เทศกาลกินเจ 2 ครั้ง ในรอบ 182 ปี ที่ศาลเจ้าโจวซือกง-ตลาดน้อย

พิธีศักดิ์สิทธิ์อัญเชิญเทพเจ้า-พระโพธิสัตว์ประทับ
รายงานพิเศษ
ช่างภาพ: 

การไหว้เจ้าถือศีลกินเจที่ศาลเจ้าโจวซือกง ที่ชุมชนเก่าแก่ย่านตลาดน้อย สืบเนื่องต่อกันมายาวนาน 200 ปี ที่นี่เป็นชาวจีนฮกเกี้ยนและปัจจุบันเป็นชาวจีนแต้จิ๋วล้อมรอบอยู่ในพื้นที่เป็นส่วนใหญ่ พิธีกินเจ 2 ครั้ง เกิดขึ้นในเมืองไทยและทั่วโลกเมื่อ 182 ปีก่อน เมื่อ พ.ศ.2375 ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 3) ทรงครองราชย์มาแล้ว 8 ปี ครั้งเดียวในชีวิตเกิดขั้นอีกครั้งหนึ่ง ในปี 2557 ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช ทรงครองราชย์มาแล้ว 68 ปี ปีนี้มี 13 เดือน มีเดือน 9 ถึง 2 ครั้ง ถือเป็นโอกาสดีที่จะได้ร่วมถือศีลกินเจ เป็นการพักร่างกายและจิตใจให้ใสสะอาด เพื่อเป็นการร่วมกันสืบสานเทศกาลกินเจ ร่วมกันสร้างมหากุศลครั้งยิ่งใหญ่กับมูลนิธิศาลเจ้าโจซือกง ตลาดน้อย

พิธีถือศีลกินเจ เป็นวัฒนธรรมประเพณีดั้งเดิมของคนจีนตั้งแต่สมัยราชวงศ์ถัง เป็นต้นมา จะมีความเชื่อและศรัทธาในลัทธิเต๋า ขงจื๊อ และศาสนาพุทธมหายานอย่างแยกไม่ออก จึงเป็นเหตุให้ชาวจีนที่อพยพย้ายถิ่นฐานไปตั้งรกรากตามที่ต่างๆ มักนำพาเครื่องยึดเหนี่ยวจิตใจเหล่านี้ไปด้วยในลักษณะของการตั้งเป็นศาลเจ้า หรือวัดที่ประดิษฐานสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่นับถือ เช่น เทพเจ้า หรือพระโพธิสัตว์ เมื่อมีการกราบไหว้บูชาที่ศาลเจ้าก็จะทำการสักการะไปด้วยกันภายในศาลเจ้า สามารถมองเห็นองค์ประกอบของการผสมผสานความเชื่อนี้ได้ชัดเจนจากการมีทั้งศาลเจ้าโจวซือกง วัดซุนเฮงยี่ และโรงเจฮุยหนำตั้วอยู่ด้วยกัน โดยมี หลวงปู่โจวซือกง ที่เป็นพระในศาสนาพุทธที่ผู้คนเคารพนับถือและบูชาเป็นเสมือนเทพตั้งประดิษฐานเป็นองค์ประธานของศาลเจ้า และเทพต่างๆที่ประดิษฐานอยู่ด้านในของศาลเจ้าโจวซือกงด้วยกัน (ข้อมูล จากสถาบันอาศรมศิลป์-สารานุกรมวิกิพีเดีย)

กินเจ หรือการกินอาหารมังสวิรัติ "ถี่สู่" เป็นพิธีปฏิบัติธรรมอย่างหนึ่งที่นิยมกันในหมู่พุทธศาสนิกชนฝ่ายมหายานชาวจีน ควบคู่ไปกับการถือศีล 5 ศีล 8 และศีลโพธิสัตว์ฆราวาส เพราะในประเทศจีนการถือศีลพระโพธิสัตว์ต้องถือสมาทานศีลมังสวิรัติ (ถี่สู่) ด้วย ผู้สมาทานอุโบสถศีลจึงนิยมงดเว้นอาหารเนื้อสัตว์ด้วย การรับประทานอาหารเจนั้นคือการรับประทานอาหารประเภทผักที่ไม่มีผลิตผลจากเนื้อ เลือด ไข่ ของสัตว์ถือเป็นของสดคาวผสม รวมทั้งไม่บริโภคผักที่มีกลิ่นฉุน คือให้โทษเกิดราคะ 5 ชนิด เรียกว่า โหวชิง คือ 1. กระเทียม (ตั่ว สื่ง) 2. หอม (เก็งชัง หรือ ไห) เป็นหอมชนิดหนึ่ง เรียนอีกอย่างว่า หลักเกียว) 3. ต้นหอม (ฉื่อชัง) 4. กุยช่าย (หลั่งชัง หรือ กูไฉ่) 5. หิงคุ์ (เฮงกื้อ) มีในประเทศอินเดีย แต่ไม่มีในประเทศจีน

เมื่อพระพุทธศาสนาเข้าสู่จีน การบริโภคอาหารมังสวิรัติ (ถี่สู่) ตามแนวทางปฏิบัติของพระโพธิสัตว์ก็เข้ามาเผยแผ่มากยิ่งขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งในหมู่พระเถระชาวจีน จวบจนรัชสมัยสมเด็จพระจักรพรรดิเหลียงบู่ตี้ ผู้ทรงได้พระราชสมัญญาว่าพระเจ้าอโศกมหาราชของจีน ทรงออกพระราชโองการ ใน พ.ศ.1058 ขออาราธนาพระสงฆ์ทั่วประเทศให้ฉันอาหารมังสวิรัติ (ถี่สู่) งดเว้นเนื้อสัตว์ แต่นั้นมาพระสงฆ์และพุทธศาสนิกชนในประเทศจีน จึงถือการฉันอาหารมังสวิรัติเป็นข้อปฏิบัติสำคัญตลอดมา และหลังราชวงศ์ถัง นักพรตในศาสนาเต๋าบางสายก็รับการบริโภคอาหารมังสวิรัติเข้ามาเป็นการปฏิบัติสำคัญด้วย

ธีราศักดิ์ สุขะโชติพรชัย รองประธานมูลนิธิศาลเจ้าโจซือกง (อ่านตามสำเนียงฮกเกี้ยน) ตลาดน้อย พร้อมด้วยคณะกรรมการมูลนิธิศาลเจ้าโจซือกง สมาคมฮกเกี้ยนแห่งประเทศไทย และชาวชุมชนคนรักตลาดน้อย นิมนต์พระญวนจำนวน 5 รูป มาจากวัดโลกานุเคราะห์ (วัดตื้อเต้ตื่อ) สร้างขึ้นในสมัยพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว โดยพ่อค้าชาวจีน และชาวญวน ตั้งอยู่ที่ 123ซอยผลิตผล (ซุนยัดเซ็น) เพื่อประกอบพิธีศักดิ์สิทธิ์ครั้งนี้ ในช่วงฤกษ์สิบโมง วันอังคารที่ 23 กันยายน พร้อมใจกันสวดมนต์เป็นภาษาญวนเพื่อไหว้วอนต่อสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ประกอบพิธีอัญเชิญเจ้ากิ่วฮ้วงฮุกโจ้ว หรือการอัญเชิญเทพเจ้า7องค์ พระโพธิสัตว์อีก 2 องค์ จากบริเวณท่าน้ำริมแม่น้ำเจ้าพระยาเพื่อมาประทับอยู่ในศาลเจ้าโจวซือกงตลอดพิธี มีการเคาะตั๋งฮื้อสีแดงเป็นจังหวะ พร้อมกับการเคาะบาตรดังกิ๊ก มีเจ้าหน้าที่วิ่งตีฆ้อง พร้อมกับกลุ่มเชิดมังกรอยู่โดยรอบเพื่อแสดงถึงความโสมนัสชื่นชมยินดีในครั้งนี้

ขณะเดียวกันตัวแทนของชายฮกเกี้ยนที่ผ่านการคัดเลือกทำหน้าที่สวดเป็นภาษาจีน เรียกชื่อเทพเจ้าทุกพระองค์เป็นภาษาจีน พร้อมกับการเสี่ยงทายด้วยการโยนปั่วปวยให้คว่ำอันหนึ่ง หงายอันหนึ่ง เป็นที่รับทราบว่าเทพเจ้า-องค์พระโพธิสัตว์ได้เสด็จมาประทับแล้ว นับเป็นการเริ่มต้นถือศีลกินเจอย่างเป็นทางการ ทั้งนี้เทศกาลถือศีลกินเจที่ชาวไทยเชื้อสายจีนได้ปฏิบัติสืบเนื่องต่อกันมานานกว่า 200 ปี เจ้าหน้าที่ของมูลนิธิศาลเจ้าโจวซือกง อัญเชิญเทพเจ้าและองค์พระโพธิสัตว์ที่ประทับแล้วไปไว้ที่ศาลเจ้าโจวซือกง ระหว่างนั้นก็จะมีเจ้าหน้าที่ใช้ช่อใบทับทิมจุ่มน้ำมนต์พรมให้กับผู้เข้าร่วมพิธีทุกคน ซึ่งถือธูปอันใหญ่ 3 ดอกที่จุดติด โดยมี ดอกบัวสีขาว ใบเตย ใบทับทิมอยู่ในกำเดียวกับธูปใหญ่ให้ชุ่มโชกไปด้วยน้ำศักดิ์สิทธิ์

แท่นหน้าพิธีมีการจุดเทียนสว่างไสว มีควันโขมง กระถางธูป เทียน พันด้วยพวงมาลัยดอกมะลิสีขาวจำนวนสองกระถางตั้งคู่กันพร้อมด้วยดอกบานมิรู้โรยสีเหลืองสด ปักด้วยใบทับทิมเป็นกอใหญ่พันด้วยด้ายสีแดงเพลิงและดอกบัวใกล้เคียงกันนั้นมีถังน้ำมนต์ ตั๋งฮื้อสีแดง (ที่เคาะเสี่ยงทาย) ถาดอาหารในพิธีเป็นข้าวสวย ผลไม้มงคล 5 อย่าง ส้ม ทับทิม มังกร ฯลฯ ทั้งนี้มีร่มขนาดใหญ่เป็นรูปมังกรช่วยบดบังแสงแดดที่แผ่รัศมีร้อนแรงในวันมงคล ขณะเดียวกันทางด้านโรงงิ้วนักแสดงเก่าแก่ก็แสดงควบคู่กันไปด้วย

เสียงประกาศเชิญชวนผู้เข้าร่วมทำบุญถือศีลกินเจเข้าไปกราบไหว้หลวงปู่โจวซือกง ร่วมกันสร้างสถานที่ก่อตั้งมูลนิธิศาลเจ้าโจซือกง ให้ทำบุญด้วยน้ำมัน เงินทองจะได้ไหลมาเทมา กิจการของลูกหลานให้มีรายรับมีความสุขใจ พร้อมกับการเชิญชวนให้เข้าไปชมนิทรรศการย่านจีนถิ่นบางกอกซึ่งสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) สถาบันอาศรมศิลป์ มูลนิธิศาลเจ้าโจซือกง ตลาดน้อย ร่วมกันจัดขึ้น

บ้านเอ๊งฮอกต๋องเป็นอาคารสถาปัตยกรรมแบบจีนโบราณบ้านไม้สักทอง 2 ชั้น ซึ่งเป็นนิวาสสถานของตระกูลตันติเวชกุล บรรพบุรุษของ ดร.สุเมธ ตันติเวชกุล อยู่ใกล้กับศาลเจ้าโจซือกง แหล่งย่านบ้านจีน ขณะนี้กรรมการมูลนิธิศาลเจ้าหลวงปู่โจซือกง ตลาดน้อย (ศ.จ.ก.) ซึ่งมี สัก กอแสงเรือง เป็นประธานกรรมการ ได้ซื้ออาคารหลังนี้ไว้เพื่อร่วมมือกับชาวชุมชนตลาดน้อย สมาคมฮกเกี้ยนแห่งประเทศไทย เพื่อเชิญชวนร่วมกับอนุรักษ์และฟื้นฟูมรดกทางวัฒนธรรมอันทรงคุณค่าประจำท้องถิ่นด้วยการก่อตั้ง "พิพิธภัณฑ์บ้านจีน มูลนิธิศาลเจ้าโจซือกง ตลาดน้อย" เพื่อให้คนช่างจำช่วยกันเก็บเล่าเรื่องราวประวัติศาสตร์ของชาวจีนฮกเกี้ยนเก็บรักษาไว้เพื่อคนรุ่นหลังได้ซึมซับเรื่องราวของเทือกเถาเหล่ากอของบรรพบุรุษ

ข้อความในนิทรรศการบันทึกไว้ว่า สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จฯไปทรงเป็นประธานเปิดงานเทศกาลตรุษจีนไชน่าทาวน์เยาวราช ในวันที่ 18 กุมภาพันธ์ 2550 ในปีนั้น เสด็จฯไปทรงสักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์ หนึ่งในนั้น คือ ศาลเจ้าโจซือกง (วัดซุ่นเฮงยี่) ของชนชาวจีนฮกเกี้ยน มีอายุเก่าแก่กว่าสองร้อยปี ตั้งแต่ยุคต้นกรุงรัตนโกสินทร์ สร้างขึ้นใน พ.ศ.2347 ตั้งอยู่ที่ตลาดน้อย ริมแม่น้ำเจ้าพระยา ศาลเจ้าโจวซือกง เป็นที่ประดิษฐานรูปปั้นองค์หลวงปู่โจวซือกง หรือเทพเจ้าองค์ดำศักดิ์สิทธิ์ ท่านเป็นอริยสงฆ์ที่เกิดในสมัยราชวงศ์ซ่ง เผยแผ่ธรรมะ และรักษาผู้เจ็บป่วยที่ประสบความทุกข์ยาก ช่วยดับทุกข์ภัยทั้งหลาย

ก่อนหน้าที่จะเสด็จฯไปยังศาลเจ้าโจวซือกง สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ยังได้เสด็จฯเข้าไปในบ้านเอ๊งฮอกต๋อง มีอายุเก่าแก่มากกว่า 180 ปี ที่นี่เป็นบ้านของ นายตันจู หงี หมอแผนโบราณจีนยงหัวตึ๊ง ซึ่งเป็นต้นตระกูลของสกุล "ตันติเวชกุล" มีศักดิ์เป็นเทียดของ ดร.สุเมธ ตันติเวชกุล บรรพบุรุษของ "ตันติเวชกุล" และเครือญาติทั้งฝ่ายบิดาและมารดาอยู่รวมกันหลายชั่วอายุคน ปลูกสร้างขึ้นตั้งแต่สมัยแผ่นดิน พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 3) ทรงอ่านป้ายชื่อภาษาจีนเอ๊งฮอกต๋อง พร้อมรับสั่งว่า "เป็นภาษาจีนโบราณ มีความหมายว่าอยู่เย็นเป็นสุข"

จากนั้นเสด็จฯไปทรงกราบไหว้สิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่ศาลเจ้าโจซือกงแล้ว เสด็จฯกลับมาบ้านเอ๊งฮอกต๋องอีกครั้งหนึ่ง ดร.สุเมธ ตันติเวชกุล เลขาธิการมูลนิธิชัยพัฒนา ประธานที่ปรึกษามูลนิธิศาลเจ้าโจซือกง ตลาดน้อย (บุตรชาย อารีย์ ตันติเวชกุล อดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ขณะอายุเพียง 39 ปี เคยเป็นเทศมนตรีและผู้แทนราษฎรจังหวัดนครราชสีมาหลายสมัย และ ท่านผู้หญิงประสานสุข ตันติเวชกุล (วงศาโรจน์)) พร้อมด้วยญาติพี่น้องทั้งหมดเฝ้าฯรับเสด็จ พร้อมขอพระบรมราชานุญาตเพื่อทรงฉายพระบรมฉายาลักษณ์ พร้อมกับเครือญาติทั้งหมดของ "ตันติเวชกุล" ที่หน้าบ้านเอ๊งฮอกต๋อง ทั้งนี้ อนันตสุข เคียงศิริ (ตันติเวชกุล) วัย 91 ปี บุตรสาวของ ตรอง-ประกอบสุข ตันติเวชกุล (ปุงคานนท์) ซึ่งมีศักดิ์เป็นคุณปู่ และคุณย่า ของ ดร.สุเมธ ตันติเวชกุล อนันตสุข (สมรสกับ เฉลย เคียงศิริ วัย 93 ปี เป็นญาติผู้ใหญ่สูงวัยที่สุดของตระกูลตันติเวชกุลในขณะนี้) มีศักดิ์เป็นคุณอา ของ ดร.สุเมธ ตันติเวชกุล คุณน้าของ ดร.สิริพร บุญญานันต์ ประธานมูลนิธิเพื่อพัฒนาการศึกษาไทย อดีตรองเลขาธิการสภาการศึกษา ญาติสนิทลูกผู้น้อง ดร.สุเมธ ตันติเวชกุล ด้วยมีศักดิ์เป็นหลานสาว (คุณตา) ตรอง ตันติเวชกุล ซึ่งมีศักดิ์เป็น (คุณปู่) ของ ดร.สุเมธ ตันติเวชกุล) คุณน้าของ อมฤทธิ์ พูลสวัสดิ์ และ คุณน้าของ อมเรศ พูลสวัสดิ์

บ้านเอ๊งฮอกต๋อง เคยเป็นที่อยู่ของ นายตันจู หงี และครอบครัว สมัยก่อนอยู่กันเป็นครอบครัวใหญ่ญาติพี่น้องของทั้งสองฝ่ายมาอยู่รวมกันในบ้านหลังนี้ ต่อมาบ้านหลังนี้ตกเป็นมรดกของ ฮองยู ตันติเวชกุล บุตรชายคนโต เกิดวันที่ 20 ตุลาคม 2408 หากมีชีวิตอยู่ถึงวันนี้จะมีอายุ 149 ปี ท่านเกิดในแผ่นดินสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 4) ในเวลาต่อมา ถูกใช้เป็นบ้านกลางที่ญาติพี่น้องพบปะกันช่วงเทศกาลสำคัญๆเพื่อใช้เป็นที่กราบเซ่นไหว้ในวันตายของญาติผู้ใหญ่สืบต่อกันมา

สาแหรกสายตระกูลตันติเวชกุล รวมทั้งสายสกุลที่เป็นเครือญาติกัน ตันติเวชกุล ทวีสิน กรรณสูต บุนนาค พูลสวัสดิ์ ตัณฑเศรษฐี เคียงศิริ แก้วเจริญ พิศลยบุตร สีมานนท์ปริญญา วิชยาภัย บุนนาค บุญญานันต์ บุนยสถิตย์ วรรณวิโรจน์ สมิทธิโชติ สายชุ่มอินทร์ ได้รับการอบรมบ่มเพาะให้รักเกียรติยศ ดำรงชีวิตด้วยความเที่ยงธรรม มีเมตตากรุณา เอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ ไม่เอารัดเอาเปรียบใคร ให้มีความเคารพนับถือญาติพี่น้อง โดยเฉพาะต้องไม่ลืมบรรพบุรุษของตนเอง จึงยังคงประเพณีการเซ่นไหว้ในวันตายของญาติผู้ใหญ่สืบต่อกันมาจนทุกวันนี้ ด้วยคำนึงที่ว่า "ขอเป็นข้ารองบาททุกชาติไป มอบชีวิตด้วยกายและใจ อยู่อย่างจงรัก ตายอย่างภักดีบนผืนแผ่นดินไทย"

พิธีกินเจ ครั้งที่ 2 ตรงกับวันที่ 24 ตุลาคม - 1 พฤศจิกายน 2557 ณ ศาลเจ้าโจวซือกง ริมน้ำเจ้าพระยา ตลาดน้อย เยาวราช ติดต่อร่วมทำบุญ บริจาคสิ่งของ หรือเงินสมทบได้ที่ศาลเจ้าโจวซือกง ตลาดน้อย เลขที่ 758 หลังตลาดน้อย เขตสัมพันธวงศ์ กรุงเทพฯ 0-2237-3090 หรือร่วมบริจาคผ่านบัญชีธนาคารชื่อบัญชีมูลนิธิศาลเจ้าโจซือกง ธนาคารไทยพาณิชย์ สาขาตลาดน้อย บัญชีเลขที่ 013-402165-1 ธนาคารกรุงเทพ สาขาตลาดน้อย บัญชีเลขที่ 155-057844-8 ธนาคารกสิกรไทย สาขาเชียงกง บัญชีเลขที่ 050-2-52733-9