสายหลักที่มีอยู่ 4 สายก็คือ ธาตุดิน น้ำ ลม ไฟ ที่มารวมศูนย์อยู่ตรงใจกลางพระนคร และเป็นที่อยู่ของเจ้าครองนคร ซึ่งก็คือจิตหรือจิตใจที่เป็นเสมือนผู้ปกครองมหานครแห่งนี้

"เมืองนี้จัดระบบเรื่องปากท้องของพลเมืองทั้งหมดไว้ดีมาก น่าจะไม่มีเมืองไหนๆทำได้เหมือน คือ ตั้งโรงครัวใหญ่ไว้สำหรับเลี้ยงพลเมืองทั้งหมดไว้เพียงแห่งเดียว เรียกว่า เป็นท้องของเมือง และมีปากของเมืองเพียงปากเดียว สำหรับลำเลียงอาหารเข้าสู่ท้อง โดยวางท่อจากปากเมืองเข้าสู่ท้องของเมือง ซึ่งเป็นโรงครัวใหญ่ ครั้นปรุงอาหารเสร็จแล้ว ก็ส่งอาหารไปเลี้ยงพลเมืองทั้งเมืองทางท่ออีกเหมือนกัน ไม่ต้องใช้รถหรือพาหนะอะไรบรรทุกทั้งสิ้น ในคราวที่หาอาหารได้ไม่เพียงพอ ก็เฉลี่ยอาหารไปเลี้ยงกันทั่วทั้งเมืองเท่าๆกัน มีมากก็กินมาก มีน้อยก็กินน้อยเท่าๆกัน ไม่มีก็อดเหมือนกันทั้งเมือง พลเมืองทั้งหมดไม่มีใครกินน้อยหรือมากกว่ากัน ทั้งไม่มีใครกินดีหรือเลวต่างกัน ต่างกินเหมือนๆกันทั้งหมด นี้เป็นระบบการเลี้ยงพลเมืองของจิตตนคร ระบบต่างๆถูกจัดวางไว้เป็นอย่างดี"

ทรงเน้นย้ำให้เห็นว่าเรื่องปากท้องเป็นเรื่องสำคัญต่อทุกระบบ ไม่ว่าบ้านเมืองไหนๆ ทุกอย่างจะเดินหน้าไปได้ก็ต้องอิงอาศัยเรื่องปากเรื่องท้องเป็นหลัก ถ้าระบบบริหารจัดการเกี่ยวกับปากท้องจัดระบบไว้อย่างดี มีความเท่าเทียมเสมอภาค กิจการต่างๆในบ้านเมืองนั้นๆก็เป็นอันหวังได้ว่าทุกสิ่งอย่างจะลื่นไหลไปตามครรลองด้วยดี

"ระบบการถ่ายของเสียออกไป ก็จัดได้อย่างดีอีกเช่นเดียวกัน มีที่เก็บของเสีย มีที่เก็บน้ำทิ้ง และมีท่อระบายออกทั้งของเสียและน้ำทิ้ง และมีท่อระบายเล็กๆอีกนับไม่ถ้วนทั่วทั้งเมือง น่าสังเกตว่าเมืองนี้ใช้ท่อเป็นสิ่งสำคัญ ทั้งเมืองมีท่อฝังอยู่ทั่วไปหมด ทั้งใหญ่ และเล็ก ดูน่าพิศวงที่สามารถจัดระบบท่อได้ถึงเช่นนั้น นอกจากนี้ยังมีโรงงานต่างๆ อีกมากมาย เช่น โรงงานปัปผาสะ (ปอด) โรงงานหทยะ (หัวใจ) โรงงานวักกะ (ไต) โรงงานยกนะ (ตับ) โรงงานปิหกะ (ม้าม) เป็นต้น ซึ่งต่างก็ทำงานกันอย่างเต็มที่ ไม่มีหยุดด้วยเครื่องจักรพิเศษ เพื่อความดำรงอยู่แห่งจิตตนคร"

สิ่งสำคัญที่จะมองข้ามไปไม่ได้นั่นก็คือ ระบบจัดการของเสีย เมื่อเรื่องการกินการอยู่เป็นไปด้วยดี ของเสียต่างๆที่ต้องระบายทิ้งก็ต้องมีวิธีบริหารจัดการอย่างเหมาะสมตามไปด้วย อวัยวะทุกส่วนของเราประกอบขึ้นด้วยธาตุทั้ง 4 แต่จะหนักไปทางธาตุใดก็จะเห็นเด่นชัดไปตามลักษณะของธาตุนั้น

ส่วนไหนที่แข็งๆ อย่างกระดูก ฟัน มีความเป็นกลุ่มก้อน เช่น กล้ามเนื้อ อวัยวะภายนอก อวัยวะภายในต่างๆ ก็จัดอยู่ในธาตุดิน ส่วนที่เป็นของเหลว อย่าง เลือด น้ำเหลือง น้ำลาย น้ำย่อย ฮอร์โมนต่างๆ จัดเป็นธาตุน้ำ ถ้าเป็นความร้อนเย็นในร่างกาย อย่างอุณหภูมิความอบอุ่น การเผาผลาญอาหารและพลังงาน อย่างนี้เป็นธาตุไฟ ส่วนลมหายใจเข้าออก ลมในช่องปอดหรือช่องท้องฯ สิ่งที่พัดผันไปในร่างกาย ก็คือธาตุลมนั่นเอง

ธรรมชาติของร่างกายเป็นอย่างนี้ มีระบบหายใจ ระบบปากท้อง มีระบบย่อยอาหาร ระบบเผาผลาญพลังงาน ระบบไหลเวียนเลือดที่คอยส่งอาหารไปหล่อเลี้ยงส่วนต่างๆ และมีระบบกำจัดถ่ายเทของเสียออกจากร่างกาย ฯลฯ หากผู้ครองนครสามารถบริหารจัดการระบบต่างๆให้เป็นไปด้วยดีสม่ำเสมอ จิตตนครแห่งนี้ก็ย่อมดำรงอยู่สืบไปอย่างต่อเนื่อง

"น่าสังเกตว่าโรงงานเหล่านี้สามารถทำงานได้ทนทานที่สุด เพราะทำไม่มีเวลาหยุด ต่างจากโรงงานอื่นๆทั่วไป ซึ่งยังต้องมีเวลาหยุดพัก และว่าถึงขนาดของโรงงาน ในจิตตนครแต่ละโรงก็เล็ก แต่สามารถทำงานได้ผลดีมาก อย่างที่ใครๆที่ไปเห็นก็คิดไม่ถึงว่าทำไมจึงทำงานได้ถึงเพียงนี้"

ร่างกายคนเราสามารถทำงานโดยอัตโนมัติต่อเนื่องทั้ง24ชั่วโมง ไม่มีวันหยุด ไม่ว่าลมหายใจที่เข้าแล้วก็ออกสลับกันเรื่อยไป หัวใจที่ไหวเต้นอยู่ทุกวินาที เลือดซึ่งไหลเวียนไปเลี้ยงส่วนต่างๆ ระบบเผาผลาญพลังงาน ระบบฮอร์โมนที่คอยซ่อมเสริม ระบบกำจัดของเสียทำหน้าที่ถ่ายเทเอาของเสียออกไปจากร่างกาย ฯลฯ ระบบเหล่านี้แบ่งงานกันทำอยู่ตลอดเวลา ไม่มีวันหยุด

หากว่าการทำงานของระบบใดระบบหนึ่งเกิดติดขัดขึ้นมา ก็จะส่งผลสะเทือนถึงการทำงานของระบบอื่นๆอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ เจ้าเมืองจึงมีหน้าที่ต้องดูแลบริหารเหตุปัจจัยต่างๆที่จะส่งผลเชื่อมโยงถึงกันในทุกระบบให้ดี เพื่อให้เกิดผลเสียหายน้อยที่สุด หรือหากเมื่อเกิดขึ้นแล้วก็ต้องรีบแก้ไขโดยรวดเร็วทันแก่การณ์ ยกตัวอย่างเรื่องอาหารการกิน ก็ต้องกินอาหารที่มีประโยชน์ กินอย่างพอเหมาะพอดี ไม่กินด้วยกิเลสที่เกิดจากความอยากทำให้กินมากเกินไป เห็นอะไรๆที่ชอบใจ ก็น่ากินไปซะทั้งนั้น ก็เลยกินดะเสียจนอิ่มแปล้ ทำให้เกิดจุกเสียดแน่น ท้องอืดท้องเฟ้ออยู่บ่อยๆ แถมพกด้วยโรคอ้วนที่ทำให้ป่วยเป็นนู่นเป็นนี่ได้ง่ายๆ

แต่บางคนกลับตรงกันข้าม เห็นของถูกใจชอบใจก็นึกอยากกินกับเขาด้วย แต่ความที่ห่วงสวย กลัวรูปร่างไม่ฟิตไม่เฟิร์ม ประเดี๋ยวใส่ชุดอะไรๆก็ไม่สวย ก็เลยยอมอด เวลาจะกินอะไรแต่ละอย่างต้องนั่งคิดคำนวณแคลอรีจนเล่นเอาปวดหัว พอเผลอตัวกินเข้าไปมากหน่อยก็ต้องวิ่งไปโก่งคออาเจียนออก หรือรีบกินยาถ่ายตาม อย่างนี้ก็ไม่ไหวเหมือนกัน

หรือถ้าเป็นเรื่องงาน บางคนทำงานหนักจนไม่มีเวลาพักผ่อน ยิ่งช่วงไหนลูกใกล้เปิดเทอมต้องเร่งหาค่าเทอมลูก หรือในครอบครัวมีความจำเป็นต้องใช้จ่ายสูง บ้างก็ติดนิสัยใช้จ่ายฟุ่มเฟือย ก็หันมาทำโอ.ที.บ้าง หาจ็อบเสริมบ้าง ต้องทำงานหนักพักผ่อนน้อย จนพลอยล้มป่วยไปก็มี บางรายมองหาช่องทางหารายได้พิเศษ ไปๆมาๆก็อาศัยกลโกงเป็นช่องทางรวยลัด สุดท้ายต้องไปนั่งเฝ้าลูกกรงอยู่ในคุกก็มี

บางรายมีลูกหลานเกเรไม่ได้ดั่งใจก็คิดมาก กินไม่ได้นอนไม่หลับ กลุ้มอกกลุ้มใจจนเครียดลงกระเพาะ ระหว่างที่ไปๆมาๆหาหมอเพื่อรักษาตัว ก็ต้องวิ่งไปรักษาใจปรึกษาหมอดูรายนั้นรายนี้ว่าจะทำยังไงดีให้ลูกหลานกลับมาอยู่ในโอวาทเหมือนเดิม กินหยูกกินยาเสียเงินเสียทองไปตั้งมากมาย ลูกหลานก็ยังไม่ได้ดั่งใจซักที อย่างนี้ยิ่งเครียดหนักกว่าเก่า

โดยรวมแล้วผู้เป็นเจ้าครองนครต้องมีวิธีบริหารกายใจตลอดจนบริหารชีวิตให้เป็นไปอย่างสมดุล บริหารร่างกายก็ต้องดูแลด้านการกินการอยู่และการขับถ่ายให้เหมาะสม หมั่นออกกำลังกายที่จะช่วยให้ร่างกายแข็งแรง และพักผ่อนนอนหลับอย่างพอเพียง บริหารจิตใจก็ให้ทำทาน ศีล ภาวนา อยู่เสมอ ส่วนการบริหารชีวิต ก็ให้มีพระรัตนตรัยเป็นที่พึ่ง โดยมีธรรมะ หรือพระธรรมคำสอนของพระพุทธเจ้าเป็นแนวทางในการดำเนินชีวิต เรียนรู้วิธีทำใจให้สงบเยือกเย็น และรู้จักปล่อยวางให้เป็น

แน่นอนว่าทุกชีวิตมีเวลา 24 ชั่วโมงต่อหนึ่งวันเท่ากันทุกคน และตลอด 24 ชั่วโมงนี้ ธรรมชาติก็เปิดโอกาสให้ระบบต่างๆในร่างกายเราทำงานอย่างเต็มที่ วันแล้ววันเล่า จากวันสู่เดือน เคลื่อนคล้อยสู่ปี ปีแล้วปีเล่า ไม่มีหยุดพัก เพราะวันใดที่ระบบต่างๆเหล่านี้หยุดพักนั่นหมายถึงชีวิตที่จบสิ้นลงนั่นเอง

ดังนั้น ระหว่างเส้นทางเดินในชีวิตหนึ่งๆนี้ ผู้ครองนครหรือผู้ครองชีวิตแต่ละชีวิตซึ่งมีหน้าที่ดูแลกายใจอยู่ จึงต้องเป็นนักบริหารจัดการที่ดี รู้จักบริหารระบบต่างๆทั้งทางกายทางใจให้ประสานสอดคล้องกันไปด้วยดี ไม่ต่างจากวาทยกรที่ต้องบริหารควบคุมเสียงดนตรีจากนักดนตรีเหล่าต่างๆให้บรรเลงพร้อมกันได้อย่างไพเราะ หากไม่สามารถจัดการให้นักดนตรีแต่ละหมู่เล่นดนตรีได้อย่างสอดคล้องกลมกลืนกัน ก็อาจพลอยทำให้เพลงนั้นๆต้องสะดุดหยุดลง หรือวงทั้งวงอาจล่มลงกลางคันก็เป็นได้ ชีวิตก็เป็นเช่นนั้น ถ้าระบบใดระบบหนึ่งสะดุดหยุดลง ก็อาจส่งผลให้รวนทั้งระบบได้

ก่อนจบเจ้าพระคุณสมเด็จฯทรงย้ำเตือนว่า "ในบรรดาสิ่งประณีตพิสดารต่างๆแห่งจิตตนครนั้น นครสามี หรือเจ้าเมืองเป็นความสำคัญที่สุด ไม่มีสิ่งใดสำคัญเท่า และเจ้าเมืองแห่งจิตตนครก็คือจิตนี้เอง หรือใจนี้เอง ใจเป็นใหญ่ ใจเป็นประธาน ทุกสิ่งสำเร็จด้วยใจ คือการกระทำใดๆก็ตาม คำพูดใดๆก็ตาม จะดีหรือจะชั่ว จะเป็นการส่งเสริมหรือเป็นการทำลายจิตตนคร ก็ย่อมเนื่องมาจากนครสามี หรือจิตหรือใจนั่นแหละเป็นสำคัญ ถ้านครสามีดีหรือถ้าใจดี การพูด การทำ อันเกิดจากนครสามีหรือใจนั้นก็ย่อมดี ย่อมเป็นการส่งเสริมจิตตนคร ถ้านครสามีไม่ดี คือถ้าใจไม่ดี การพูด การทำ อันเกิดจากนครสามีหรือใจนั้นก็ย่อมไม่ดี ย่อมเป็นการทำลายจิตตนคร"

ใจหรือผู้ครองนครที่มีนามว่านครสามีผู้นี้ ก็เปรียบดั่งวาทยกรที่ต้องควบคุมวงดนตรีทั้งวงให้บรรเลงอย่างสอดคล้องกลมกลืนกันไปทั้งวง ท่วงทำนองของเสียงเพลงที่ดังออกมาจะไพเราะน่าฟัง จะผิดเพี้ยนไปอย่างไร หรือชวนซาบซึ้งดื่มด่ำมากน้อยแค่ไหนก็ขึ้นอยู่กับวาทยกรผู้ควบคุมวงนั้นเองที่คอยกำกับควบคุมให้เป็นไป เฉกเช่นกันกับชีวิตคนเรา ที่วาทยกรชีวิตก็เปรียบดั่งจิตใจหรือผู้ครองนครที่คอยควบคุมกำกับการแสดงออกในด้านต่างๆของเรา ดังพุทธพจน์ที่เจ้าพระคุณสมเด็จฯ ทรงยกขึ้นมาว่า "ใจเป็นใหญ่ ใจเป็นประธาน ทุกสิ่งสำเร็จด้วยใจ" ในทุกๆการกระทำ ทุกๆคำพูดของเราล้วนมีใจเป็นผู้บงการทั้งสิ้น หากเรามีความตั้งใจที่ดี คิด พูด และทำในสิ่งที่ดีนั้นอย่างมีสติรอบคอบ ผลที่ออกมาย่อมสำเร็จประโยชน์สมดังตั้งใจ

แต่ใจของคนเรานั้นรวดเร็วมาก จนบางทีเจ้าตัวตามไม่ทัน หากว่าเราไม่ระมัดระวัง พลั้งเผลอสติ ก็อาจคิดผิด พูดผิด ทำผิด จนเกิดเป็นมโนกรรม วจีกรรม และกายกรรม ขึ้นได้ ดังนั้น ใจของเราจึงเป็นเรื่องสำคัญมาก ถ้าเราไม่สามารถบังคับใจปล่อยให้อารมณ์ภายนอกเข้ามายั่วยุ ปล่อยให้กิเลสเข้ามาครอบงำ ก็ต้องพลอยทำผิดทำชั่วไปตามที่กิเลสยั่วยุบงการ ทำให้คิดผิด พูดผิด ทำผิด จึงต้องทำผิดทำบาปซ้ำแล้วซ้ำเล่า ทั้งทางมโนกรรม วจีกรรม และกายกรรม

ส่วนจิตใจที่ฝึกฝนอบรมไว้ดีแล้ว สามารถระงับข่มใจไม่ให้ไหลไปตามกระแสอารมณ์ ตามกิเลสที่เข้ามาปรุงแต่งนั้น ทำให้เกิดเป็นจิตใจที่ตั้งมั่น ซึ่งจะแสดงออกทางกายวาจา เป็นการกระทำเป็นคำพูดที่ดี บุคคลใดมีจิตที่ฝึกดีแล้ว ย่อมนำความสุขมาให้ การฝึกจิตให้ดีนี้ ย่อมฝึกได้ด้วยศีล สมาธิ ปัญญา ที่เราทุกคนสามารถลงมือทำได้ทันทีในปัจจุบัน

"บรรดาผู้มาบริหารจิตทั้งหลาย คือ ผู้มาพยายามทำเจ้าเมืองแห่งจิตตนครของตนๆให้ดี เพื่อให้เกิดผลสืบเนื่องไปถึงการพูดดีทำดีต่อไปด้วย จึงนับว่าเป็นผู้ไม่กำลังทำลายจิตตนครของตน แต่กำลังพยายามส่งเสริม ซึ่งนับเป็นการกระทำที่ชอบ ที่จะนำให้เกิดความร่มเย็นเป็นสุขขึ้นในจิตตนครของตนสืบไป"

(ขอขอบคุณภาพประกอบจากหนังสือ วจนธรรม instanyana ในสมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก)

โปรดอ่านต่อฉบับหน้า