ความผิดพลาด

ในญี่ปุ่น (วันที่สี่)
สายลม...แสงแดด

วันที่สี่เราเช็คเอ๊าท์ออกจาก Shisun Hotel Shin Osaka ทิ้งห้องพักเล็กๆ แต่สะดวกสบายของเราเอาไว้ข้างหลัง แล้วขึ้นรถไฟมุ่งหน้าไปยังเมืองหลวงเก่า เกียวโต

คำว่าเมืองหลวงเก่ามักทำให้เกิดความรู้สึกทั้งอบอุ่นและหนาวเหน็บในใจ ที่อบอุ่นก็เพราะว่ามันให้ความรู้สึกเหมือนเป็น 'บ้านเก่า' ซึ่งอย่างน้อยครั้งหนึ่งก็เคยคึกคักรุ่งเรือง เปรียบเสมือนลมหายใจของอดีต เป็นหน้าหนึ่งของประวัติศาสตร์ เมืองที่มีสถานะเช่นนี้จะให้ความรู้สึกขลังเป็นพิเศษ จะว่าเหมือนกับว่ามีวิญญาณของคนรุ่นก่อนวนเวียนอยู่ก็คงไม่เกินจริงนัก แต่ในขณะเดียวกันก็หนาวเหน็บเพราะชวนให้นึกถึงความโหดร้ายของกาลเวลา ที่พรากเอาพลังและความเยาว์วัยไปจากเมืองซึ่งครั้งหนึ่งเคยเป็นศูนย์กลางความเจริญของประเทศ

ชวนให้นึกถึงบุคคลผู้ทรงอำนาจหรือประสบความสำเร็จยิ่งใหญ่ในชีวิต แต่แล้ววันหนึ่งก็ต้องโรยราไป เหลือแต่เพียงเปลือกและชื่อให้คนรุ่นหลังท่องจำ...เป็นสัจธรรมความจริงของชีวิต แต่ก็มิวายจะทำให้สลดหดหู่ วังเวงใจอย่างประหลาด การไปเยือนเมืองเก่า ในแง่หนึ่งมันก็คล้ายๆ กับการไปคารวะหลุมศพในสุสานนั่นแหละ

อย่างไรก็ดี เกียวโตในที่สุดแสงดาวไปเยือนในวันนั้น เป็นผู้เฒ่าที่ชราตัวลงได้อย่างมีระเบียบและสง่างามทีเดียว

เรื่องชวนหัวเล็กๆ เพราะขัดแย้งกับความเก่าแก่อันศักดิ์สิทธิ์ของที่นี่ก็คือที่พักของเราซึ่งออกจะดูวัยรุ่นอยู่มาก ชื่อของมันก็คือ Backpackers Hostel K's House Kyoto ทั้งด้านนอกและด้านในไม่มีอะไรเก่าแม้แต่อย่างเดียว แม้แต่แขกที่เข้าไปพักรวมทั้งพวกเราสามคนก็ล้วนแล้วแต่เป็นพวกนักท่องเที่ยวแบกเป้ หรือแบ็คแพ็คเกอร์ตามชื่อของที่พักเป๊ะ ส่วนใหญ่เป็นฝรั่งนักท่องเที่ยววัยหนุ่มสาวที่มากันเป็นกลุ่มเล็กๆ

แม้จะเป็นที่พักสมัยใหม่ไม่ใคร่เข้ากับบรรยากาศ แต่ที่พักแห่งนี้ก็มีข้อดีมากมาย อย่างแรกก็คือพนักงานมีความรู้เรื่องสถานที่ท่องเที่ยว ตารางรถ และรายละเอียดต่างๆ ที่นักท่องเที่ยวถามบ่อยๆ เป็นอย่างดี แถมพูดภาษาอังกฤษคล่อง ดูแอ็คทีฟอย่างคนรุ่นใหม่ อย่างที่สองคือมีแผนที่และใบปลิวสถานที่ท่องเที่ยวต่างๆในละแวกนี้ (และที่ไกลออกไป) อย่างละเอียดให้เลือกมากมาย อย่างที่สามคือความสะดวกสบาย เป็นมืออาชีพ และได้มาตรฐานของที่พัก

ที่สุดแสงดาวชอบมากก็คือ ตรงบริเวณล็อบบี้ ไม่ไกลจากเคาน์เตอร์เช็คอินมากนัก เขามีล็อคเกอร์ให้ใส่รองเท้าด้วยนะ นอกจากกุญแจห้องแล้วแขกแต่ละคนจะได้รับกุญแจล็อคเกอร์รองเท้านี้คนละดอก น่าจะเป็นมาตรการป้องกันรองเท้าหายและเพื่อไม่ให้ถอดรองเท้าวางกันระเกะระกะ แต่ส่วนใหญ่ก็เห็นพวกฝรั่งถอดกองๆไว้ตรงข้างหน้านั่นแหละ อย่างไรก็ตาม พวกเราสามคนที่ไปมีรองเท้ากันแค่คนละคู่ ถึงจะไม่น่ามีใครอยากได้ ก็ไม่อาจเสี่ยงให้หายหรือเสียหายได้ (และมันก็อาจจะเป็นได้จริงๆ เสียด้วยท่ามกลางทะเลรองเท้าตรงหน้าล็อบบี้) เลยเอาเก็บเข้าล็อคเกอร์ ใส่กุญแจอย่างเรียบร้อย

ห้องพักของที่นี่เป็นเตียงสองชั้น เนื่องจากเรานอนกันสามคน เขาจึงเสริมเตียงให้อย่างเดียวกับที่ชินโอซาก้า ห้องน้ำเป็นห้องน้ำรวม แต่ฟังแล้วอย่าเพิ่งตกใจว่าเป็นห้องน้ำรวมแบบแก้ผ้าอาบรวมกันหมดเหมือนออกค่าย หรือออนเซ็น ห้องน้ำรวมที่นี่แยกเป็นห้องชาย ห้องหญิง เหมือนห้องน้ำในห้างสรรพสินค้านั่นแหละ ข้างในห้องน้ำใหญ่ก็มีห้องส้วมและห้องอาบน้ำแยกกัน แต่ละชั้นก็มีห้องน้ำของชายหญิงอย่างละหนึ่งห้องเป็นของตัวเอง ห้องอาบน้ำค่อนข้างจะว่างอยู่ อย่างน้อยหนึ่งห้องเกือบตลอดเวลา ไม่รู้ว่าเกี่ยวอะไรกับการที่เพื่อนร่วมชั้นของเราเป็นฝรั่งหรือเปล่า อาจจะเป็นไปได้ว่าพวกเรากะเวลาไปใช้ห้องน้ำได้ดีเท่านั้นเอง รวมความก็คือ พวกเราไม่ประสบปัญหาขาดแคลนห้องน้ำเลยตลอดระยะเวลาสามวันที่พักอยู่ที่นั่น

เราวางแผนกันมาล่วงหน้าแล้วตั้งแต่เมืองไทย (มองการณ์ไกลไหมล่ะ) ว่าจะเอาเสื้อผ้าที่หมกเหม็นมาตั้งแต่วันแรกของการเดินทางมาซักที่นี่ เพราะหนึ่งในจุดขายของที่นี่ก็คือมีเครื่องซักผ้า และอบผ้าหยอดเหรียญให้ใช้บริการ แต่เรายังไม่ซักกันในวันที่เพิ่งไปถึงหรอก ต้องรอให้ผ้าเยอะที่สุดเท่าที่จะเยอะได้แล้วค่อยซักทีเดียว เพื่อจะได้เอาไปใส่ต่อในช่วงวันที่เหลือของการเที่ยวในญี่ปุ่น แบบนี้เราก็ไม่ต้องแบกเสื้อผ้าหลังแอ้ เพราะนับรวมทั้งหมดแล้วเราไปกันตั้ง 11 วันแน่ะ!

ด้านล่างของที่พักมีร้านอาหารผสมบาร์เล็กๆ เรากินมื้อสาย ดื่มชากันที่นั่นแล้วก็เปลี่ยนแผนอีก แต่แรกที่คิดว่าพอมาถึงที่พักแห่งนี้จะวางกระเป๋าแล้วไปวัดคิงคะคุจิเลย ก็เกิดขี้เกียจขึ้นมา เพราะกว่าจะมาถึงที่นี่ได้ก็งมหาทางอยู่พักใหญ่ สายฝนที่พรมพรำลงมาก็ช่างเป็นใจให้ง่วงเหงา เราเลยตกลงกันว่าพรุ่งนี้ค่อยไปดีกว่า ส่วนวันนี้เราจะเดินเล่นอยู่ในละแวกนี้แหละ ครั้นตกลงกันได้แล้วก็ไปถามพนักงานของที่พักว่าแถวนี้มีอะไรน่าดูบ้าง จากนั้นก็คว้าร่มจากตะกร้าใส่ร่มหน้าที่พักซึ่งเขามีจัดไว้ให้ (ต้องเลือกดีๆ เพราะของสาธารณะที่ไหนก็เหมือนกันหมด ตรงที่มีอันหมดสภาพแล้วปะปนอยู่) เดินย่ำต๊อกออกไปกลางม่านฝนบางๆที่โปรยปราย

สรุปว่าวันนั้นไฮไลท์ของเราอยู่ที่วัดซันจูซันเกนโด ซึ่งมีรูปปั้นเจ้าแม่กวนอิมถึงหนึ่งพันเอ็ดองค์ ไม่นับเทพเจ้าในศาสนาฮินดู และของญี่ปุ่นเองอีกร่วมสามสิบองค์ได้ มันช่างน่าตื่นตาตื่นใจที่ได้เห็นอิทธิพลของศาสนาฮินดูกับพุทธ ซึ่งมีต้นกำเนิดในอินเดีย ปักหลักลงฐานอยู่ที่นี่อย่างโอ่อ่าใหญ่โต ห่างไกลจากบ้านเกิดนับพันนับหมื่นกิโลเมตร และเป็นที่น่าประทับใจว่าครุฑของบ้านเขาก็หน้าตาประหลาดไม่แพ้ของเราเลย

การจะจินตนาการครุฑขึ้นมาสักตนหนึ่งนั้นยากขนาดไหนกันนะ แล้วการอธิบายถึงมันให้ใครอีกคนหนึ่งรับรู้ยากขนาดไหน ต้องใช้ความกระจ่างชัดสักเพียงใดในการถ่ายทอดสิ่งมีชีวิตมหัศจรรย์ที่จะเป็นมนุษย์ก็ไม่ใช่นกก็ไม่เชิงตนนี้ออกมา แล้วปล่อยให้มันโบยบินไปไกลถึงญี่ปุ่น...อาจจะไม่ยากนักหรอก ครุฑเป็นนกใหญ่ ปีกพาตัวไปได้ไกลเหลือเฟือ

บางที บางทีนะ พวกมันอาจจะไม่ใช่จินตนาการเลยก็ได้ บางทีพวกมันอาจจะเป็นสัตว์ที่สูญพันธุ์ไปแล้วเหมือนไดโนเสาร์ เพราะไม่เช่นนั้น ทำไมคนถึงจำลองลักษณะแปลกประหลาดของมันออกมาได้ละเอียดถึงเพียงนั้นกันล่ะ?

เราอยู่ที่เกียวโตสามวัน ทั้งสามวันนั้นถ้าท้องฟ้าไม่ครึ้มเมฆเหมือนฝนกำลังจะตก ก็คือกำลังฝนตก

เป็นบรรยากาศการท่องเที่ยวที่งดงามไปอีกแบบหนึ่ง...