คุย "ภาษี" กับเขาให้รู้เรื่อง

เศรษฐกิจประจำบ้าน

ประเทศไทยกำลังมีการปรับโครงสร้างภาษีใหม่บางประเภท ซึ่งเป็นเรื่องใกล้ตัวของคนไทยทุกคนที่ต้องเจออย่างแน่นอน ไม่ว่าจะมั่งมี หรือมีบ้าง ไม่มีบ้าง ขึ้นอยู่กับว่าใครจะช่วยชาติได้มากหรือน้อยเท่านั้นเอง ทำไมถึงบอกว่าเป็นการช่วยชาติ เพราะทุกคนย่อมรู้ดีว่างบประมาณที่ใช้ในการพัฒนาประเทศนั้น มาจากภาษีของประชาชนที่จัดเก็บในรูปแบบต่างๆ ตามที่ทราบกันโดยทั่วไป ดังนี้

หน่วยงานต่างๆที่มีหน้าที่ในการจัดเก็บภาษีรูปแบบต่างๆ (ที่มาข้อมูล : กระทรวงการคลัง)

กรมสรรพากร

ภาษี 5 ประเภท ได้แก่

1. ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา

2. ภาษีเงินได้นิติบุคคล

3. ภาษีมูลค่าเพิ่ม

4. ภาษีธุรกิจเฉพาะ เช่น การค้าอสังหาริมทรัพย์

5. อากรแสตมป์

กรมสรรพสามิต

สินค้าสรรพสามิต ได้แก่

- เครื่องใช้ไฟฟ้า

- เครื่องดื่ม

- รถยนต์

- รถจักรยานยนต์

- หินอ่อน และหินแกรนิตที่แปรรูป

- สนามกอล์ฟ

- สนามแข่งม้า

- ไนต์คลับ และดิสโกเธค

- สถานอาบน้ำ หรืออบตัว

- ผลิตภัณฑ์เครื่องหอม และเครื่องสำอาง

- น้ำมัน และผลิตภัณฑ์น้ำมัน

- แก้ว และเครื่องแก้ว

- พรม และสิ่งปูพื้นอื่นๆ

- แบตเตอรี่

- สุรา

- ยาสูบ

- ไพ่

กรมศุลกากร

ภาษีที่เรียกเก็บจากการนำสินค้าเข้าจากต่างประเทศ หรือส่งสินค้าออกไปนอกราชอาณาจักร ในกรณีนำเข้า เรียกว่า "อากรขาเข้า" และในกรณีส่งออก เรียกว่า "อากรขาออก" ในปัจจุบันเก็บอากรขาออกเพียง 2 ประเภท คือ ไม้ และหนังโค-กระบือ โดยจะจัดเก็บตามราคา หรือร้อยละของมูลค่าสินค้า และจัดเก็บตามสภาพของสินค้า ตามปริมาณ น้ำหนัก ความยาว หรือปริมาตร เป็นต้น

องค์กรส่วนท้องถิ่น

ภาษีป้าย

ภาษีโรงรือนและที่ดิน

ภาษีบำรุงท้องที่

อากรฆ่าสัตว์

อากรจากนกนางแอ่น

ภาษีบำรุงท้องถิ่น จากโรงแรม

ภาษีบำรุงท้องถิ่น จากน้ำมัน

ภาษีบำรุงท้องถิ่น จากยาสูบ

ในกรณีนี้ ขอกล่าวถึงภาษี 3 ประเภทที่กำลังพูดถึงกันมากในตอนนี้ ภาษีประเภทแรก เป็นภาษีที่คนส่วนใหญ่คงหลีกเลี่ยงไม่ได้เมื่อต้องซื้อสินค้าหรือบริการ ไม่ใช่ในฐานะผู้ผลิต ผู้ขายสินค้าบริการ หรือผู้ประกอบการ แต่เป็นเรื่องของเราๆท่าน ในฐานะที่เป็นผู้บริโภค ก็คือภาษีมูลค่าเพิ่ม ประเทศไทยเริ่มใช้ภาษีมูลค่าเพิ่ม หรือ Value Added Tax (VAT) แทนภาษีการค้ามาตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2535 เดิมประกาศเก็บที่อัตรา 10.0% แต่เมื่อเริ่มใช้ มีการออกกฎหมายให้ลด VAT เหลือ 6.3% และให้เก็บภาษีท้องถิ่นเสริมเข้าไปในอัตรา 1/9 ของ VAT ซึ่งรวมกันแล้วเท่ากับ 6.3% + [1/9*6.3%] = 7.0% ซึ่งเป็นตัวเลขที่ใช้กันและเข้าใจกันมาจนถึงปัจจุบัน ซึ่งมีการพิจารณาที่จะเพิ่มอัตรากลับไปที่ 10 % มาตลอด ในหลายวาระ แต่ก็มีการออกพระราชกฤษฎีกา ใช้อัตรา 7 % มาเรื่อยๆ ภาษีมูลค่าเพิ่มยังช่วยสร้างรายได้ให้แก่รัฐเพื่อนำไปพัฒนาประเทศ ในปัจจุบัน ภาษีมูลค่าเพิ่มเป็นภาษีที่มีความสำคัญอย่างยิ่ง เพราะภาษีมูลค่าเพิ่มเป็นภาษีหลักที่กรมสรรพากรจัดเก็บได้ คือประมาณเกือบร้อยละ 40 ของผลการจัดเก็บของกรมสรรพากร ซึ่งเป็นภาษีที่ทำรายได้ให้กับรัฐบาลได้เป็นอันดับ 1 จากรายได้ภาษีทั้งหมด อย่างไรก็ดี ผู้มีรายได้น้อยรับภาระภาษีมูลค่าเพิ่มน้อยกว่าผู้มีรายได้สูง เนื่องจากภาษีมูลค่าเพิ่มของไทย ได้ออกแบบให้มีการการยกเว้นภาษีมูลค่าเพิ่มให้กับสินค้าและบริการที่จำเป็นพื้นฐาน เช่น อาหารสด ยารักษาโรค การรักษาพยาบาล การศึกษา การเดินทางในประเทศ และการเช่าที่อยู่อาศัย ทำให้ค่าใช้จ่ายที่จำเป็นของผู้ที่รายได้น้อยมีภาระภาษีมูลค่าเพิ่มไม่มากนัก

อย่างที่ทราบกันแล้วว่า มาตรการขยายเวลาการลดอัตราภาษีมูลค่าเพิ่ม สิ้นสุดลงตั้งแต่วันที่ 30 กันยายน 2557 จากอัตราภาษีมูลค่าเพิ่ม 7% เป็นอัตรา 10% ซึ่งก่อนหน้านี้ ตามมติคณะรัฐมนตรีตั้งแต่ในปี 2553 ให้ลดอัตราภาษีมูลค่าเพิ่มเป็น 7% มาแล้วครั้งหนึ่ง และได้มีการขยายระยะเวลาออกไปอีกในปี 2555 และสิ้นสุดลง ในวันที่ 30 กันยายน 2557 นั้น แต่เนื่องด้วย สภาพเศรษฐกิจของประเทศไทยที่มีผลจากปัญหาทางการเมืองที่ยืดเยื้อในรอบปีที่ผ่านมา และเพื่อเป็นการผลักดันและกระตุ้นกลไกทางเศรษฐกิจ ทำให้ประชาชนมีกำลังในการใช้จ่ายเพื่อการอุปโภคบริโภคอันจะทำให้เศรษฐกิจของประเทศขยายตัวได้อย่างต่อเนื่องและมั่นคง ทำให้คณะรักษาความสงบแห่งชาติ ประกาศขยายเวลาลดอัตราภาษีมูลค่าเพิ่มให้ยังคง 7% ต่อไปอีก 1 ปี จนถึงวันที่ 1 ตุลาคม 2558 จึงค่อยเพิ่มเป็นอัตรา 10% ถึงตอนนั้นก็ต้องดูอีกทีว่า จะมีการประกาศเลื่อนต่อไปอีกหรือไม่

ส่วนภาษีประเภทต่อไป อาจจะกระทบกระเทือนคนบางกลุ่ม แต่ ณ วันนี้ก็ยังไม่มีบทสรุปออกมาเป็นที่แน่นอน ลองมาดูกันว่า ภาษีประเภทนี้เป็นอย่างไรบ้าง เผื่อว่าเราจะได้คุยกับคนอื่นรู้เรื่องบ้าง

ภาษีประเภทที่ 2 คือ ภาษีที่ดิน จากข้อมูลของกระทรวงการคลังแจ้งว่า ปัจจุบันประเทศไทยมีกฎหมายภาษีอยู่ 2 ฉบับ ที่ใช้ในการจัดเก็บภาษีที่เกี่ยวกับโรงเรือนและที่ดิน คือ พ.ร.บ.ภาษีโรงเรือนและที่ดิน พ.ศ.2475 และ พ.ร.บ.ภาษีบำรุงท้องที่ พ.ศ.2508 ซึ่งกฎหมายภาษีทั้ง 2 ฉบับนี้ มีวิธีการจัดเก็บภาษีที่แตกต่างกัน คือ พ.ร.บ.ภาษีโรงเรือนและที่ดิน พ.ศ.2475 เป็นการจัดเก็บภาษีด้วยการคำนวณภาษีบนพื้นฐานของรายได้ หรือที่เรียกว่า "ค่ารายปี" หรือค่าเช่าที่เจ้าของทรัพย์สินได้รับในแต่ละปี ขณะที่ พ.ร.บ.ภาษีบำรุงท้องที่ พ.ศ.2508 มีการจัดเก็บภาษีด้วยการนำราคาปานกลางของที่ดิน ปี 2521-2524 ในการประเมินภาษีบำรุงท้องที่ ทำให้จากการจัดเก็บภาษีตามกฎหมายภาษีทั้ง 2 ฉบับ มีผลให้รัฐขาดรายได้ที่ควรได้จากการจัดเก็บภาษีที่ดิน และสิ่งปลูกสร้างที่ประชาชนครอบครองหรือเป็นเจ้าของ อีกทั้งยังก่อให้เกิดความเหลื่อมล้ำทางสังคมอีกด้วย ดังนั้น เพื่อแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำทางสังคม และสร้างความเป็นธรรมแก่ประชาชนผู้เสียภาษี กระทรวงการคลัง จึงเสนอเรื่องพิจารณาและอนุมัติ ร่าง พ.ร.บ.ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างใหม่ เพื่อนำมาใช้ในการจัดเก็บภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างแทน พ.ร.บ.ภาษีโรงเรือนและที่ดิน พ.ศ.2475 และ พ.ร.บ.ภาษีบำรุงท้องที่ พ.ศ.2508 เพื่อแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำทางสังคม สร้างความเป็นธรรมแก่ประชาชนผู้เสียภาษี และเพิ่มรายได้ให้กับรัฐ สำหรับ ร่าง พ.ร.บ.ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง ที่กระทรวงการคลังจะเสนอให้นั้น มีการแบ่งประเภทของที่ดิน ตลอดจนถึงการใช้ประโยชน์ของที่ดินดังกล่าว เพื่อกำหนดอัตราจัดเก็บภาษี โดยแบ่งเป็น ที่ดินที่มีการนำไปใช้ประโยชน์ กับที่ดินว่างเปล่า และไม่มีการนำไปใช้ประโยชน์

ที่ดินที่มีการนำไปใช้ประโยชน์ ได้แก่

- ที่ดินและสิ่งปลูกสร้างเชิงพาณิชย์ ให้จัดเก็บภาษีในอัตราไม่เกิน 0.5% ของราคาประเมิน เช่น ปีละ 5,000 บาท ต่อราคาประเมินที่ดินทุกๆ 1 ล้านบาท

- ที่ดินและสิ่งปลูกสร้างเพื่อที่อยู่อาศัย ให้จัดเก็บภาษีในอัตรา 0.1% ของราคาประเมิน เช่น ปีละ 1,000 บาท ต่อราคาประเมินที่ดินทุกๆ 1 ล้านบาท

- ที่ดินเพื่อการเกษตร ให้จัดเก็บภาษีในอัตราไม่เกิน 0.05% ของราคาประเมิน เช่น ปีละ 500 บาท ต่อราคาประเมินที่ดินทุกๆ 1 ล้านบาท

ส่วนที่ดินว่างเปล่าและไม่มีการนำไปใช้ประโยชน์นั้น ในกรณีที่เป็นที่ดินว่างเปล่า หรือไม่ได้ทำประโยชน์ความควรแก่สภาพที่ดิน ให้จัดเก็บภาษีในอัตรา 0.05% ของราคาประเมิน แต่ทั้งนี้ หากองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นพบว่า ที่ดินว่างเปล่าดังกล่าวไม่ได้ถูกนำไปใช้ประโยชน์เป็นเวลาติดต่อกัน ก็ให้เพิ่มภาษีอีกหนึ่งเท่าในทุกๆ 3 ปี แต่จำนวนภาษีที่เสียต้องไม่เกิน 2% ของราคาประเมิน คือ ปีละ 20,000 บาท ต่อราคาประเมินที่ดินทุกๆ 1 ล้านบาท

งั้นมาดูราคาประเมินที่ดินคร่าวๆกันว่าจะต้องเสียภาษีกันประมาณเท่าไร ขอยกตัวอย่างราคาที่ดินในเขตกรุงเทพฯ เพื่อให้คนเมืองได้เห็นภาพได้ชัดเจนขึ้น ซึ่งข้อมูลนี้มาจากสำนักงานที่ดินกรุงเทพมหานคร ระบุราคาเฉลี่ยของที่ดินต่อตารางวา (พ.ศ.2555-2558) โดยแบ่งตามถนนสายต่างๆ ดังนี้

1. สำนักงานที่ดินกรุงเทพมหานคร (สำนักงานใหญ่) ราคาตั้งแต่ 130,000-850,000 บาท/ตารางวา

2. ห้วยขวาง ราคาตั้งแต่ 220,000-400,000 บาท/ตารางวา

3. จตุจักร ราคาตั้งแต่ 80,000-220,000 บาท/ตารางวา

4. บึงกุ่ม ราคาตั้งแต่ 42,000-95,000 บาท/ตารางวา

5. พระโขนง ราคาตั้งแต่ 85,000-520,000 บาท/ตารางวา

6. ลาดกระบัง ราคาตั้งแต่ 5,000-50,000 บาท/ตารางวา

7. หนองจอก ราคาตั้งแต่ 6,000-24,000 บาท/ตารางวา

8. บางกะปิ ราคาตั้งแต่ 38,000-160,000 บาท/ตารางวา

9. ประเวศ ราคาตั้งแต่ 20,000-140,000 บาท/ตารางวา

10. มีนบุรี ราคาตั้งแต่ 10,000-110,000 บาท/ตารางวา

11. ลาดพร้าว ราคาตั้งแต่ 38,000-80,000 บาท/ตารางวา

12. บางขุนเทียน ราคาตั้งแต่ 2,500-130,000 บาท/ตารางวา

13. บางเขน ราคาตั้งแต่ 12,000-150,000 บาท/ตารางวา

14. บางกอกน้อย ราคาตั้งแต่ 30,000-185,000 บาท/ตารางวา

15. ธนบุรี ราคาตั้งแต่ 41,000-215,000 บาท/ตารางวา

16. ดอนเมือง ราคาตั้งแต่ 17,000-140,000 บาท/ตารางวา

17. หนองแขม ราคาตั้งแต่ 30,000-150,000 บาท/ตารางวา

ภาษีประเภทสุดท้ายที่จะพูดถึง คือ ภาษีมรดก แบ่งเป็น ภาษีกองมรดก ซึ่งเป็นภาษีที่เก็บจากทรัพย์สินของผู้ตาย โดยให้รวบรวมทรัพย์สินของผู้ตายทั้งหมด มาประเมินภาษี และชำระภาษีตามจำนวนที่ประเมินได้ ภาษีการรับมรดก เป็นภาษีที่เก็บจากบุคคลที่ได้รับมรดก เมื่อเจ้าของทรัพย์สินหรือเจ้าของมรดกถึงแก่ความตายแล้ว ทรัพย์มรดกจะแบ่งให้ผู้รับมรดกหรือทายาทแต่ละคนตามสัดส่วน มีวัตถุประสงค์ที่สำคัญ คือเพื่อแก้ไขความไม่เสมอภาคในสังคม โดยเฉพาะในเรื่องภาระที่ไม่อาจหลีกเลี่ยงได้จากภาษีทางอ้อม เพราะภาษีมรดกจะตกเป็นภาระแก่ผู้มีทรัพย์มรดกก็ต่อเมื่อมรดกมีจำนวนมากถึงตามที่กฎหมายกำหนด มรดกที่ถูกเก็บภาษี ต้องเป็นสินทรัพย์ที่มีการขึ้นทะเบียนไว้เป็นหลักฐาน เช่น บ้าน ที่ดิน รถยนต์ หุ้น เงินฝากหรือพันธบัตร เป็นต้นซึ่งอัตราภาษีที่กำลังอยู่ระหว่างพิจารณาเสนอร่างกฎหมายใหม่นั้นว่าจะจัดเก็บในอัตราสูงกว่า 5% แต่น้อยกว่า 30% ของราคาสินทรัพย์ หรือเก็บภาษีจากกองมรดกในอัตราเดียว 10% หรือทรัพย์มรดกสุทธิเฉพาะส่วนที่ไม่เกิน 50 ล้านบาทแรก จัดเก็บภาษีในอัตราร้อยละ 0 ทรัพย์มรดกสุทธิส่วนที่เกิน 50 ล้านบาท แต่ไม่เกิน 200 ล้านบาท จัดเก็บภาษีในอัตราร้อยละ 10 และทรัพย์มรดกสุทธิส่วนที่เกิน 200 ล้านบาทขึ้นไป จัดเก็บภาษีในอัตราร้อยละ 20

ในส่วนของอัตราภาษีการรับให้ ที่กำหนดไว้เพื่อพิจารณา คือทรัพย์สินสุทธิเฉพาะส่วนที่ไม่เกิน 10 ล้านบาทแรก จัดเก็บภาษีในอัตราร้อยละ 0 ทรัพย์สินสุทธิส่วนที่เกิน 10 ล้านบาท แต่ไม่เกิน 40 ล้านบาท จัดเก็บภาษีในอัตราร้อยละ 10 และทรัพย์สินสุทธิส่วนที่เกิน 40 ล้านบาทขึ้นไป จัดเก็บภาษีในอัตราร้อยละ 20

สรุปแล้ว ไม่ว่าภาษีตัวใหม่จะเป็นอย่างไร หน้าที่ของคนไทยทุกคน ก็มีหน้าที่ที่ต้องรับผิดชอบร่วมกัน เพราะผลประโยชน์ของการจัดเก็บภาษีนั้น เพื่อนำไปใช้ในการพัฒนาประเทศให้แข็งแกร่ง ผลประโยชน์ได้กับประเทศชาติล้วนๆ คนที่มีหน้าที่นำภาษีของเราไปใช้ต่างหาก ที่เราจะต้องตรวจสอบและมีส่วนในการรับผิดชอบร่วมกัน