ประสบการณ์เยือนสวรรค์นรก

ประสบการณ์ลี้ลับ

ตอนจบ ประสบการณ์ของผู้ที่ได้ไปเยือนสวรรค์และนรกนี้ ในแต่ละคนอาจมีรายละเอียดไม่เหมือนกัน สวรรค์ คือภูมิของคนดี ส่วนนรก คือภูมิของคนที่ทำบาป จึงเป็นสถานที่ที่รับโทษทัณฑ์ของคนชั่ว แม้ผู้เขียนจะไม่ได้ไปเห็นเอง แต่ก็เชื่อว่า สวรรค์นรกนั้นมีอยู่จริง จึงอยากให้คนดีได้ไปเห็น เพื่อเป็นกำลังใจให้ทำดีมากขึ้น และก็อยากให้คนเลวได้ไปเยือนสักครั้ง เพื่อให้เกรงกลัวต่อการทำบาป

ผู้เขียนมีเพื่อนอยู่คนหนึ่งที่สนใจเรื่องภพภูมิ วิญญาณ และสิ่งศักดิ์สิทธิ์ เขาชอบนั่งสมาธิอยู่เป็นประจำ จึงได้ไปสัมผัส ได้ไปเห็นสิ่งเร้นลับ หรือได้พูดคุยกับดวงวิญญาณทั้งหลายอยู่เสมอ จนเป็นเรื่องปกติสำหรับเขาไปแล้ว แต่จู่ๆ เมื่อไม่นานมานี้ เขาก็มีเรื่องที่ชวนตื่นเต้นมาเล่าให้ผู้เขียนฟังอีก คราวนี้เขาไม่ได้ไปเห็นผี หรือเจ้าที่ที่ไหน แต่กลับได้ไปเยือนสวรรค์และนรก ซึ่งไปทางความฝัน และเป็นนิมิตฝันที่ชัด จำได้ติดตา

เขาเล่าว่า เป็นเรื่องแปลกที่หลังจากไม่ได้นั่งสมาธิมานาน เพราะต้องการจะพัก ไม่อยากจะเห็น หรือติดต่อกับผู้อยู่ในภพอื่นอีก คือช่วงที่นั่งสมาธิ เขาจะมองเห็นวิญญาณเยอะมาก แทบทุกสถานที่ จนปรับตัวไม่ถูก จึงคิดจะหยุดนั่งสมาธิ เพราะคิดว่าอาจทำให้จิตละเอียดน้อยลง จะได้ไม่ต้องไปจูนกับคลื่นวิญญาณได้อีก แต่แล้วในคืนที่กำลังนอนหลับสนิท เจ้าตัวกลับฝันไปว่า ได้ไปในสถานที่หนึ่ง ที่แรกนั้นสวยงามมาก ไม่มีที่ไหนในโลกมนุษย์จะเสมอเหมือน สภาพบ้านเรือนที่เห็นนั้นเป็นปราสาทราชวัง เป็นวิมานที่สวยวิจิตรตระการตา บรรยากาศที่เห็นนั้นสว่างไสว พื้นดินเป็นกลุ่มเมฆขาวนุ่มนิ่ม ที่นั่นไม่มีต้นไม้ เขาได้ไปเห็นวิมานของเทวดาองค์หนึ่ง เป็นปราสาทสวยงามหลังใหญ่ เห็นเหล่านางฟ้านับร้อยองค์กำลังร่ายรำอยู่ที่หน้าวิมาน ภาพที่เห็นนี้ทำให้เขารู้สึกประทับใจ ยินดีอย่างบอกไม่ถูก และเข้าใจทันทีว่า ตัวเองคงได้มาสวรรค์เป็นแน่ แต่จะเป็นสวรรค์ชั้นไหนนี่ไม่รู้ และมาได้อย่างไรก็ไม่รู้อีก เพราะจู่ๆก็ได้มาเห็นหลังจากได้ไปเห็นสวรรค์แล้ว ในคืนนั้นเขาก็ฝันต่อไปอีก เขาได้ไปอีกสถานที่หนึ่ง ที่นี่มีความรู้สึกเหมือนลงไปในเหวลึก บรรยากาศสลัว ขมุกขมัว มองเห็นกองไฟลุกโชนอยู่หลายกอง ตามทางที่เดินผ่าน ที่นี่มีคนรอเขาอยู่เพื่อพาเขาเดินเที่ยวชมสถานที่ ไก๊ด์ที่พาไปนี้ เขาบอกว่ามีรูปร่างสูงใหญ่มาก ชนิดที่ต้องแหงนคอคุยกันทีเดียว ท่านผู้นี้นุ่งโจงกระเบนสีแดง สวมสังวาลย์ ไม่ใส่เสื้อ และถือตรี (สามง่าม) ที่ยาวเลยหัวเป็นอาวุธ หน้าตาดุดัน ผิวดำคล้ำ

เมื่อไปที่นั่น เพียงเห็นครั้งแรกก็รู้ว่านี่ต้องเป็นนรกแน่ๆ อีกทั้งผู้ที่พาเดินชม ก็บอกว่าท่านคือ "ยมราช" พร้อมทั้งยังบอกเล่าเรื่องราวผู้คนในนรกให้ฟังว่า ที่นี่คือที่รับทัณฑ์สำหรับคนชั่ว หรือคนบาปประเภทต่างๆ ขณะที่เดินไป เขาก็เห็นกลุ่มคนหลายกลุ่ม กลุ่มหนึ่งมีนับร้อยคน ที่มีลักษณะคล้ายๆกัน ซึ่งท่านยมราชได้บอกว่า นี่คือกลุ่มคนบาปที่ได้แยกไปตามกลุ่มของกรรมแต่ละอย่างที่ทำมาคล้ายกัน ซึ่งจะได้รับโทษแบบเดียวกัน

บางกลุ่มที่เดินผ่านมา มีหน้าตาเละเทะ เป็นเนื้อซีก กระดูกซีก ผอมแห้ง เดินโซซัดโซเซ ร้องครวญคราง สวมใส่อะไรดูไม่ได้ เพราะขาดวิ่นรุ่งริ่ง ลักษณะเด่นในกลุ่มนี้ คือทุกคนจะหัวโล้นหมด ท่านยมราชบอกว่า พวกนี้คือพระสงฆ์ที่ทำกรรมหนักไว้เมื่อยู่บนโลกมนุษย์

บางกลุ่มจะเดินร้องไห้อย่างเจ็บปวดทุกข์ทรมาน ร่างกายซูบผอม มีเลือดไหลจากตัวตลอดเวลา ท่านบอกว่า พวกนี้คือพวกที่ชอบโกงกินบ้านเมือง และในขณะที่เดินสวนกัน เขาได้เห็นคนกลุ่มใหญ่ที่มีร่างกายเป็นมนุษย์ แต่มีหัวเป็นสัตว์ชนิดต่างๆ อาทิ เตา นก หมา วัว ฯลฯ ซึ่งพวกนี้ก็คือพวกที่ชอบฆ่าสัตว์นั่นเอง และที่นี่เขาก็ได้เห็นถาดอาหารที่ถูกวางเรียงไว้ เป็นของใครของมัน เห็นคนนั่งกินข้าวที่ตัวเองได้ทำบุญใส่บาตรมา ใครหิวโซจะมาแย่งก็ไม่ได้ เพราะมีคนคุม และจะแบ่งให้ใครกินด้วยก็ไม่ได้ หากเขาไม่ได้ทำมาก็อด

นอกจากนี้ ท่านยมราชยังได้พามาดูการตัดสินโทษจากยมบาลอีกด้วย เขามองเห็นยมบาลนั่งอยู่บนแท่นสูง เป็นชั้นๆ ยมบาลนี้มีรูปร่างใหญ่กว่าคนธรรมดาถึง 3 เท่า หน้าตาดุดันดูน่ากลัว ส่วนท่านยมราชนี้จะเป็นผู้ทำบัญชีบุญบาป และคอยเปิดบัญชี เมื่อไปถึงเขาเห็นผู้ชายคนหนึ่งคุกเข่าอยู่ต่อหน้ายมบาล ได้ยินท่านถามชายผู้นั้นว่า เคยทำความดีอะไรไว้บ้าง แต่ชายคนนั้นนึกไม่ออก ซึ่งเมื่อนึกไม่ได้ เขาก็จะต้องไปรับกรรมทันที แต่ถ้านึกถึงความาดีว่าทำาเยอะกว่าความชั่ว ก็จะได้ขึ้นสวรรค์

ท่านยมราชที่เขาได้พบ ได้บอกเล่าถึงสิ่งต่างๆให้ฟังมากมาย เขาจำได้ไม่หมด ที่จำได้ก็คือ ผู้ที่จะได้มาอยู่ในนรก จะมีรายชื่ออยู่ในบัญชีล่วงหน้า เมื่อมาใช้กรรมหมดแล้ว ชื่อและกรรมในบัญชีก็จะเลือนหายไป และสิ่งที่รู้มาอีกก็คือ พระสงฆ์ที่บรรลุอรหันต์นั้น จะไม่มีชื่อปรากฏอยู่ในบัญชีนรก เพราะแดนที่ท่านจะไปนั้นคือ "แดนนิพพาน" ที่ที่ไม่ต้องกลับมาเวียนว่ายตายเกิดอีก

นอกจากนี้ท่านยมราชยังสอนอีกว่า เมื่อเวลาทำบุญกุศล ควรทำให้ครบ คือทำบุญแล้วควรทำทานด้วย โดยเฉพาะท่านได้แนะว่าควรจะปล่อยปลาที่กำลังโดนฆ่า อย่างน้อยครั้งละ 2 ตัวขึ้นไป ซึ่งตรงนี้จะได้กุศลแรงมาก และสำหรับผู้ใกล้จะหมดลม ก่อนตายให้ญาติเอาเงินทำบุญให้เขาอธิษฐาน เพื่อใช้หนี้สงฆ์ และให้ญาติถือพระพุทธรูปให้เขา เห็น เพื่อเป็นการเปิดทาง ให้เขานึกถึงพระ และความดีที่เคยทำ

เวลาที่เพื่อนผู้เขียนได้ไปเยือนเมืองนรกนี้ดูยาวนานกว่าไปสวรรค์ สภาพบรรยากาศในนรกเป็นสีแดงสลัว แต่เขาก็ไม่รู้สึกร้อน ยังนึกแปลกใจว่าทำไมเขาถึงมาที่นี่ได้ ซึ่งเขาก็ได้รู้ก่อนจะตื่นขึ้นมา เพราะท่านยมบอกว่า ที่ให้มาดู มารู้เห็น ก็เพื่อจะได้นำไปบอกเล่าให้มนุษย์ได้รู้ว่า ถ้าไม่ทำาบุญทำทานไว้ มัวแต่สร้างบาปเวร เมื่อตายไปก็จะได้มาอยู่ที่นี่

มนุษย์เราทำกรรมอันใดไว้ ก็ย่อมต้องได้รับผลกรรมอันนั้น เมื่อเราทำทั้งความดีและความชั่ว เวลากรรมส่งผล เราจึงได้รับทั้งผลของกรรมดี และกรรมชั่ว บางคนใช้กรรมบนโลกมนุษย์ยังไม่หมด เมื่อตายไปยังต้องลงไปรับกรรมอยู่ในนรกอีก ฉะนั้นจึงไม่มีสิ่งใดที่ใหญ่เกินกรรม แม้แต่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ก่อนที่พระองค์จะตรัสรู้ ก็ยังต้องเวียนภพ เวียนชาติอยู่ภายใต้ "กฎแห่งกรรม"