บทเพลงแห่งความรัก

ลีโอ ตอลสตอย เขียน ศักดิ์ บวร แปล
หนังสือคือแสงจันทร์

"การแต่งงานที่ไม่มีความรักมารองรับไม่ใช่การแต่งงานเลยแม้แต่น้อย เพราะความรักเป็นเพียงสิ่งเดียวที่ช่วยเสริมให้การแต่งงานมีความศักดิ์สิทธิ์ ดังนั้น การแต่งงานที่แท้จริงต้องได้รับการเสริมให้ศักดิ์สิทธิ์จากความรัก" ลีโอ ตอลสตอย นักคิดนักประพันธ์ยิ่งใหญ่ชาวรัสเซียและของโลก หนังสือสองเล่มหนาของเขาที่ทั่วโลกรู้จัก ชื่อ สงครามและสันติภาพ กับ อันนา คาเรนินา บิดามารดาของตอลสตอยเป็นคนชั้นสูง พ่อเป็นทหารแม่เป็นเจ้าหญิง ทั้งคู่เสียชีวิตตั้งแต่เขายังเป็นเด็กเล็ก

ลีโอ ตอลสตอย เกิดเมื่อวันที่ 9 กันยายน พ.ศ. 2371 ในเมืองทูลา ซึ่งอยู่ตอนกลางของประเทศรัสเซีย เขาสำเร็จการศึกษาในสาขาภาคตะวันออกและกฎหมาย จากมหาวิทยาลัยกาซาน หลังจากนั้นได้ใช้ชีวิตอย่างมีความสุขเรื่อยมาจนถึง พ.ศ.2394 ตอลสตอยเข้าร่วมในกองทัพปืนใหญ่ ต่อมาก็เข้าร่วมในสงครามไครเมีย เขาสมรสกับ ซ็อฟยา อันเดรเยฟนา เบห์รส์ ใน พ.ศ.2405 และอยู่ด้วยกันมาจนมีบุตร 13 คน ตอลสตอย เสียชีวิตเมื่อ 20 กันยายน 2453

ฉันได้อ่านหนังสือเล่มหนาชื่อ อันนา คาเรนินา มาแล้ว เปลี่ยนมาอ่านหนังสือเล่มบางไม่กี่หน้าชื่อ บทเพลงแห่งความรัก (Kreutzer Sonata) ของตอลสตอยบ้าง แล้วก็พบว่าไม่ว่าจะเป็นหนังสือเล่มไหน ตอลสตอยก็คือนักประพันธ์ที่ยิ่งใหญ่ตลอดกาล

ความรักมีส่วนผสมและคำนิยามมากมายตั้งแต่ต้น บทเพลงแห่งความรัก ชื่อหนังสืออาจทำให้ความคิดแรกโน้มนึกถึงความรักตามความเข้าใจทั่วๆไป รักซึ่งหวานละมุนชวนฝัน และรื่นเริงเป็นสุข แต่หนังสือเล่มนี้คือศิลปะของการเปิดเผยความหมายของความรัก ความรักที่พยายามแสวงหาความลงตัว คิดแสวงหาความหมายจากความไม่รู้เรื่องชีวิต สังคม และชีวิต

เนื้อหา บทเพลงแห่งความรัก (Kreutzer Sonata) คือปรัชญาฟากตรงกันข้ามกับความสดชื่น เป็นแก้วซึ่งล้นปรี่ด้วยความหึงหวง แล้วกลายเป็นความเคียดแค้นชิงชัง จนถึงขั้นต้องการทำลายชีวิตของอีกฝ่ายหนึ่ง ซึ่งทั้งหมดนั้นเกิดขึ้นจากการหมกมุ่นครุ่นคิด จะบอกว่าไร้สาระก็คงไม่ได้ เพราะคนที่ตกอยู่ในหุบเหวของความหึงหวงก็คือคนที่รักอย่างมืดบอด และชีวิตก็คือสิ่งที่เราต้องค้นหาความหมาย

ชื่อเรื่อง กรูต์เซอร์ โซนาตา (Kreutzer Sonata) นำมาจากชื่อบทประพันธ์เพลงของ บีโธเฟน ตอลสตอย เขียนถึงเพลงนี้ไว้ในตอนเข้าใกล้ช่วงตื่นเต้นน่าตระหนกของเรื่องว่า

"เสียงดนตรีนำผมเข้าสู่สถานะจิตรู้สำนึกในประสบการณ์ที่ผู้ประพันธ์เคยได้รับในทันทีและโดยตรง จิตวิญญาณของผมหล่อหลอมเข้ากับจิตวิญญาณของเขา หลังจากนั้นจิตวิญญาณที่หล่อหลอมกันนี้ของผมก็ถูกส่งผ่านไปยังสถานะจิตรู้สำนึกอีกระดับหนึ่ง แต่ทำไมเป็นอย่างนี้ผมไม่รู้เลย ผู้ประพันธ์เพลง 'กรูต์เซอร์ โซนาตา' -บีโธ-เวน รู้ว่าทำไมเขาจึงอยู่ในสถานะจิตใจแบบนั้น นั่นคือสถานะจิตใจแบบนั้นนำเขาเข้าสู่การกระทำบางอย่าง แล้วเขาก็ได้รับอะไรบางอย่างที่มีความโดดเด่นเป็นพิเศษ แต่มันไม่มีเรื่องแบบนั้นในส่วนของผม นี่คือเหตุผลที่ว่าทำไมดนตรีแบบนี้จึงเพียงแค่กระตุ้นให้ผมหงุดหงิด-เพราะมันไม่ช่วยให้ผมไปถึงไหนเลย"

บทเพลงแห่งความรัก คือเรื่องเล่าของคู่แต่งงาน เขาหรือพ็อซ์ดนีเชฟ ตัดสินใจเล่าเรื่องที่เกิดขึ้นในชีวิตสมรสตนเองให้ 'ผม' ฟังในเช้าวันหนึ่งของฤดูใบไม้ผลิบนขบวนรถไฟสายหนึ่ง ตอลสตอยเป็นนักปราชญ์เจ้าความคิด จึงมีคำคมน่าคิดถึงเรื่องต่างๆอยู่ตลอดทั้งเรื่อง คำคมๆเป็นเหมือนแสงนวลของเชื้อไฟที่ผู้อ่านสามารถนำไปคิดสร้างสรรค์ชีวิตให้พัฒนาขึ้นได้

"การศึกษาไม่ช่วยให้เราได้พบอะไรนอกจากความโง่เขลามากมาย"

"เด็กสาวผู้บริสุทธิ์ถูกขายให้แก่ผู้ชายที่รักสนุกทางเพศโดยมีขั้นตอนการขายที่ได้จัดเตรียมไว้ในรูปแบบของพิธีแต่งอย่างเป็นทางการ"

"ความรักเกี่ยวกับเนื้อหนังมังสาเป็นตัณหาที่แกร่งที่สุด ชั่วร้ายที่สุดและกำจัดยากที่สุด ผลที่ตามมาก็คือถ้าตัณหาถูกกำจัดออกไปอย่างหมดสิ้นอย่างแท้จริง มนุษยชาติก็จะบรรลุเป้าหมายในชีวิต ผลที่ตามมาก็คือมนุษยชาติไม่มีเหตุผลที่จะใช้ชีวิตอยู่ต่อไป"

"การพูดถึงเรื่องเสรีภาพและสิทธิของผู้หญิง มันช่างเหมือนกับมนุษย์เผ่ากินคนเลี้ยงดูเชลยที่จับมาให้อ้วนท้วนก่อนลงมือกิน โดยในระหว่างนั้นก็พร่ำถึงหลักประกันในเรื่องสิทธิเสรีภาพให้พวกเขาฟัง"

เรื่องเริ่มขึ้นเมื่อเช้าวันหนึ่งของฤดูใบไม้ผลิ ในวันที่สองของการเดินทางโดยรถไฟ ตอลสตอยเริ่มเรื่องด้วยการให้คนสามสี่คนแสดงทรรศนะเรื่อง ชาย หญิง ความรัก และการแต่งงาน คนเดินทางเหล่านั้น มีหญิงสูงวัย ทนาย พ่อค้า พนักงานขาย กับชายอีกคนที่เป็นเจ้าของเรื่อง เขายังไม่แก่ แต่มีผมสีขาวโพลน มีท่าทางหวาดระแวง หม่นทุกข์ และพยายามหลีกเลี่ยงการสนทนา เขาใช้เวลาส่วนใหญ่อ่านหนังสือและมองออกไปนอกหน้าต่าง ถ้ามีใครพูดด้วยก็จะตอบเพียงสั้นๆ ห้วนๆ

หลังจากพูดคุยกันในเรื่องสัพเพเหระ ทนายความได้พูดถึงการหย่าร้างกับพ่อค้าว่าทุกวันนี้มีคู่แต่งงานเลิกรากันมากขึ้น และหญิงสูงวัยพูดออกมาว่า นั่นเป็นเพราะผู้หญิงถูกบังคับให้แต่งงานกับผู้ชายที่เธอไม่ได้รัก ปัญหาการหย่าร้างจึงเกิดขึ้นตามมา หญิงสูงวัยพูดถึงการแต่งงานที่ปราศจากความรักว่า ไม่ยุติธรรมต่อผู้หญิงเลย

"คนที่ไม่รักกันถูกบังคับให้แต่งงานกัน หลังจากนั้นทุกคนต่างพากันสงสัยว่าทำไมพวกเขาจึงใช้ชีวิตร่วมกันอย่างมีความสุขไม่ได้"

"การแต่งงานแบบเก่ามันดีกว่าจริงหรือ- การแต่งงานที่เจ้าสาวเจ้าบ่าวไม่เคยพบหน้าค่าตากันมาก่อน? คุณไม่รู้หรอกว่าคุณจะชอบเขาหรือไม่ด้วยซ้ำ อย่าว่าแต่รักเขาเลย ถ้าเป็นแบบนี้ก็หมายความว่าคุณแต่งงานกับผู้ชายคนแรกที่เดินผ่านเข้ามาในชีวิตแล้วใช้ชีวิตที่เหลือให้หมดไปกับความลี้ลับ คุณคิดว่านั่นเป็นเรื่องที่ดีกว่าอย่างนั้นหรือ"

จะว่าไปแล้วชีวิตและการแต่งงานไม่ได้เป็นฝันหวาน ความรักเพียงประการเดียวหลงใหลกันและกัน ไม่สามารถจะใช้เป็นหลักประกันได้ว่า คู่รักหญิงชายจะสามารถใช้ชีวิตร่วมกันไปตลอดรอดฝั่ง และการแต่งงานที่เริ่มต้นไปด้วยความรักความหลงใหลก็ไม่สามารถยืนยันเป็นมั่นเหมาะว่าเขาและเธอจะครองชีวิตกันอย่างมีความสุขราบรื่น แล้วความรักและการร่วมหอลงโรงคืออะไรกันแน่....

เพราะเราต่างก็เป็นหญิงชายและผู้ร่วมก่อเรื่องราวให้เกิดขึ้นบนโลก โดยเฉพาะเรื่องความรัก ชีวิตหนุ่มสาว การแต่งงานและหย่าร้าง หากหวังจะอ่านเรื่องนี้ให้รื่นรมย์ เหมือนเรื่องในวงซุบซิบนินทาถึงชีวิตคู่ของใครสักคน ก็จะไม่พบกับความเพลิดเพลินอย่างนั้นแน่ สิ่งที่จะได้รับจะสำคัญกว่าคือกลิ่นหอมของความจริงที่ลึกลงไป

คนเรามักจะชอบคำเยินยอเพราะทำให้มีความสุข หากใครเจาะมาถึงใต้เปลือกเราก็มักจะหงุดหงิด ทั้งๆที่ใต้เปลือกนั้นคือความจริง ใต้เปลือกของความเป็นหญิงชายก็เหมือนกัน นอกจากความแตกต่างตามธรรมชาติแล้ว สังคมและวัฒนาธรรมมีส่วนครอบงำผู้หญิงผู้ชายในเรื่องต่างๆ เมื่อหญิงสูงวัยกับทนายเปลี่ยนตู้นั่ง คนอื่นๆลงจากรถเพราะถึงจุดหมาย เหลือเพียงผม กับพ็อซ์ดนีเชฟ ตอลสตอยให้พ็อซ์ดนีเชฟเปิดอกเล่าถึงชีวิตของตนเองให้ผมฟัง เขาหรือพ็อซ์ดนีเชฟทรรศนะในเรื่องเหล่านี้ไว้อย่างตรงๆ เริ่มตั้งแต่เรื่องการเสียความบริสุทธิ์ในวัยหนุ่มว่า

"ผมเสียความบริสุทธิ์เพราะสังคมที่ผมอาศัยอยู่มองสิ่งที่เรียกว่าเสียความบริสุทธิ์เป็นเรื่องการทำหน้าที่ของร่างกายที่ถูกกฎหมายและเป็นประโยชน์ต่อสุขภาพ หรือไม่ก็มองว่าเป็นการเปลี่ยนแปลงที่เป็นธรรมชาติ สำหรับเด็กหนุ่มๆซึ่งไม่เพียงสมควรได้รับการให้อภัย แต่ยังเป็นเรื่องของความไร้เดียงสา"

"คุณอาจบอกได้ว่าผู้หญิงในสังคมของเราแสดงพฤติกรรมเรียกร้องความสนใจจากผู้ชายในรูปแบบที่ต่างไปจากผู้หญิงในโรงนครโสเภณี แต่ผมยืนยันได้เลยว่ามันไม่ต่างกันและผมก็สามารถพิสูจน์ได้ด้วย ถ้าผู้คนมีวัตถุประสงค์ ซึ่งเป็นสาระสำคัญของชีวิตที่ซ่อนอยู่ภายใน พฤติกรรมที่สะท้อนต่อสิ่งต่างๆที่อยู่ภายนอกก็ย่อมแตกต่างกันอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้"

"ใช่เลย ด้วยเหตุนี้ ผมจึงพลัดตกเข้าไปในกับดักของชุดรัดรูป เส้นผมที่ม้วนงอเป็นลอนและสะโพกจอมปลอมพวกนั้น ผมเป็นเหยื่อให้ผู้หญิงจับได้ง่ายๆ เพราะผมโตมากับสภาพเงื่อนไขพิเศษที่สร้างเด็กหนุ่มให้มีจิตใจที่อบอวลไปด้วยความรัก"

เด็กหนุ่มแทบทุกคน พวกเขาได้ใช้ชีวิตจากแรงผลักจากทัศนคติของสังคม เด็กสาวหญิงก็เหมือนกัน พ็อซ์ดนีเชฟใช้ชีวิตเยี่ยงชายหนุ่มชั้นสูงทั่วๆไป ต่อมาเมื่ออายุ ๓๐ เขาพบกับว่าที่ภรรยาและตัดสินใจขอเธอแต่งงานในทันที แล้วเขาก็ระลึกถึงความหลังอย่างไม่เห็นแก่หน้าใครว่า

"แต่ในยุคปัจจุบัน ผู้หญิงก็เหมือนทาสในตลาดหรือไม่ก็เป็นเพียงเศษเหยื่อที่ใช้ล่อผู้ชายให้มาติดกับดัก แต่ถ้าคุณไปบอกแม่หรือแม้กระทั่งกับเด็กสาวว่ากิจกรรมทุกอย่างที่เธอทำล้วนมาเป้าหมายในการจับสามี โอ...พระเจ้า... นั่นเป็นคำดูหมิ่นที่ร้ายกาจ! แต่ความจริงมันเป็นอย่างนั้นและพวกเธอก็ไม่เป็นอะไรเลย นอกจากใช้เวลาในแต่ละวันให้หมดไปกับเรื่องนี้"

"ทีนี้ลองมองด้วยสายตาของคุณดู ในร้านค้าเก้าในสิบแห่งที่อยู่ตรงนั้น มีสักร้านไหมที่ขายสินค้าที่ต้องการให้ผู้ชายใช้โดยตรงเพียงเพศเดียว? ไม่มีเลย สินค้าฟุ่มเฟือยทั้งหมดในชีวิตล้วนผลิตขึ้นเพื่อสนองความต้องการของผู้หญิง และให้ผู้หญิงบริโภคล้วนๆ ลองมองไปที่โรงงานพวกนั้นสิ ส่วนใหญ่จะผลิตเครื่องประดับที่ไร้ประโยชน์ รถม้า เฟอร์นิเจอร์ ของเล่นสำหรับผู้หญิง มนุษย์จำนวนนับล้าน ทาสจำนวนหลายรุ่นต่อหลายรุ่นเสื่อมโทรมอยู่ในโรงงาน"

บางครั้งข้อเท็จจริงจะทำให้ตระหนกตกใจจนถึงขั้นปวดร้าว แต่เราก็ไม่สามารถปฏิเสธได้ ความจริงช่วยให้เราได้เปิดใจกว้างเรียนรู้และทำความเข้าใจชีวิต ชีวิตซึ่งเราต้องทำความเข้าใจอยู่ตลอดเวลาเพื่อจะใช้มันต่อไปอย่างเป็นปกติสุข ชายหญิงอาจเป็นเพศที่ผู้คนมักคิดว่าตรงกันข้าม หากแท้จริงแล้วทั้งคู่ใกล้ชิดและมีความคาดหวังร่วมกันเสมอ

ทว่าเรื่องของคนสองคนไม่มีคู่รักคู่ใดจะเรียนรู้จากกันและกันได้ หากไม่เคยใช้ชีวิตคู่ร่วมกัน ชีวิตคนเดียวนั้นยากอยู่แล้ว ชีวิตคู่ย่อมยากกว่าในแง่ความสัมพันธ์ ใช้ชีวิตร่วมกันคือสิ่งวิเศษ หรือจะเรียกให้ถูกว่า สิ่งวิเศษอันเปราะบางที่ปีกทองของมันพร้อมจะบินจากไป หากคู่รักขาดความสามารถในการปรับตัวประคับประคองอารมณ์และขาดความอดทน

พ็อซ์ดนีเชฟบอกว่า 'ในห้วงแห่งรัก' นั้นเขาคิดว่าทั้งเขาและเธอต่างก็สมบูรณ์ที่สุด ยังเล่าเรื่องชีวิตของเขาต่อไปตั้งแต่เริ่มฮันนิมูน ซึ่งเพราะความไม่เข้าใจและซื่อสัตย์มากจนเกินไป สิ่งที่เขาทำก็คือ ได้ให้ว่าที่ภรรยาได้อ่านบันทึกของวัยหนุ่ม...คงไม่มีผู้หญิงคนไหนอยากจะรับรู้ประสบการณ์ในอดีตของคนที่เธอคิดจะร่วมชีวิตด้วย โดยเฉพาะเรื่องเพศสัมพันธ์ ตั้งแต่วินาทีนั้นเขารู้สึกในทันทีว่าถูกมองด้วยสายตาที่แปลกไป

ชีวิตคู่ทะเลาะกันครั้งแรกในช่วงฮันนิมูน และยังทะเลาะกันเรื่อยๆมาครั้งแล้วครั้งเล่า ก่อนจะถึงอายุสามสิบ ภรรยาพ็อซ์ดนีเชฟ มีบุตร 5 คน ระหว่างเวลาที่มีลูกนั้น ตอลสตอยก็เขียนให้พ็อซ์ดนีเชฟวิพากษ์เรื่องการมีลูก การเลี้ยงดูเด็ก และอื่นๆ

"เราสองคนเหมือนนักโทษในตลาด เราต่างเกลียดชังกัน แต่ก็ถูกล่ามด้วยโซ่เส้นเดียวกัน วางยาพิษทำลายชีวิตซึ่งกันและกัน โดยไม่พยายามรับรู้เรื่องที่เราต่างคนต่างทำเลย ตอนนั้นผมยังไม่รู้เลยว่าเก้าสิบเก้าเปอร์เซ็นต์ของคู่แต่งงานมีชีวิตแบบเดียวกับผม ไม่รู้ว่ามันไม่มีทางเป็นอื่นไปได้ ตอนนั้นผมไม่รู้ว่าสิ่งที่เกิดขึ้นกับผมมันเป็นเพราะคนอื่น หรือเป็นเพราะตัวผมเองกันแน่"

แม้จะมีลูกถึงห้าคน ภรรยาของพ็อซ์ดนีเชฟยิ่งเปล่งปลั่งสวยงาม ผู้หญิงอายุสามสิบได้พบกับนักดนตรีหนุ่ม หลังจากที่เลี้ยงลูกดูแลบ้านมาหลายปี เธอก็ได้พบกับเวลาผ่อนคลายจากภาระอันยุ่งเหยิง และพ็อซ์ดนีเชฟยิ่งหึงหวงร้ายกาจ

บทเพลงแห่งความรัก จบเรื่องให้ทุกข์ระทมเกินไป แต่เป็นความระทมมากล้นคุณค่า บทเรียนที่ได้รับจากการอ่านชีวิตของพ็อซ์ดนีเชฟ ฉันหวังให้กลายเป็นขุนเขาการเรียนรู้เรื่องเพศตรงข้าม เรื่องความรัก การใช้ชีวิตคู่ เพื่อการคลี่คลายความทุกข์ที่ไม่มากก็น้อยซึ่งทุกคนย่อมมีอยู่