การล้ม (Falls) หมายถึง ภาวะที่ผู้สูงอายุล้มลงไปสู่พื้น หรือพบว่านอนอยู่ที่พื้น หรือเป็นภาวะที่ล้มไปกระแทกกับวัสดุอุปกรณ์ที่อยู่ในบริเวณนั้น เช่น เก้าอี้ โต๊ะ แล้วพยายามดึงตัวกลับมาเพื่อทรงตัว ในกรณีที่หกล้มหรือสูญเสียการทรงตัวหมายถึง การเปลี่ยนแปลงหรือการเคลื่อนที่ของจุดศูนย์กลางมวล (Center of Pressure) ออกมานอกฐานที่รองรับน้ำหนักของร่างกาย เป็นการหลุดจากฐานที่รับน้ำหนักของร่างกายโดยไม่ตั้งใจ จากการทบทวนวรรณกรรมการศึกษาในต่างประเทศพบว่าโดยเฉลี่ย 30% ของผู้ที่มีอายุ 65 ปีขึ้นไป เกิดการล้มอย่างน้อย 1 ครั้งต่อปี 2-4 ประเทศไทยมีรายงานการเกิดการล้มหลากหลายโดยอยู่ในช่วง 12-43% ขึ้นกับกลุ่มประชากรที่ศึกษา วิธีการวิจัย และการตรวจประเมินและเก็บข้อมูล อย่างไรก็ตามจากการทบทวนวรรณกรรม ยังไม่มีการศึกษาในประเทศไทยที่ศึกษาอุบัติการณ์การล้มในผู้สูงอายุโดยลักษณะการติดตามไปด้านหน้า ซึ่งเป็นรูปแบบการวิจัย เพื่อศึกษาผลของการล้มที่ได้รับการยอมรับว่าน่าเชื่อถือและมีความแม่นยำ

ผลกระทบที่เกิดขึ้นจากการล้มในผู้สูงอายุส่วนมากเป็นผลกระทบที่ไม่รุนแรง ก็จากการศึกษาในต่างประเทศ 20-30% ของการล้มเป็นสาเหตุการบาดเจ็บที่รุนแรงหรือที่ต้องเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาล เช่น กระดูกหัก หรือการบาดเจ็บต่อศีรษะ สมอง 9-10 ผลกระทบจากการล้มยังส่งผลต่อเนื่องให้เกิดความบกพร่องหรือข้อจำกัดทั้งด้านสุขภาพกาย และจิตใจภายหลังการล้มหรือภายหลังออกจากโรงพยาบาล ซึ่งรวมถึงการลดลงของความสามารถด้านการเคลื่อนไหวหรือการดำรงชีวิตประจำวันอย่างอิสระด้วยตนเอง และการเสียความมั่นใจในการเดินหรือทำกิจกรรมเนื่องจากความกลัวต่อการล้ม (Fear of Falling) นอกจากนี้พบว่าการล้มเป็นสาเหตุหลักของการเกิดกระดูกหักในผู้สูงอายุ โดยเฉพาะกระดูกสะโพก และยังเป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้ผู้สูงอายุต้องย้ายจากบ้าน และชุมชนไปอยู่ในสถานพักฟื้นคนชรา (Residential Care Settings) สำหรับประเทศไทยจากรายงานสถานการณ์ผู้สูงอายุไทย พ.ศ.2551 โดยมูลนิธิสถาบันวิจัยและพัฒนาผู้สูงอายุไทยพบว่า การหกล้มเป็นหนึ่งในห้า สาเหตุสุงสุดของการบาดเจ็บในผู้สูงอายุไทย คิดเป็นร้อยละ 40 ของสาเหตุการบาดเจ็บทั้งหมด

ปัจจัยเสี่ยงต่อการล้ม (Falls Risk Factors)

สามารถแบ่งได้เป็นปัจจัยภายในและปัจจัยภายนอก

ปัจจัยภายใน มักรวมถึงอายุ ความแข็งแรงของกล้ามเนื้อช่วงขาลดลง โดยเฉพาะกล้ามเนื้อบริเวณสะโพกและต้นขา ความยืดหยุ่นของร่างกาย รวมถึงการเคลื่อนไหวของข้อต่อที่บริเวณสะโพก ข้อเข่า และข้อเท้าลดลง การเดินและความสามารถในการทรงตัว ลักษณะท่าทางที่เปลี่ยนแปลงไปเนื่องจากกายภาพเปลี่ยนแปลง เช่น เดินหลังค่อมมากขึ้น ซึ่งเป็นผลมาจากภาวะกระดูกพรุนร่วมด้วย ทำให้น้ำหนักตัวถ่ายเทไปทางด้านหน้ามาก มีส่วนทำให้หกล้มได้ง่าย ส่วนใหญ่จะแก้ไขด้วยวิธีการใช้ไม้เท้าช่วยในการเดิน การเปลี่ยนแปลงท่าทางที่มีผลทำให้ความดันลดลงกะทันหัน จนเกิดอาการหน้ามืดหรือเวียนศีรษะจนหกล้มได้ง่าย มีปัญหาทางด้านสายตา ทำให้ประสิทธิภาพการมองเห็นลดลง มองเห็นไม่ชัด หรือมีอาการตาฝ้าฟาง การดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ปฏิกิริยาการตอบสนองลดลง ความคิดและความจำลดลง เวลาเจอสิ่งกีดขวางทำให้มีการเปลี่ยนแปลงทิศทางไม่ทัน ทำให้สะดุดหกล้มได้ง่าย ภาวะโรคต่างๆ เช่น ข้อเสื่อม เบาหวาน ภาวะกระดูกพรุน ความดันโลหิตต่ำ ความบกพร่องด้านความจำและการเรียนรู้

ปัจจัยภายนอก มักรวมถึงสิ่งแวดล้อมที่เป็นอันตราย เช่น พื้นลื่น พรม สิ่งกีดขวาง การใช้บันไดหรือการเดินในที่พลุกพล่าน มีงานวิจัยที่ศึกษาถึงความสัมพันธ์ของจำนวนปัจจัยเสี่ยงกับโอกาสการเกิดการล้มพบว่า โอกาสเกิดการล้มเพิ่มขึ้นตามจำนวนความเสี่ยงที่เพิ่มขึ้น เช่น โอกาสเกิดการล้มในกรณีไม่พบปัจจัยเสี่ยงเป็น 10% แต่ในผู้สูงอายุที่มี 3 ปัจจัยเสี่ยงจะพบว่ามีโอกาสล้มสูงถึง 50% ดังนั้น การจัดการเพื่อลดอุบัติการณ์หรือลดความเสี่ยงต่อการล้ม คือการจัดการหรือลดจำนวนปัจจัยเสี่ยงลง อย่างไรก็ตามปัจจัยเสี่ยงการล้มมีทั้งที่เป็นปัจจัยเสี่ยงที่ไม่สามารถจัดการได้ (Non-Modiflable Risk Factors) เช่น อายุที่เพิ่มขึ้น เพศ และโรคหรือยาบางชนิดที่จำเป็นต้องรับประทาน และปัจจัยเสี่ยงแบบที่สามารถจัดการได้ (Modifiable Risk Factors) เช่น ความบกพร่องด้านความแข็งแรง ความสามารถด้านการทรงตัว การมองเห็น สิ่งแวดล้อมที่เป็นอันตราย ภาวะระดับกิจกรรมทางกายต่ำ หรือภาวะกระดูกพรุน ซึ่งการจัดการกับปัจจัยเสี่ยงเหล่านี้เป็นวิธีการจัดการเพื่อป้องกันการล้ม รวมถึงลดผลกระทบการล้มที่สำคัญ โดยพบว่ามีประสิทธิภาพที่สุด ณ เวลานี้ อย่างไรก็ตาม โปรแกรมการจัดการและการป้องกันการล้มที่มีประสิทธิภาพ ควรได้รับการออกแบบโดยคำนึงถึงลักษณะ และชนิดของปัจจัยเสี่ยง รวมทั้งลักษณะความสามารถในการเข้าร่วมหรือปฏิบัติตามโปรแกรมของกลุ่มผู้สูงอายุที่ศึกษา

โปรดอ่านต่อฉบับหน้า