ระเบิดเมล็ดพันธุ์

ทำเล่นๆ ให้เป็นเรื่อง (ดีๆ)
เกษตรพอเพียง

ระเบิดเมล็ดพันธุ์ หรือลูกระเบิดเมล็ดพันธุ์ หรือบางคนก็เรียก ระเบิดเขียว ก็คือก้อนดินกลม ที่มีส่วนผสมของดินเหนียว ปุ๋ย และเมล็ดพันธุ์ เอาไว้ใช้เขวี้ยง ใช้โยนในพื้นที่รกร้างว่างเปล่า ไม่ได้ใช้ประโยชน์ เพื่อเพิ่มสีเขียวให้กับพื้นที่นั้นๆ เจ้าระเบิดเมล็ดพันธุ์นี้ สำหรับคนที่มีเนื้อที่กว้างๆ มีไร่ มีสวน และไม่มีเวลาไปนั่งปลูกต้นไม้ทีละต้นๆ ก็สามารถใช้วิธีนี้ได้ เอาไปโยนลืมๆไว้ในพื้นที่นอกสายตาที่ไม่มีเวลาดูแล ปล่อยไว้ให้งอกขึ้นมาเอง รดน้ำบ้าง ไม่รดบ้าง อาศัยฝนมาช่วย เดี๋ยวก็ได้ต้นไม้ใบหญ้ามาเสริมความเขียวสบายตาโดยไม่เป็นภาระมากแล้วละค่ะ

เห็นส่วนผสมก็มีไม่กี่อย่าง ขอบอกว่าวิธีทำก็ง่ายมากอีกด้วย แต่ก่อนอื่นเรามาตรวจดินที่บ้านเราก่อนนะคะว่าจะเหมาะสำหรับเอามาทำระเบิดเมล็ดพันธุ์นี้มั้ย

ตรวจสภาพดินกันก่อน

วิธีดูว่าดินของคุณเป็นแบบไหน ลองเอาดินมาสักกำมือหนึ่ง พรมน้ำให้ชื้น ไม่ถึงกับเปียก แล้วใช้มือบีบแน่นๆ แล้วดูว่าดินมีลักษณะแบบไหนต่อไปนี้...

- ถ้าดินแตกจากกันแทบจะทันทีที่คุณแบมือออก แสดงว่าดินนั้นเป็นดินทราย

- ถ้าดินยังคงรูปอยู่เมื่อคุณแบมือออก และเมื่อคุณลองเคาะเบาๆ ถึงจะแตกออก แสดงว่าเป็นดินร่วน ซึ่งเป็นดินที่เหมาะกับการปลูกต้นไม้มากที่สุด เพราะเก็บความชื้นได้อย่างพอเหมาะและเต็มไปด้วยสารอาหาร

- ถ้าดินยังคงรูปเมื่อแบมือออก และเมื่อลองเคาะเบาๆ ก็ยังคงสภาพเดิม ไม่แตกออก แสดงว่าเป็นดินเหนียวที่อุดมไปด้วยสารอาหาร ซึ่งเป็นดินที่เหมาะที่สุดสำหรับนำมาทำลูกระเบิดเมล็ดพันธุ์ของเราค่ะ

ส่วนผสม โดยทั่วไประเบิดเมล็ดพันธุ์มีส่วนผสมที่เป็นวัสดุธรรมชาติที่สามารถหาได้ง่าย ประกอบด้วย ดินเหนียว 3 ส่วน ปุ๋ยอินทรีย์ออร์แกนิคแห้งหรือมูลไส้เดือน 3 ส่วน เมล็ดพันธุ์ 1 ส่วน น้ำ 1 - 2 ส่วน (ค่อยๆใส่ทีละช้อนคะ) แต่ทั้งหมดนี้เป็นอัตราส่วนคร่าวๆ เวลาทำไม่จำเป็นต้องเป๊ะมากก็ได้ค่ะ

การเลือกเมล็ดพันธุ์

- เลือกเมล็ดพันธุ์ที่เหมาะกับสภาพอากาศ เช่น เราเป็นประเทศในเขตร้อน ก็ไม่ควรใช้เมล็ดพันธุ์พืชฤดูหนาวมาปลูก เพราะมันจะปลูกไม่ขึ้น หรือขึ้นยาก

- เลือกเอาเมล็ดพันธุ์ที่ขึ้นง่าย เช่น พืชพันธุ์พื้นบ้าน พืชท้องถิ่น ดอกไม้พื้นเมือง เช่น ดาวเรือง บานไม่รู้โรย หรือเมล็ดพืชผักสวนครัวทั้งหลาย เช่น กะเพรา โหระพา ซึ่งเป็นพืชที่ขึ้นง่าย ตายยาก จะใช้ชนิดเดียว หรือหลายชนิดก็ได้ เขาจะได้ตามอัธยาศัย

วิธีทำ

1. ซื้อหรือเก็บเมล็ดพันธุ์จากต้นที่คุณปลูกเองก็ได้ แต่ที่สำคัญควรเลือกเมล็ดที่คุณภาพดี เพื่อจะได้มีเปอร์เซ็นต์การงอกสูงหากเอาไปเขวี้ยงในที่ที่รกร้าง หรือดินไม่ดี และไม่ได้มีใครมาดูแลรดน้ำ อย่าเลือกพืชที่ทำลายสิ่งแวดล้อม อย่างเช่น ตระกูลวัชพืช พืชที่ลุกลามรกเรื้อ หรือพืชที่มีระบบรากชอนไชทำลายสิ่งแวดล้อม ส่วนจะเลือกชนิดใดชนิดหนึ่ง หรือจะใช้เมล็ดพันธุ์หลายชนิดก็แล้วแต่

2. นำเมล็ดพันธุ์มาแช่น้ำทิ้งไว้ 1 ชั่วโมง แช่ทิ้งไว้ทั้งคืน ถ้ามีเมล็ดที่ลอยน้ำ ควรเลือกทิ้งให้หมด เพราะเมล็ดที่ลอยน้ำมักเป็นเมล็ดที่แตกหรือได้รับความเสียหายมาแล้ว ซึ่งมีเปอร์เซ็นต์การงอกน้อย หรือเป็นเมล็ดที่มีความอ่อนแอทางพันธุกรรม

3. ทีนี้ก็ถึงเวลามาประกอบระเบิดเมล็ดพันธุ์กันแล้วค่ะ ลองดูนะคะว่าคุณสามารถหาวัตถุดิบวิธีไหนสะดวกที่สุด ก็ใช้วิธีนั้น

วิธีที่ 1 เตรียมดินร่วนหรือดินเหนียว ถ้าที่บ้านไม่มี หาซื้อตามร้านขายสินค้าเกษตร หรือตามร้านขายต้นไม้ ขยำดินบีบๆให้เป็นลูกกลมๆ ขนาดลูกกอล์ฟ หรือเส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ 1 - 2 นิ้ว หยอดน้ำลงไปทีละนิดขณะปั้น ให้พอชื้นๆ เพื่อช่วยในการปั้นให้อยู่ตัว เสร็จแล้วก็เอาเมล็ดพันธุ์สอดเข้าไปให้ หรือจะใส่เมล็ดพันธุ์คลุกๆ ลงไปในดินก่อนปั้นก็ได้

วิธีที่ 2 ใช้วัสดุที่ทำด้วยกระดาษลูกฟูกแทนก็ได้นะคะ หาง่ายสุดคือรังใส่ไข่ หรือไม่ก็อาจจะใช้ตาข่ายที่ย่อยสลายได้ เช่น ถุงน่องเก่า นำดินที่คลุกเคล้ากับเมล็ดพันธุ์ไว้แล้วใส่ลงไปในหลุมรังไข่ ไม่ต้องถึงกับพูนจนล้นนะคะ ถ้าเป็นถุงน่อง คุณสามารถใส่ส่วนผสมของดินกับเมล็ดพันธุ์ลงไปได้เยอะตามต้องการ เสร็จแล้วบิดถุงน่องให้เป็นเปราะๆ เหมือนแบบเดียวกับที่เขาทำไส้กรอกน่ะค่ะ ใช้ด้ายมัดแต่ละเปราะแล้วตัดออกมาเป็นลูกๆได้ทีเดียวหลายลูก

4. มาถึงขั้นตอนสุดท้ายแล้วคือตากให้แห้ง นำลูกระเบิดเมล็ดพันธุ์มาวางเรียงบนกระดาษหนังสือพิมพ์เพื่อผึ่งให้แห้ง ควรวางในที่ร่ม เช่น ใต้ต้นไม้ ทิ้งไว้ 1 - 2 วัน แค่นี้ลูกระเบิดสีเขียวของเราก็พร้อมรบ เอ๊ย! พร้อมใช้แล้วค่ะ

 

หมายเหตุ

- ทำแพ็คเกจแนวรักษ์โลก ใส่ในกระเป๋าผ้าใบเล็กๆ หรือกล่องกระดาษสวยๆ พร้อมการ์ดใบเล็กๆ ก็สามารถกลายเป็นของขวัญแฮนด์เมดเก๋ๆ มอบให้ญาติสนิทมิตรสหาย หรือจะให้เพื่อนร่วมงาน ผู้หลักผู้ใหญ่ก็ยังได้ค่ะ

- หากยังไม่ได้ใช้ในทันที สามารถเก็บไว้ได้ประมาณ 2 - 3 อาทิตย์ โดยวางไว้ในที่ที่แห้ง เย็น และมืด

- ระเบิดเมล็ดพันธุ์ที่ทำอย่างถูกต้อง จะสามารถงอกได้ภายในระยะเวลา 2 - 3 อาทิตย์ หรืออาจจะเร็วกว่านั้นหากอยู่ในสถานที่หรือช่วงอากาศที่ค่อนข้างอุ่น