อานิสงส์ของพิธีทอดกฐิน

โน้ตบุ๊ค

ในเดือนตุลาคมถึงพฤศจิกายนของทุกปี สิ่งหนึ่งที่คนไทยซึ่งเป็นพุทธศาสนิกชนจะได้เห็นและได้รับมากที่สุด คือ "ซองกฐิน" เชื่อว่าทุกคนที่ได้รับจะต้องทำบุญใส่ซองไม่ว่ามากหรือน้อย แต่จะมีกี่คนที่ทราบว่าถ้าคุณตั้งใจทำบุญกฐินโดยไม่ใช่ความเกรงใจหรือรักษาหน้านั้น คุณควรจะทำอย่างไรและทำเพื่ออะไร ที่สำคัญกว่านั้นรู้ไหมว่า พิธีทอดกฐินในศาสนาพุทธมีที่มาอย่างไรและทำเพื่ออะไร?

"บันนี่" เองก็เป็นหนึ่งในคนที่ได้รับซองกฐินเป็นจำนวนไม่น้อยในแต่ละปี ทั้งกฐินพระราชทานและกฐินทั่วไป จึงอดไม่ได้ที่จะอยากทราบถึงเรื่องราวของพิธีทอดกฐินที่รู้จักมานาน

การทอดกฐินหรือการถวายผ้ากฐินนั้นเป็นกาลทาน เป็นการถวายทานที่พระพุทธเจ้าทรงบัญญัติไว้ในคัมภีร์พระวินัยปิฎกว่า ครั้งหนึ่งมีภิกษุชาวเมืองปาฐา หรือปาวาจำนวน 30 รูปที่เดินทางมาด้วยหวังจะเข้าเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้า ซึ่งประทับอยู่ ณ พระเชตวัน เมืองสาวัตถี พอถึงเมืองสาเกตุ อีก 6 โยชน์ถึงเมืองสาวัตถีก็ถึงกาลเข้าพรรษา จึงต้องอยู่จำพรรษา ณ เมืองสาเกตุ ไม่สามารถเดินทางต่อไปได้ ครั้นเมื่อออกพรรษาก็รีบเดินทางไปยังเมืองสาวัตถีเพื่อเข้าเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้าทันที ทำให้น้ำหรือโคลนตามเปรอะเปื้อนจีวรในระหว่างเดินทาง เมื่อได้เข้าเฝ้าพระพุทธองค์ทรงปฏิสันถารด้วย และทรงทราบถึงความลำบากของภิกษุทั้งหลายเหล่านั้น จึงทรงยกเป็นเหตุให้มีพระพุทธานุญาตให้กรานกฐินและโปรดให้เป็นการสงฆ์ คือเป็นสังฆกรรมสำหรับภิกษุสงฆ์ทั้งหลายทั่วไปในระยะเวลาภายหลังวันออกพรรษาแล้วหนึ่งเดือน คือตั้งแต่วันแรม 1 ค่ำ เดือน 11 วันขึ้น 15 ค่ำเดือน 12

คำว่า "กฐิน" แปลว่า ไม้สะดึงการทำจีวรในสมัยโบราณ ภิกษุจะทำผ้าจีวรเองทั้งที่เป็นผ้ากฐินและไม่ใช่ผ้ากฐินขึงบนสะดึง ซึ่งจัดเป็นงานเอิกเกริกในนั้นโดยมีตำนานกล่าวว่า การเย็บจีวรนั้น พระเถรานุเคราะต่างมาช่วยกัน เป็นต้นว่าพระโมคคัลลานะ พระสาริบุตร พระมหากัสสปะ แม้สมเด็จพระบรมศาสดาก็เสด็จลงมาช่วย ภิกษุสามเณรอื่นๆได้ช่วยขวนขวายในการเย็บจีวร อุบาสก อุบาสิกา ก็จัดหาน้ำดื่มมาถวายพระภิกษุสงฆ์ โดยมีองค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้าเป็นประธาน

ปัจจุบันผ้ากฐินอาจเป็นผ้าใหม่ก็ได้ผ้าเทียมใหม่ก็ได้ ผ้าเก่าหรือผ้าบังสุกุลก็ได้ แต่ผ้าเหล่านี้ต้องมีพอที่จะทำไตรจีวร ผืนใดผืนหนึ่ง (ผ้าไตรจีวรของพระสงฆ์มี 3 ผืน คือ สบง-ผ้านุ่ง จีวร-ผ้าห่ม และสังฆาฏิ-ผ้าซ้อนห่ม หรือผ้าพาด) ผ้านี้คือองค์กฐิน ส่วนสิ่งของอื่นๆเป็นบริวารกฐิน จะมีมากหรือน้อยก็ได้ ไม่มีกำหนด แล้วแต่ศรัทธาของผู้ถวาย

กฐินตามอรรถกถาฎีกา มี 2 ลักษณะ คือ จุลกฐิน และมหากฐิน

จุลกฐินเป็นกิจกรรมสำคัญที่ทุกฝ่ายต้องช่วยกันทำให้แล้วเสร็จภายในกำหนดวันหนึ่งนับตั้งแต่การเก็บฝ้าย ปั่นฝ้าย กรอ ทอ ตัด เย็บ ย้อม ทำให้เป็นขัณฑ์ ได้ขนาดตามวินัย แล้วทอดถวายให้แล้วเสร็จภายในวันนั้น ส่วนมหากฐินเป็นการจัดหาผ้ามาเป็นองค์กฐิน พร้อมทั้งเครื่องไทยธรรมบริวารเครื่องกฐินจำนวนมาก ไม่ต้องทำโดยเร่งด่วนเพื่อจะได้มีส่วนหาทุนในการบำรุงวัด

การทอดกฐินในปัจจุบันในประเทศไทย มี 3 ประเภท คือ หนึ่ง "พระกฐินหลวง" เป็นพระราชกรณียกิจของพระมหากษัตริย์ที่เสด็จพระราชดำเนินไปทรงถวายผ้าพระกฐินด้วยพระองค์เอง หรือทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯให้พระบรมวงศานุวงศ์ หรือผู้ที่มีพระราชดำริเห็นสมควรให้เสด็จฯแทนพระองค์นำไปถวายยังพระอารามหลวงสำคัญ 16 พระอารามที่สงวนไว้ไม่ให้มีการขอพระราชทาน สอง "พระกฐินพระราชทาน" คือผ้าพระกฐินและบริวารกฐินเป็นของหลวง แต่เปิดโอกาสให้ส่วนราชการ องค์กร หรือบุคคลที่สมควรขอรับพระราชทานอัญเชิญ ไปถวายยังพระอารามหลวงต่างๆ นอกจากพระอารามหลวงสำคัญ 16 พระอารามที่สงวนไว้สำหรับพิธีพระกฐินหลวง สาม "กฐินทั่วไป" หรือที่เรียกว่า "กฐินราษฎร์" เป็นการถวายผ้ากฐินที่พุทธศาสนิกชนทั่วไปมีความประสงค์จะนำไปถวายแด่พระสงห์ที่จำพรรษาถ้วนไตรมาส ณ วัดใดวันหนึ่งที่เป็นวัดราษฎร์

พิธีทอดกฐินจะมีอานิสงส์ทั้งสำหรับพระและสำหรับผู้ทอด ในพระวินัยระบุอานิสงส์สำหรับพระไว้ 5 คือ 1. เข้าบ้านได้โดยมิต้องบอกลาภิกษุด้วยกัน 2. เอาไตรจีวรไปโดยไม่ครบสำรับได้ 3. ฉันอาหารเป็นคณะโภชน์ได้ 4. เก็บจีวรไว้ได้ตามปรารถนา 5. ลาภที่เกิดขึ้นเป็นของผู้เข้าพรรษาในวัดนั้น ส่วนอานิสงส์สำหรับผู้ทอดนั้นถือว่าเป็นโภคสมบัติ เพราะเราเองเป็นผู้บริจาค ได้ทั้งบริวารสมบัติ เพราะได้บอกบุญแก่ญาติมิตรให้มาร่วมการกุศลด้วย

การทอดกฐินเป็นกาลนาน ปีหนึ่งทำได้ครั้งเดียว และต้องทำได้ภายในกำหนดเวลา ผู้ทอดต้องตระเตรียมจัดทำเป็นงานใหญ่ ต้องมีคนช่วยเหลือหลายคน จึงนับเป็นพิธีบุญที่มีอานิสงส์แรง กาลทานเช่นนี้เรียกว่ากาลทานทางพระวินัย

เมื่อพุทธศาสนิกชนทั้งหลายได้ทราบข้อมูลของพิธีทอดกฐินดังนี้แล้ว ปีนี้ท่านคงตั้งจิตอธิษฐานได้แน่วแน่และเต็มที่เพื่อจะได้มีส่วนในการทำนุบำรุงศาสนสถานภายในวัดและพุทธศาสนาต่อไปในการทอดกฐินกาลนี้