อยากหยุดเวลา

เศรษฐกิจประจำบ้าน

เมื่อเราอายุมากขึ้น เรามักจะย้อนคิดกลับไปยังวันวานในอดีต เราน่าจะทำสิ่งนั้น สิ่งนี้ เสียดายจังที่ไม่ได้ทำ แก่ป่านนี้แล้วทำไปก็ไม่ทัน อย่าเพิ่งคิดท้อแท้ไปขนาดนั้น ไม่มีใครทำอะไรไม่ทันหรอก นอกจากไม่คิดจะเริ่มทำเสียที ลองย้อนกลับไปเมื่อเราเด็กๆ สมัยก่อนเราจะถูกปลูกฝังให้รู้จักเก็บออม เด็กทุกคนมักจะมีกระปุกออมสินเป็นของตนเอง พ่อแม่ ครูอาจารย์จะสอนเราให้รู้จักใช้จ่ายอย่างประหยัด ถ้าเหลือเศษสตางค์ค่าขนมก็ให้นำมาหยอดกระปุก ซึ่งกระปุกออมสินในยุคนี้หาได้ยากมากขึ้น วัฒนธรรมการออมเงินโดยหยอดกระปุกเริ่มมลายหายไป เด็กสมัยนี้มีวิธีการเก็บเงินอย่างไร เป็นที่น่าสงสัยอยู่พอสมควร ยุคสมัยตอนเรายังเด็กพ่อแม่บางคนจะสอนให้รู้จักเก็บเงินไว้ซื้อของในสิ่งที่ตัวเองต้องการโดยพ่อแม่จะไม่จะไม่ช่วยเหลือหรือซื้อให้อย่างง่ายดาย ซึ่งถ้าพ่อแม่เอาแต่ตามใจลูก ลูกขออะไรก็ให้ เด็กจะไม่รู้จักคุณค่าของเงิน ไม่ได้เรียนรู้วิธีการหาเงินให้ได้มาด้วยความยากลำบาก สอนให้เห็นว่า ไม่ว่าจะเป็นเงินหรือวัตถุของทุกอย่างมีค่าเสมอ การปลูกฝังนิสัยรักการออมให้เกิดขึ้นใน ชีวิตประจำวันได้จากพฤติกรรมของพ่อแม่ได้มากกว่าการสั่งสอนเสียอีก ถ้าพ่อแม่เป็นแบบอย่างที่ดีให้กับลูก ลูกย่อมเห็นผลที่ได้มากกว่าคำพูด มีตัวอย่างบุคคลที่ประสบความสำเร็จที่เป็นที่รู้จักกันดีอย่าง วอร์เรน บัฟเฟต์ มหาเศรษฐีติดอันดับโลกที่มีนิสัยรักการออมเงินและรู้จักการลงทุนตั้งแต่อายุเพียงแค่ 6 ขวบ วอร์เรนได้จ่ายเงิน 25 เซนต์ ซื้อโค้กจำนวน 6 แพ็ค และนำมาขาย ในราคากระป๋องละ 1 เหรียญ วันนี้ วอร์เรน บัฟเฟต์ ถึงได้ร่ำรวยได้จนเป็นมหาเศรษฐีติดอันดับโลก ข้อคิดในการออมเงินของวอร์เรน ที่น่าสนใจอย่างยิ่ง คือ การอย่ารอเก็บออมเงิน ที่เหลือหลังจากที่ได้ใช้จ่ายจนพอใจ แต่เราต้องกันเงินส่วนหนึ่งของรายได้มา เพื่อเก็บสะสมก่อน แล้วจึงนำส่วนที่เหลือไปใช้จ่าย หลายคนมักจะเข้าใจผิด ใช้จ่ายแล้ว พอเหลือเท่าไรจึงค่อยนำไปเก็บสะสม ที่จริงต้องกันออกมาออมก่อนจะไปทำอย่างอื่น

"อย่าเพียงออมเท่าที่เหลือจากการใช้จ่าย แต่ให้ใช้จ่ายในส่วนที่เหลือจากการเก็บออมแล้ว"

การปลูกฝังของพ่อแม่ที่จะทำให้ลูกรู้จักคุณค่าของเงินนั้น ถือว่าเป็นสิ่งสำคัญในเบื้องต้น การทำให้รู้ว่ากว่าจะได้เงินมานั้นต้องมีวินัยและอดทน เช่น ในช่วงปิดเทอมของเด็กๆ ถ้าลูกอยู่ในวัยหรืออายุที่จะสามารถทำงานพิเศษได้ ก็จะเป็นการดีที่จะสอนให้เด็กๆทำงานพิเศษ ซึ่งก็มีหลายบริษัทที่น่าเชื่อถือได้เปิดรับสมัครเด็กทำงานพิเศษช่วงปิดภาคเรียน ซึ่งพ่อแม่ก็ยังสามารถคอยดูแลสอดส่องในระหว่างที่เด็กๆทำงานได้ และยังเป็นการสอนให้เข้าร่วมกับสังคมได้อย่างเหมาะสม เพราะนอกจากเด็กจะได้เบี้ยเลี้ยง รู้จักการเรียนรู้ในการหาเงินแต่ละบาทไม่ใช่เรื่องที่ได้มาง่ายๆ อยากมีเงินก็ต้องทำงานแล้ว ยังได้ประสบการณ์ที่นำมาใช้ประโยชน์ในอนาคตได้อีกด้วย

เทคนิคอย่างหนึ่งที่ผู้เขียนอยากนำเสนอให้ผู้อ่านลองนำไปใช้กับลูกๆ ดู และถือเป็นวิธีการที่ได้ความสนุกและมีประโยชน์ ถือว่าเป็นเกมเศรษฐีที่แท้จริงเลยก็ว่าได้ นั่นก็คือ ใช้วิธีการออมแบบใช้น้ำหนักของเศษสตางค์ น้ำหนักของแต่ละเหรียญจะมีน้ำหนัก ดังนี้ เหรียญชนิดราคา 1 บาท น้ำหนัก 3 กรัม เหรียญชนิดราคา 2 บาท (สีทอง) น้ำหนัก 4 กรัม เหรียญชนิดราคา 5 บาท น้ำหนัก 6 กรัม เหรียญชนิดราคา 10 บาท น้ำหนัก 8.5 กรัม ถ้าให้เด็กเลือกดูว่าอยากจะเก็บเหรียญให้ได้น้ำหนักแบบไหน และได้จำนวนเงินตามที่ตัวเองต้องการ มีตัวอย่างของเหรียญและน้ำหนัก เช่น

เหรียญ 1 บาท 3 กิโลกรัมจะได้ 1,000 เหรียญ มูลค่า 1,000 บาท

เหรียญ 2 บาท 4 กิโลกรัมจะได้ 1,000 เหรียญ มูลค่า 2,000 บาท

เหรียญ 5 บาท 6 กิโลกรัมจะได้ 1,000 เหรียญ มูลค่า 5,000 บาท

เหรียญ 10 บาท 8.5 กิโลกรัมจะได้ 1,000 เหรียญ มูลค่า 10,000 บาท

หรือถ้าพ่อแม่เห็นว่าอาจจะใช้เวลานานมากไปกว่าจะได้น้ำหนักตามตัวอย่างนี้ ก็ลองคำนวณน้ำหนักดูใหม่ ให้น้อยลง และเมื่อถึงเป้าหมายแล้ว พอเริ่มเก็บใหม่ก็ค่อยๆ เพิ่มน้ำหนักก็ได้ เพื่อจะได้ให้เด็กมีกำลังใจในการเก็บมากขึ้น เด็กจะรู้สึกสนุกและตั้งใจที่จะออมเงินมากขึ้น เมื่อได้ครบตามจำนวนแล้ว ผู้ปกครองก็นำเหรียญไปฝากธนาคาร แล้วให้เด็กเห็นจำนวนเงินที่อยู่ในบัญชีเงินฝากเพื่อสร้างความภาคภูมิใจให้เด็กอีกทางหนึ่ง คำเตือนสำหรับผู้ปกครองคือ พยายามทยอยนำเหรียญไปฝาก อย่านำไปฝากครั้งละมากๆทีเดียว เพราะบางธนาคารคิดค่าธรรมเนียมในการฝากเหรียญ เพราะธนาคารถือว่าเป็นต้นทุนในการปฏิบัติงานของพนักงานที่ต้องเสียเวลาในการนับเหรียญ

เมื่อเราผ่านพ้นวัยเด็กและถึงเวลาที่เราต้องเลี้ยงดูลูกหลานแล้ว ยังไม่สายไปที่จะเริ่มปลูกฝังวินัยการออมเงินตามที่กล่าวไปแล้ว ถึงเวลาที่ต้องย้อนกลับมาดูตัวของเรา ว่าตัวเราเองสร้างวินัยทางการเงินเป็นอย่างไรบ้างในปัจจุบัน และลองหยุดเวลาทบทวนดูว่ามันดีหรือยัง เพียงพอไหมถ้าเราหมดเวลาจากการรับเงินเดือนประจำในวัยเกษียณ โดยที่ถึงตอนนั้นเราก็ยังไม่รู้จะมีอาชีพอะไรรองรับหลังจากที่เราเกษียณไปแล้ว

ลองเริ่มสำรวจกันดูดีกว่า

ในช่วงอายุ 25-35 ปี ถือว่าเป็นวัยของคนทำงาน เริ่มที่จะมีการวางแผนในชีวิตว่าในอนาคตจะดำเนินชีวิตอย่างไร มีเป้าหมายในชีวิตอะไรบ้าง เมื่อมีรายได้เป็นของตนเอง มีเงินเดือนที่แน่นอน ส่วนใหญ่คนในช่วงวัยนี้ มักจะชอบทำในสิ่งที่อยากทำ ซื้อในสิ่งที่อยากได้ อยากมีรถมีบ้านเป็นของตนเอง จนลืมที่จะคิดถึงว่าชีวิตหลังจากนี้จะเป็นอย่างไร หรือไม่ก็ไม่ได้เตรียมการวางแผนในชีวิตของตนเอง และอีกอย่างก็คือ ในวัยนี้มักจะยังไม่มีความคิดที่จะเก็บออมเงินไว้ใช้ในอนาคต เวลามีโบนัสออกมาก็มักนำไปใช้ในการซื้อของหรือท่องเที่ยวต่างประเทศมากกว่าที่จะเก็บออม ถ้าแบ่งสัดส่วนจากเงินเดือนหรือโบนัสที่ได้มาเพื่อเก็บออมไว้แต่เนิ่นๆ คนในวัยนี้ เมื่อถึงคราวเกษียณจะมีเงินเก็บที่ดูเป็นกอบเป็นกำเลยทีเดียว ซึ่งไม่จำเป็นต้องนับรวมกับที่หักจากรายได้เข้ากองทุนสะสมต่างๆ ของแต่ละหน่วยงานที่เป็นการออมภาคบังคับอยู่แล้ว นอกจากการออมเงินแล้ว การเพิ่มรายได้ก็เป็นเรื่องสำคัญ บริหารเงินออมให้สร้างรายได้มากขึ้นแทนที่จะฝากเงินไว้ที่ธนาคารซึ่งให้ดอกเบี้ยไม่สูงแล้ว คนในวัยนี้เป็นวัยที่ยังมีโอกาสเลือกลงทุนในลักษณะต่างๆได้มาก ซึ่งอาจจะเป็นการลงทุนการค้าหรือธุรกิจที่มีความรู้ความชำนาญ การทำธุรกิจส่วนตัวเล็กๆที่ไม่ต้องลงทุนมาก เหมือนเป็นอาชีพเสริมเพิ่มเติม โดยยังใช้เวลาในการทำงานประจำเป็นงานหลัก หรือลงทุนในตราสารทางการเงิน เช่น พันธบัตรรัฐบาล หุ้นกู้ หุ้นสามัญ หน่วยลงทุนกองทุนรวม สำหรับผู้ที่ไม่มีเวลาติดตามข่าวสารทางการเงินอย่างต่อเนื่อง หรือยังไม่มีความรู้ความชำนาญเหมือนคนที่ทำงานในแวดวงการลงทุน โดยการลงทุนชนิดนี้จะมีมืออาชีพดูแลและตัดสินใจลงทุนให้แทน รวมทั้งช่วยในการกระจายความเสี่ยง เนื่องจากการลงทุนในกองทุนรวมเป็นการระดมทุนจากผู้ลงทุนรายย่อยหลายๆราย ทำให้เงินที่แต่ละคนนำมารวมกันมีจำนวนมากพอที่จะกระจายการลงทุนได้อย่างเหมาะสม และยังได้รับรับสิทธิประโยชน์ทางภาษีอีกด้วย ซึ่งมีให้เลือกหลากหลายรูปแบบตามความต้องการ เช่น กองทุนตราสารหนี้ที่ให้ผลตอบแทนปานกลาง สามารถให้รายได้ประจำที่สม่ำเสมอ กองทุนหุ้น ให้โอกาสได้ผลตอบแทนสูงในระยะยาว แต่ก็จะมีความเสี่ยงที่สูงขึ้น

ช่วงอายุ 36-50 ปี เป็นช่วงวัยที่สร้างฐานะครอบครัวให้มั่นคงแข็งแรง ช่วงวัยนี้เป็นวัยที่เริ่มมีทรัพย์สินที่พร้อมสมบูรณ์ บางคนอาจจะอยู่ในช่วงของระยะเวลาการผ่อนหนี้ที่เกิดจากการสร้างเนื้อสร้างตัว ในเรื่องของสินทรัพย์ทั้งหลาย และควรที่จะชำระหนี้ให้เสร็จสิ้นภายในช่วงวัยนี้ พร้อมทั้งหาวิธีสร้างรายได้ให้เพิ่มมากขึ้นจาการลงทุนต่างๆ ตามที่กล่าวไปแล้ว หากประเมินค่าใช้จ่ายที่มีในแต่ละเดือนแล้วพบว่า ค่าใช้จ่ายส่วนใหญ่เน้นหนักไปที่การชำระหนี้สิน เช่น ค่าที่อยู่อาศัย ค่าผ่อนรถยนต์ หรือค่าบัตรเครดิต การวางแผนลดภาระหนี้เหล่านี้ เช่น การรีไฟแนนซ์ ขะช่วยเปลี่ยนอัตราดอกเบี้ยในการผ่อนชำระให้ต่ำลง เนื่องจากอัตราดอกเบี้ยการผ่อนของสัญญากู้เดิมปรับเปลี่ยน ทำให้มีความเสี่ยงที่จะต้องเสียเงินค่าดอกเบี้ยเพิ่ม จะทำให้เงินต้นเหลือมากขึ้น ระยะเวลาการผ่อนก็จะเพิ่มขึ้นตาม การรีไฟแนนซ์จึงเป็นการกู้เงินก้อนใหม่ที่มีอัตราดอกเบี้ยที่ต่ำลง ซึ่งจะช่วยทำให้ภาระและค่างวดลดลง ไม่ต้องมานั่งเสียดอกเบี้ยแพงๆ ให้กับสถาบันการเงินหลายแห่ง

ช่วงอายุ 51-60 ปี เป็นช่วงปลายของชีวิตการทำงาน ชีวิตช่วงนี้จึงควรแต่หาเก็บอย่างเดียว ควรหมดภาระค่าใช้จ่ายต่างๆ ได้แล้ว ต้องเริ่มคำนวณว่า หลังจากที่เกษียณไปแล้วจะต้องใช้เงินแต่ละเดือนเท่าไร ที่เป็นค่าใช้จ่ายประจำ รวมทั้งค่าใช้จ่ายในยามฉุกเฉินที่บางคนอาจไม่สามารถเบิกกับหน่วยงานได้อีกต่อไป เช่น ค่ารักษาพยาบาล ฉะนั้น ควรมีการตรวจสอบความคุ้มครองหรือหลักประกันสุขภาพที่มีอยู่ด้วย หากไม่เพียงพอ ควรซื้อความคุ้มครองเพิ่มเติม เพื่อให้ครอบคลุมระยะเวลามากขึ้น เพราะถ้ายิ่งอายุมากขึ้น ร่างกายย่อมต้องเสื่อมสภาพลงตามอายุขัย โดยเฉลี่ยแล้วหลังจากที่เกษียณเมื่ออายุครบ 60 ปี ควรจะมีการคำนวณค่าใช้จ่ายไว้จนถึงอายุ 80 ปี ซึ่งหมายความว่า ต้องมีความคุ้มครองด้านประกันสุขภาพให้ยาวนานที่สุด และเงินเก็บที่ควรมีไว้ใช้จนถึงอายุ 80 ปี วิธีการคำนวณทั่วๆไปที่นิยมใช้กันนั้น มีหลักการง่ายๆ คือ

ปัจจุบันมีภาระค่าใช้จ่ายต่อเดือนเป็นจำนวนเงินเท่าไร และนำไปคูณกับจำนวนปีที่ประมาณการอายุขัยของตัวเองไว้ รวมทั้งบวกภาวะเงินเฟ้อที่อาจเกิดขึ้นได้ในช่วงระยะเวลานั้นๆ เช่น

มีค่าใช้จ่ายต่อเดือน ได้แก่ ค่าอาหารประจำวัน ค่าของใช้ภายในบ้าน ค่าเดินทาง ค่าสันทนาการค่าอื่นๆ เป็นจำนวนเงิน 15,000 บาท

อายุขัยโดยเฉลี่ยหลังจากเกษียณ 60 ปี คืออายุ 80 ปี แสดงว่า ต้องมีเงินใช้ต่อไปอีกเป็นระยะเวลา 20 ปี

ภาวะเงินเฟ้อที่เกิดขึ้นในช่วง 20 ปี หรือภาวะค่าเงินบาทเปลี่ยนแปลงเพิ่มขึ้นปีละ 5%

เพราะฉะนั้น จากการคำนวณโดยเอาผลคูณระหว่างค่าใช้จ่ายต่อเดือน (15,000 บาท) กับระยะเวลา 12 เดือน จำนวน 20 ปี กับคิดภาวะเงินเฟ้อที่เพิ่มขึ้นปีละ 5% จะต้องมีเงินเก็บประมาณเกือบ 10 ล้านบาท ถึงจะเพียงพอจนสิ้นอายุขัย (ประมาณ 80 ปี)

อย่าเพิ่งกังวลหรือตกใจไป ถ้าวางแผนการเงินเสียตั้งแต่ตอนนี้ ลองหยุดเวลาแล้วนั่งคิดทบทวนดูว่า ตอนนี้เริ่มเก็บเงินไว้บ้างหรือยัง และมีจำนวนเท่าไร สามารถแบ่งเงินจำนวนหนึ่งเพื่อนำไปลงทุนให้งอกเงยเพิ่มขึ้นกับอะไรได้บ้าง ศึกษาข้อมูลก่อนการลงทุนให้ดี หรือหาผู้แนะนำจากสถาบันการเงินที่เชื่อถือได้ เมื่อถึงวันที่ขาดรายได้ประจำแล้ว หรือวันที่เกษียณแล้ว จะย้อนเวลากลับไปเพื่อเริ่มต้นใหม่ก็คงสายเกินไปแล้ว ควรจะทำในสิ่งที่ควรทำเมื่อยังมีโอกาสที่ยังทำได้ ไม่มีใครสามารถล่วงรู้อนาคตได้ แต่ถ้าตัวเรามีความพร้อม เราก็สามารถมีอนาคตที่มั่นคงได้

การใช้จ่าย ถ้าคุณ "ซื้อสิ่งที่ไม่จำเป็น" คุณจะต้อง "ขายสิ่งที่จำเป็น" ในไม่ช้า

การออม อย่าเพียงออมเท่าที่เหลือจากการใช้จ่าย แต่ให้ใช้จ่ายในส่วนที่เหลือจากการเก็บออมแล้ว