พิธีอัญเชิญพระบรมอัฐิ

ประชาธิปก ปร.

หลังจาก พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว เสด็จสวรรคต ในวันที่ 30 พฤษภาคม พ.ศ. 2484 สมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณี พระบรมราชินี ยังคงประทับอยู่ที่ประเทศอังกฤษต่อมาอีกถึง 8 ปี โดยได้รับการถวายพระเกียรติจากรัฐบาลอังกฤษอย่างดียิ่ง ทรงดำรงพระชนม์ชีพอย่างเรียบง่ายอยู่ในประเทศที่เป็นต้นตำรับแห่งประชาธิปไตย ซึ่งเวลานั้นสยามกำลังเดินรอยตามโดยประทับอยู่ที่นั่นยาวนานถึง 15 ปี จึงตัดสินพระทัยเสด็จนิวัตสู่ประเทศไทย เมื่อวันที่ 1 พฤษภาคม พ.ศ. 2492 โดยทรงอัญเชิญพระบรมอัฐิของ พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว เสด็จฯกลับประเทศไทยวาระเดียวกันนั้นด้วย

รัฐบาลไทยในเวลานั้นได้มีการพิจารณาการเสด็จนิวัตประเทศไทยของสมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณี พระบรมราชินี อย่างเป็นขั้นตอน เพื่อให้สมพระเกียรติยศในช่วงเวลาที่บ้านเมืองไม่เป็นปกติ โดยในพ.ศ.2491 คณะผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ของ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช คือ พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมขุนชัยนาทนเรนทร ประธานคณะผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ได้มีพระราชหัตถเลขาฯ ถึง จอมพล ป.พิบูลสงคราม ลงวันที่ 29 มีนาคม 2491 ความตอนหนึ่งว่า

"...ด้วยพระบรมอัฎฐิสมเด็จพระบุรพกษัตริยาธิราชในพระบรมราชวงศ์ได้มีประดิษฐานอยู่ในพระบรมมหาราชวังแล้วแทบทุกรัชกาล คงขาดแต่พระบรมอัฎฐิพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว ซึ่งเสด็จสวรรคตในต่างประเทศ ทุกวันนี้ในงานพระราชพิธีต้องเชิญพระบรมอัฎฐิออก บัดนี้น่าจะถึงเวลาและเป็นการสมควรแล้วที่จะดำริจัดการให้ได้เชิญพระบรมอัฎฐิเข้ามาประดิษฐานเสียตามพระราชประเพณีที่มีมา อันพระบรมอัฎฐิในรัชกาลที่ 7 นั้น สมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณี พระบรมราชินีในรัชกาลที่ 7 ทรงรักษาไว้ และพระองค์ท่านเองก็ได้เสด็จประทับรอนแรมอยู่ในต่างประเทศมาแล้วเป็นเวลาช้านาน ถ้าจะจัดการเชิญเสด็จกลับเข้ามาประทับเสียในประเทศนี้และทูลขอให้เชิญพระบรมอัฎฐิในรัชกาลที่ 7 เข้ามาด้วย ก็จะดีหาน้อยไม่.."

ในเวลาต่อมา คณะรัฐมนตรีได้มีมติเห็นชอบ แต่กลับมีปัญหาที่จะต้องพิจารณาว่าจะรับพระบรมอัฐิกลับเข้ามาในพระราชฐานใด เนื่องจาก พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้ทรงสละราชสมบัติไปแล้ว ซึ่งในประเด็นที่สำคัญนี้ เลขาธิการคณะรัฐมนตรี เลขาธิการพระราชวัง เลขาธิการคณะกรรมการกฤษฎีกา และ หม่อมราชวงศ์เทวาธิราช มาลากุล ได้ประชุมพิจารณากัน ในวันที่ 13 พฤษภาคม พ.ศ. 2491 มีข้อพึงพิจารณาเป็น 2 นัย คือ

ในทางนิตินัย เห็นว่าถ้าจะดำเนินการให้เคร่งครัดตามนิตินัย เนื่องจากพระมหากษัตริย์พระองค์นี้ได้ทรงสละราชสมบัติไปแล้วนั้น ก็จำต้องมีการสถาปนาให้พระองค์กลับเป็นกษัตริย์เช่นเดิมโดยอาศัยการออกกฎหมาย แต่หากได้ดำเนินการในลักษณะเช่นนี้แล้วจะเป็นการกระทบกระเทือนและเกิดปัญหายุ่งยากขึ้นมากมาย ในทางพฤตินัยมีความเห็นในทางถือการปฏิบัติโดยการถวายพระเกียรติยศเช่นองค์พระมหากษัตริย์ในการอัญเชิญพระบรมอัฐิกลับมาประดิษฐานในพระบรมมหาราชวัง ซึ่งอาจกระทำได้โดยไม่ขัดกับกฎหมาย และสำนักพระราชวังก็พร้อมที่จะกำหนดพิธีการให้เป็นไปโดยสมพระเกียรติยศทุกประการ

ที่สุดที่ประชุมมีมติให้เสนอความเห็นว่า สมควรปฏิบัติในเชิงพฤตินัย และยังพิจารณาเพิ่มเติมว่า "...สมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณี ได้รับการแต่งตั้งให้เป็นราชินีโดยสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 7 ในงานพิธีราชาภิเษกรัชกาลที่ 7 จริงอยู่ทุกประเทศรวมทั้งประเทศไทยด้วย เมื่อมีการเปลี่ยนรัชกาล ฐานะของพระราชินีย่อมเปลี่ยนไป เช่น พระราชินีแมรี่ และ สมเด็จพระศรีพัชรินทราบรมราชินี ฉะนั้นเมื่อ สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 7 ทรงสละราชสมบัติแล้วและการแต่งตั้งพระราชินีรำไพพรรณีไม่มีการเพิกถอน ท่านก็น่าจะคงเป็นพระราชินีตามเดิม แต่ไม่ใช่พระราชินีซึ่งพระสวามีทรงราชย์ ฉะนั้นน่าจะขนานพระนามถวายโดยอนุโลมว่า สมเด็จพระบรมราชินีรัชกาลที่ 7..." ความเห็นนี้ไปตรงกับความเห็นของ นายอาร์กิยอง หรือ นายพิชาญ บุญยง ที่ปรึกษาในการร่างกฎหมายที่ระบุว่า แม้ว่าทั้งสองพระองค์จะสิ้นสุดฐานะพระมหากษัตริย์ และพระราชินีในทางนิตินัยไปแล้วก็ตาม แต่ในทางพฤตินัย นายอาร์กิยองได้เสนอว่าเป็นปัญหามารยาท และเป็นธรรมเนียมประเพณีทั้งสองพระองค์ยังควรจะได้รับขนานพระบรมนามาภิไธย และพระนามาภิไธยตามพระราชอิสริยยศเมื่อครั้งทรงเป็นพระมหากษัตริย์และพระราชินี

ดูเหมือนว่าความเห็นของอาร์กิยองได้แสดงถึงความเข้าใจวัฒนธรรมไทยอันงดงามดีเสียกว่ารัฐบาลในเวลานั้นเสียด้วยซ้ำ ข้อความตอนหนึ่งระบุความเห็นชัดเจนของเขาว่า "...ข้าพเจ้าเชื่อแน่ว่า ถ้าสมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณีเสด็จมาประทับในประเทศไทย ชาวต่างประเทศ เอกอัครราชทูต ฯลฯ จะคงเรียกพระองค์ว่า สมเด็จพระราชินี โดยมารยาทและโดยไม่มีใจเปลี่ยนแปลงเป็นอย่างอื่น คนไทยผู้มีชื่อเสียงในทางที่มีกิริยามารยาทนอบน้อมจะทำอย่างอื่นมิได้"

จอมพล ป.พิบูลสงคราม นายกรัฐมนตรีจึงได้มีหนังสือกราบบังคมทูล สมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณี พระบรมราชินีในรัชกาลที่ 7 ลงวันที่ 31 สิงหาคม 2491 ความว่า

"คณะรัฐมนตรีได้ปรึกษาพิจารณาเรื่องนี้ตลอดแล้ว เห็นว่าเหตุผลเกี่ยวด้วยพระราชประเพณีตามข้อปรารภของคณะผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์เป็นการสำคัญประการหนึ่ง และนอกจากนี้รัฐบาลและประชาราษฎรยังคงสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณในพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวตลอดมา พระราชกรณียกิจที่พระองค์ท่านได้ทรงประกอบไว้ได้อำนวยคุณประโยชน์แก่ประชาราษฎรและประเทศไทยเป็นอเนกประการ อาทิ ได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าพระราชทานรัฐธรรมนูญการปกครองแผ่นดิน เมื่อวันที่ 27 มิถุนายน พ.ศ. 2475 เป็นการชั่วคราวและพระราชทานรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ประกาศใช้เมื่อวันที่ 10 ธันวาคม พ.ศ. 2475 อันเป็นรากฐานของการปกครองตามระบอบประชาธิปไตยมาจนตราบเท่าทุกวันนี้

ฉะนั้น ที่ประชุมคณะรัฐมนตรีจึงได้ลงมติเป็นเอกฉันท์ให้ดำเนินการถวายพระเกียรติโดยขออัญเชิญพระบรมอัฎฐิพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว เข้าไปประดิษฐานไว้ในพระบรมมหาราชวัง ให้ต้องตามพระราชประเพณีตามความปรารถนาของรัฐบาลและคณะประชาราษฎร

อนึ่ง เฉพาะใต้ฝ่าละอองพระบาทนั้น คณะรัฐมนตรีได้มีความเห็นสอดคล้องต้องกันกับคำปรารภของคณะผู้สำเร็จราชการแผ่นดินเป็นอย่างยิ่ง จึ่งในโอกาสเดียวกันนี้ขอพระราชทานกราบบังคมทูลอัญเชิญใต้ฝ่าละอองพระบาทเสด็จกลับสู่ประเทศไทย โดยรัฐบาลจักได้ถวายพระเกียรติตามพระราชประเพณีสืบไป.."

วันที่ 1 พฤษภาคม พ.ศ. 2492 สมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณี พระบรมราชินีในรัชกาลที่ 7 ได้เสด็จออกจากพระตำหนักคอมพ์ตันแห่งเวอร์จิเนียวอเตอร์ ประเทศอังกฤษ พร้อมกับอัญเชิญพระบรมอัฐิ พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว เสด็จฯคืนสู่ประเทศไทย โดยเรือวิลเฮ็ม ไรซ์ ของ บริษัทรอยัล ร็อตเตอดัม ลอยด์ จากท่าเรือเซาธ์แธมป์ตันไปยังเกาะสิงคโปร์ ภายในเรือได้จัดเตรียมที่และห้องพิเศษสำหรับประดิษฐานพระบรมอัฐิตามพระราชประสงค์ของ สมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณี พระบรมราชินีในรัชกาลที่ 7 โดยมีข้าราชการสถานทูตไทยในกรุงลอนดอน และนักศึกษาไทยจำนวนมาก ไปส่งเสด็จฯอย่างอบอุ่น อีกทั้งรัฐบาลอังกฤษได้จัดกองทหารเกียรติยศ ส่งเสด็จฯพระบรมอัฎฐิ โดยมี ผู้บัญชาการจังหวัด ทหารบกซอลส์เบอรี่ นำ สมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณี พระบรมราชินีในรัชกาลที่ 7 เสด็จพระราชดำเนินทรงตรวจกองทหารเกียรติยศ เป็นการถวายพระเกียรติอย่างเต็มที่ มีวงดุริยางค์ทหารอังกฤษบรรเลงเพลงสรรเสริญพระบารมี

ครั้นเรือถึงเกาะสิงคโปร์ ในวันที่ 18 พฤษภาคม พ.ศ. 2492 กองทหารซอลส์เบอรี่ และกองทหารแบล็ค วอทช์ ซึ่งเป็นกรมทหารราบจากสก๊อตแลนด์ของอังกฤษ ได้ตั้งแถวกองเกียรติยศรับเสด็จฯ มีการเชิญธงไชยเฉลิมพล เสด็จลงจากเรือวิลเฮ็ม ไรซ์ แตรบรรเลงเพลงสรรเสริญพระบารมี ทรงตรวจแถวทหารกองเกียรติยศ ณ ที่นั้น พลตรี หม่อมเจ้าปรีดิเทพย์พงษ์ เทวกุล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ หม่อมทวีวงศ์ถวัลย์ศักดิ์ เลขาธิการพระราชวังและสมุหราชองครักษ์ ได้มารับเสด็จฯ และนำเสด็จลงเรือภาณุรังษี ซึ่งรัฐบาลได้เช่ามาจาก บริษัทอีสต์เอเชียติค เพื่อเสด็จฯกลับประเทศไทย

เรือภาณุรังษี มาถึงเกาะสีชัง เมื่อวันที่ 24 พฤษภาคม พ.ศ. 2492 เจ้าพนักงานภูษาได้อัญเชิญพระบรมอัฐิ พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว ซึ่งประดิษฐานในกล่องหินอ่อน บรรจุลงพระโกศทองคำ ซึ่งกองกษาปณ์ กรมคลัง จัดทำตามแบบ และขนาดเช่นเดียวกับพระโกศทองคำทรงพระบรมอัฐิ พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรมหาอานันทมหิดล รัชกาลที่ 8 หากแต่ลวดลายและสีลงยาต่างกันเท่านั้น อัญเชิญลงเรือรบหลวงแม่กลองแห่งราชนาวีไทย บ่ายหน้ายังท่าราชวรดิษฐ์ กรุงเทพมหานคร ถึงที่นั่นเวลา 15.30 น.

วันที่ 24 พฤษภาคม พ.ศ. 2492 พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว พระมหากษัตริย์ผู้ทรงคุณอันประเสริฐยิ่งของปวงชนชาวไทย พระราชทานพระราชอำนาจของพระองค์สู่การปกครองในระบอบประชาธิปไตย ตามที่คณะราษฎรพึงประสงค์ ได้กลับคืนสู่ผืนแผ่นดินอันเป็นบ้านเกิดเมืองนอนที่รักยิ่งของพระองค์ชั่วนิรันดร